สุดยอด 10 วิธีที่จะทำให้ท่านเจ๊งหุ้นอย่างรวดเร็ว

สุดยอด 10 วิธีที่จะทำให้ท่านเจ๊งหุ้นอย่างรวดเร็ว

มีเรื่องเกี่ยวกับหุ้นเขียนไว้เพื่อเป็นเทพแห่งเม่าโดยรวดเร็ว เรียกว่าหมดตัวหรือแม้แต่เป็นหนี้สินติดตามมาก็ยังได้อีก เรียกว่าจะเป็นทางลัดแห่งความเสียหายจากหุ้นก็ว่าได้ ไม่ปรากฏชัดแน่นอนว่าใครเป็นผู้รวบรวมสูตรไว้ แต่อย่างไรก็ตาม มีสูตรอยู่สิบประการดังนี้

1. เวลาหุ้นลงมีเท่าไหร่อย่าเพิ่งขาย ไม่ขายไม่ขาดทุนครับ เก็บไว้นานๆ โดยเฉพาะหุ้นผลประกอบการแย่ลง เก็บมันไว้ เดี๋ยวมันก็เด้งกลับ แต่ถ้ามันลงไปเกิน 50% แล้ว กลัวมันลงต่อ ให้ขายออกมา ไม่ว่าจะแค่ลงเพราะตกใจชั่วคราว ก็ให้ขายให้หมดแล้วอย่าไปดูมันอีก มันขึ้นก็อย่าไปสนใจปล่อยมันไปซะ

2. เวลาหุ้นลงข่าวร้ายเยอะๆ อ่านข่าวมันเข้าไป กลัวให้มากๆ อย่าไปซื้อตอนข่าวร้ายเต็มตลาดเด็ดขาด เพราะมันไม่น่าซื้อ เดี๋ยวมันจะต้องลงต่ออย่างแน่นอน ถึงฝรั่ง กองทุนจะอัดซื้อจำนวนมหาศาลก็ปล่อยเขาไปเดี๋ยวเขาก็เจ๊งเอง

3. หุ้นราคาขึ้นมานิด ได้กำไรมาหน่อยเดียวให้รีบขายทิ้งซะ อย่าโลภ เดี๋ยวกำไรหาย ให้ขายทิ้งให้หมดเลย ไม่งั้นจะติดดอยต่อได้

4. เชื่อฟังนักวิเคราะห์และมาร์เยอะๆ เพราะนักวิเคราะห์มีประสบการณ์มากกว่าเรา ต้องเชื่อฟังไว้มากๆ เขาเชียร์ซื้อตัวไหน ซื้อตามเขาไปเลยครับ เอาราคา ATO ไปเลย ซื้อแล้วราคาร่วงอย่าเพิ่งขาย เพราะที่เขาแนะนำดีจริงๆ ให้ถือไว้ยาวๆก็ได้ แล้วบอกคนอื่นๆว่าเราเป็น VI

5. เวลามีข่าวดีเต็มตลาด หุ้นวิ่งกระจาย ดัชนีพุ่งสูงปิ๊ด ต้องรีบซื้อตาม เพราะตอนนั้นแหละคือมันขึ้นแน่ๆ ซื้อพร้อมรายย่อยคนอื่นๆ รวยทั่วๆกัน เย้

6. หุ้นปั่นเป็นสิ่งที่ทำให้รวยเร็วที่สุด เรื่องอะไรจะต้องไปอยู่กับหุ้นพื้นฐานดีๆล่ะ ดูอย่าง SCC กว่ามันจะขึ้นแต่ละบาทแทบกระอัก ไม่คุ้มเสี่ยงหรอก เอาหุ้นปั่นเลยดีกว่า เห็นตัวไหนใน ticker ยาวๆ รีบตามเข้าทันที แล้วอย่าเพิ่งออก รอซักสามวันเจ็ดวัน หุ้นจะราคาพุ่งไปไกลอย่างแน่นอน

7. จากข้อหก ถ้าหุ้นปั่นที่ซื้อราคามันร่วงลงมา อย่าตกใจ ของถูกมากองอยู่ตรงหน้าแล้ว ให้รีบซื้อในราคาที่ลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลทันที โอกาสรวยอยู่ตรงหน้าแล้ว มันลง ก็ถัวซื้อเข้าไป ต้นทุนเราก็ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด ทีนี้แหละ พอมันขึ้นเรากำไรเละ...

8. เล่นเองใช้เงินนิดเดียวคงไม่พอ รวยไม่ทันเขา ควรไปกู้ธนาคาร ยืมเพื่อน กดบัตรเครดิตออกมาซื้อด้วย โดยเฉพาะตอนมันเริ่มลงนิดนึง จะได้ถัวซื้อเข้าไป ไม่ต้องกลัว ต้นทุนเราต่ำลงเรื่อยๆ เดี๋ยวกำไรจากหุ้นก็เยอะกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งเยอะ ยิ่งถ้าลงหนักๆ ควรขายบ้าน ขายรถออกมาซื้อให้ได้ ขายไม่ทันก็เอาไปจำนองหรือไฟแนนซ์ไว้ก่อน

9. เวลาเล่นหุ้น ไม่ต้องหาหนังสือมาอ่าน หรือหาความรู้เพิ่มเติมหรอกครับให้เสียเวลา แน่ใจหรอว่าเราอ่านแล้วจะวิเคราะห์ได้ มือใหม่อย่างเราอย่ามั่นใจตัวเองเกินไปครับ ไม่ต้องไปสนใจมัน เดี๋ยวก็มีนักวิเคราะห์แจกหุ้นให้อยู่ทุกวัน ตามเว็บไซต์เว็บบอร์ดก็มี โทรถามมาร์เอาก็ได้เขาวิเคราะห์ดีกว่าเราเยอะแน่นอน

10. จะซื้อหุ้นไม่ต้องสนใจหรอกครับว่าบริษัทนั้นจะชื่ออะไร ทำธุรกิจยังไง ผลประกอบการเป็นยังไง จำตัวย่อให้ได้ก็พอ มันจะทำธุรกิจอะไรก็ช่างหัวมัน ซื้อตามเขาไปไม่จำเป็นต้องไปเข้าใจอะไรทั้งนั้น งบการเงินไม่จำเป็นต้องอ่านหรอก ใครเขาซื้ออะไรก็ซื้อตามๆ เขาไปนั่นแหละ

Credit >> http://www.muegao.blogspot.com

การเลือกหุ้น

การเลือกหุ้น

ช่วงนี้ ในระหว่างที่หุ้นกำลังขึ้น คงมีนักลงทุนรายย่อยหลายๆ รายที่เริ่มทะยอยขายหุ้นออกไป เมื่อหุ้นเริ่มร่อยหรอในมือ บางท่านก็อาจจะปิดจอปิดคอมพ์ ไม่ดูราคาหุ้นไปเลย แต่หลายๆ ท่านที่โดยปกติแล้วต้องมีหุ้นติดพอร์ตอยู่บ้าง ก็อาจจะพยายามควานหาหุ้นที่มีราคาไม่แพงมากนัก ประกอบกับสืบเนื่องจากการตอบกระทู้ในเว็บไซต์พันทิป เรื่องการเลือกหุ้นเอาไว้ ผมเลยขอนำมาเก็บไว้ที่บล็อกนี้ด้วยเลย โดย

สรุปแล้วในการเลือกหุ้นนั้นเรามีสิ่งที่ต้องดูอยู่หลายประการ เช่น

1. บริษัท ที่ ธรรมาภิบาล ไม่ดี อย่าลงทุน อย่าซื้อ
ขึ้นชื่อว่า อะไรก็ขึ้นอยู่กับคน บริษัทที่ดำเนินกิจการด้วยเจ้าของหรือผู้บริหารที่ไม่ชอบมาพากล เราควรจะหลีกเลี่ยง เนื่องจากเขาเหล่านั้นอาจจะสร้างสิ่งลวงตาต่างๆ ให้เราได้เห็น ไม่ว่าจะเป็นยอดขาย กำไร หนี้สิน ต่างๆ เป็นต้นที่เอื้ออำนวยให้งบการเงินออกมาดูดี ตลอดจนการให้ข่าวต่างๆ ที่มีผลต่อราคาหุ้นมากเกินไปด้วยความตั้งใจ แบบนี้ต้องแนะนำให้เลี่ยงหลีกไว้เป็นดี

2. บริษัท ที่ได้กำไร แล้ว ไม่มีปันผล แบบนี้ต้องพิจารณาก่อนว่าเพราะอะไร
นักลงทุนต้องดูว่ากำไรอยู่ในรูปไหน มีกำไรแต่บางขณะอาจจะไม่ได้อยู่ในรูปของเงินสด ก็จ่ายปันผลไม่ได้ ถ้าเป็นเพียงชั่วคราวก็ยอมรับได้ แต่ที่สำคัญกว่าคือดูว่าเขาเอากำไรไปทำอะไรให้งอกเงยไหม ถ้าเก็บไว้เฉยๆ แบบนั้นถือว่านอกจากไร้สมรรถภาพ (ทางการเงิน ทางธุรกิจ) แล้ว ยังออกแนวหวงก้างด้วย ก็หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า

3. บริษัท ที่ ผลประกอบการขาดทุน แล้ว ราคาหุ้นขึ้น ให้พิจารณาก่อนเช่นกันว่าเกิดอะไรขึ้น
ราคาหุ้นนั้นขึ้นกับอนาคต ถ้าผลการขาดทุนนั้นเกิดเพียงครั้งคราว และราคาหุ้นได้ลดลงจนไม่ยอมลงไปอีก แต่กลับเริ่มปรับตัวขึ้นมา อาจจะเป็นโอกาส
ที่ดีที่ได้ซื้อของดีราคาถูกก็ได้ แต่หากผลประกอบการขาดทุนมาตลอด มีการแอบเพิ่มทุน (จริงๆ ก็ไม่ได้แอบหรอก) มาเรื่อยๆ ทำให้บริษัทอยู่ได้แต่ก็ขาดทุนไปเรื่อยๆ แล้วราคาก็หวือหวาวิ่งขึ้นลง ก็ควรเลี่ยงครับ

4. บริษัทที่ผลประกอบการกำไร แล้ว ราคาหุ้น ไม่ขึ้น หรือว่า ราคาลดลงก็ให้พิจารณาก่อนเช่นกันว่าทำไม
ต้องกลับไปดูข้อแรก ที่ว่าราคาหุ้นมักจะขึ้นกับอนาคต ถ้าบริษัทยังมีอนาคตที่ดี และราคาปัจจุบันนั้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานของมัน การเข้าไปซื้อหุ้น หรือทะยอยสะสม ก็เป็นโอกาสที่ดีในระยะยาวได้สำหรับนักลงทุน ยกเว้นแต่ว่าเป็นนักเก็งกำไร ที่มักต้องมองหาหุ้นที่ราคากำลังปรับขึ้นให้ได้
(เว้นว่าทำ short sale)

5. บริษัท ที่ กู้เงินมาจ่ายปันผล ควรหลีกเลี่ยง
เพราะขึ้นชื่อว่า กู้ ย่อมมีต้นทุนทานการเงิน การกู้ ใดๆ ย่อมจะต้องมีเหตุผลอันสมควร หากเหตุผลไม่สมควรแล้ว เราจะไว้ใจ ผบห. ของบริษัทอย่างนั้น
ก็ต้องมีเหตุผลพิเศษอีกเช่นกัน ไม่อย่างนั้นก็อยู่ห่างๆ ไว้เป็นดีกว่าครับ

Credit >> http://www.muegao.blogspot.com


หุ้นวัฏจักรเป็นหุ้น VI (Value Investment) ได้หรือไม่

หุ้นวัฏจักรเป็นหุ้น VI (Value Investment) ได้หรือไม่

หลายๆ ครั้งที่มีการคุยกันในเรื่องของหุ้นที่เรียกว่าหุ้นสำหรับนักลงทุนแบบเน้นมูลค่าของหุ้น หรือที่เรียกว่าหุ้นวีไอ​ (VI: Value Investment) ซึ่งก็มักมีการหยิบยกหุ้นในหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรม และหลายๆ พฤติกรรม เช่นหุ้นอาหาร เหล็ก สินค้าเกษตร ไอซีที เทคโนโลยี ก่อสร้าง และหลายๆ ครั้งเราก็จะได้ยินหุ้นอีกกลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า "กลุ่มโภคภัณฑ์" ขึ้นมาพูดคุยกันด้วย

โดยหุ้นกลุ่มสุดท้ายที่เรียกว่ากลุ่มโภคภัณฑ์นี้ จริงๆ ก็ไม่ได้มีลักษณะเป็นอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นพิเศษโดยเฉพาะ แต่เป็นกลุ่มที่มีลักษณะของสินค้าเป็นโภคภัณฑ์ ซึ่งมักจะไม่ค่อยมีความแตกต่างในตัวสินค้าเองระหว่างผู้ผลิตหลายๆ ราย นอกจากนั้นสินค้าประเภทนี้ยังมีอุปสงค์ (demand) เปลี่ยนแปลงไปตามวัฏจักรเศรษฐกิจอื่นๆ อีก เรียกว่าหากเศรษฐกิจบางอย่างดี สินค้าโภคภัณฑ์มีความต้องการสูง ราคาก็จะพุ่งขึ้นสูง บรรดาผู้ผลิต ผู้ค้า ก็จะได้กำไรมาก แต่ในทางกลับกัน เมื่อเศรษฐกิจซบเซา ความต้องการสินค้าต่ำ บรรดาผู้ผลิตไล่ไปจนถึงผุ้ค้าก็ได้กำไรน้อยลง บางรายถึงกับเอาตัวแทบไม่รอดก็มี

คราวนี้ ก็มาถึงเรื่องของการลงทุนที่ว่า หุ้นแบบวัฏจักรอย่างนี้ สามารถเป็นหุ้นแบบ VI หรือหุ้นที่นักลงทุนแบบ VI เลือกซื้อได้หรือไม่ ซึ่งความคิดเห็นก็แตกแขนงกันออกไป แต่ในความเห็นส่วนตัวของผมแล้ว หุ้นไหนๆ ก็เป็นหุ้นแบบ VI ได้ ถ้ามัน "ถูกเกินเหตุ" นั่นคิดนายตลาดเกิดความกลัว ไม่ให้ค่ามัน หรือแม้แต่แทบจะไม่ให้ค่ามันเลย เป็นต้น ถ้าพูดกันง่ายๆ แบบนี้อาจจะไม่ค่อยเห็นภาพเท่าไรนัก ลองมาสมมติตัวเลขกันสักหน่อยดีกว่า

สมมติมีหุ้นตัวหนึ่ง ที่ว่ากันว่าเป็นหุ้นกลุ่มโภคภัณฑ์ (และมันก็เป็นจริงๆ นั่นแหละ) ที่มีกำไรขึ้นๆ ลงๆ ระหว่าง 1 กับ 5 บาท วนไปวนมาอยู่อย่างนี้หลายปี ถ้าวันหนึ่งเราไปเห็นราคาหุ้นในกระดานมันอยู่เพียง 2-3 บาท นักลงทุนที่มองเห็นก็อาจจะซื้อเพื่อการลงทุนไว้ได้ เพราะแม้กำไรมันจะแกว่งมากไปมา แต่ราคาหุ้นมันต่ำเกินไปจริงๆ เพราะลงทุนเพียง 2-3 ปีก็คุ้มแล้ว แบบนี้ก็เรียกได้ว่า "Value ของมันเกินราคา" เพราะแม้ว่า คุณค่าทางด้านความโดดเด่นของสินค้ามันไม่ได้ดีเลิศเลออะไร แต่ราคามันต่ำมากเกินเหตุ แบบนี้ก็ทำให้คุณค่าเกินราคาได้เช่นกัน (เปรียบเทียบให้เห็นแบบเกินเหตุสักหน่อยก็คือ ถ้ามีคนให้หุ้นที่เป็นวัฏจักร ที่ทำกำไร 1 บาทต่อปีกับท่านในราคาหุ้นละ 50 สตางค์ ทำไมจะไม่ซื้อล่ะ จริงไหม)​

อย่างไรก็ตาม การจะซื้อหุ้นต้องพิจารณาคุณสมบัติอื่นของบริษัทด้วย เช่นหนี้น้อย, การหมุนเวียนเงินสดไม่ติดขัด มีกำลังสำรองมาก, ผบห. ไม่โกง, สินค้า/บริการ มีความได้เปรียบคู่แข่งบ้าง (เป็นตัวเลือกแรกๆ หน่อย) แม้ว่ามันจะขึ้นๆ ลงๆ ก็ตามทีเถิด โดยคงต้องยกเว้นในเรื่องของ profit margin และ ยอดขาย ที่คงขึ้นๆ ลงไป ไปตามวัฏจักรที่เป็นลักษณะของหุ้นประเภทนี้ครับ

ดังนั้นในความเห็นส่วนตัวของผม หุ้นไหนๆ ก็เป็นอะไรก็ได้ ขึ้นกับว่าเราซื้อมันที่ราคาไหนต่างหาก บางที
เราอาจจะไม่ต้องหาหุ้นเลอเลิศ แต่เป็นบริษัทที่ดีพอควร แต่หุ้นมันราคาถูกเกินเหตุ ก็รวยได้เหมือนกัน ซึ่งในแง่นี้อาจจะ ตรงกันข้ามกับการลงทุนใน Growth Stock ที่หวังในเรื่องของ Performance ของบริษัทที่ดีมาก เป็นหลัก ซึ่งถ้าจะว่ากันไปแล้วเรามักจะ "เห็นช้ากว่าคนอื่น" ในขณะที่หุ้นวัฏจักร ก็ทำให้เรารวยได้เหมือนกันถ้าสามารถประเมินมูลค่าและความเสี่ยงได้ถูกต้อง และ "กล้า (อย่างมีเหตุผล)" ในขณะที่คนอื่นกลัว (เพราะไม่กล้า) ครับ

Credit >> http://muegao.blogspot.com

การวิเคราะห์ธุรกิจด้วยตัวเอง

การวิเคราะห์ธุรกิจด้วยตัวเอง

การลงทุน ไม่ใช่เรื่องของการร่ำเรียนมาทางด้านการเงิน การบัญชี แล้วก็ทำการคำนวณตัวเลขอัตราส่วนสารพัด แล้วนำไปใช้งานแค่นั้น แต่เป็นเรื่องของการรอบรู้ ที่จะต้องคอยสังเกตความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวของเรา การลงทุนเป็นเรื่องของการคอยจับตาดูแนวโน้มของสิ่งต่างๆ และพิจารณาว่าแนวโน้มเหล่านั้นจะมีผลอะไรต่อธุรกิจอะไรบ้างหรือไม่อย่างไร

นักวิเคราะห์ธุรกิจชั้นดี จะมีแนวทางการวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบแบบแผน ถ้าเราสามารถทำการวิเคราะห์ธุรกิจได้อย่างที่นักวิเคราะห์ฝีมือดีทำ ผลที่ได้ก็น่าจะสามารถนำไปใช้ได้จริงในระดับหนึ่ง แนวทางการวิเคราะห์ที่ดี จะมีหลักการในการสังเกตดูความเปลี่ยนแปลงของโลกรอบๆ ตัวเรา คนเราทุกคนล้วนมีทักษะในการวิเคราะห์ อย่างไรก็ตาม แต่ละคนก็มีความสามารถไม่เท่ากัน และที่สำคัญ คนเราจะต้องมีความสามารถในการเลือกที่จะวิเคราะห์อะไร อย่างไร เพราะทุกวันนี้เราถูกล้อมรอบด้วยข้อมูลต่างๆ เต็มไปหมดตั้งแต่ตื่นจนกระทั่งนอนหลับไป

ลองยกตัวอย่างกันให้เห็นนะครับ อย่างเช่นร้านอาหารละกัน จะเห็นว่า บางย่าน มีร้านอาหารเต็มไปหมด เช่นริมถนนเลียบทางด่วนรามอินทรา หรือว่าถนนเกษตร-นวมินทร์ เป็นต้น เราก็คงจะต้องลองคิดเล่นๆ นะครับว่า ทำไมถึงเป็นแบบนั้น ไปเปิดที่อื่นกันบ้างไม่ได้หรือ หรือว่าถ้าร้านนี้ ไปเปิดข้างๆ ร้านนั้น จะเกิดอะไรขึ้น ทำนองนี้

คำถามพื้นฐาน 4 ข้อเมื่อเราพิจารณาธุรกิจ
เมื่อเราเกิดความสงสัยในธุรกิจอะไร อย่างที่ยกตัวอย่างเรื่องภัตตาคารที่ผ่านมา ลองถามคำถามข้างล่างนี้ดูเช่น
1. เป้าหมายของธุรกิจนั้น คืออะไร
2. ธุรกิจนั้น จะมีรายได้ หรือกำไร มาได้อย่างไร
3. ธุรกิจนั้น มีผลการดำเนินงานที่ดีหรือไม่ หรือว่า มีฝีมือการทำธุรกิจดีหรือไม่
4. เมื่อเทียบกับคู่แข่งแล้ว ธุรกิจนั้นมีความพิเศษแตกต่างจากคู่แข่งหรือไม่

เมื่อเราเริ่มที่จะถามคำถามเหล่านี้ นั่นคงเราเริ่มคิดแบบนักวิเคราะห์ชั้นดีแล้ว และจะทำให้เราต้องเพิ่มการสังเกตเกี่ยวกับธุรกิจที่เราสนใจ ลึกลงไปอีก การฝึกตัวเองให้ถาม ให้สังเกต ให้คิด บ่อยๆ อย่างนี้ ทำให้เราลับคมความคิดของเราขึ้นทุกวันๆ และทำให้เรามีความสามารถในการหาโอกาสในการลงทุน ในการทำเงิน ได้ดีขึ้น

ตอนที่ 6 (2 ก.พ. 54)

ย้อนกลับไปเรื่องของภัตตาคาร เป้าหมายหรือหน้าที่ของธุรกิจภัตตาคาร ก็คือทำอาหารให้คนกิน (อ้าว... จะให้เติมลมยางรถให้หรือจ๊ะ) ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของธุรกิจนี้ แม้ว่าภัตตาคารหรือผับ (หรือจะผับๆ อะไรก็ตามเถิดจ้า) บางที่จะมีวงดนตรี พนักงานเสริฟ น้องๆ เด็กเชียร์เบียร์ แม้แต่โคโยตี้ อะไรก็ตามแต่ รวมเข้ามาไว้ในร้านนั้นด้วย ในบางครั้ง การพิจารณาว่าหน้าที่หรือเป้าหมายของธุรกิจหนึ่งๆ นั้นคืออะไร อาจจะไม่ใช่เรื่องงานก็ได้ เพราะว่าอาจจะเกิดการผสมกันของบริการ/สินค้า หลายๆ อย่าง แต่ก็เป็นหน้าที่ของนักลงทุนอย่างพวกเราที่จะต้องพิจารณาว่า การมีสินค้า/บริการแปลกๆ ปนๆ มาในธุรกิจนั้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม หรือว่าเข้าท่า หรือไม่ครับ

เมื่อเรารู้แล้วว่า เป้าหมายหรือหน้าที่ของธุรกิจที่เราสนใจนั้นคืออะไรกันแน่ ก็ลองมาดูที่การทำเงินของธุรกิจกันบ้าง ว่ามีวิธีอย่างไรที่จะหาเงินและทำให้เกิดกำไรจากการดำเนินงานขึ้นมาได้ ในตัวอย่างเรื่องภัตตาคารหรือร้านอาหาร นักลงทุนอาจจะลองคิดดูว่า ต้นทุนของอาหารต่างๆ ที่อยู่ในร้านนั้นเป็นเท่าไร และร้านสามารถคิดราคาแพงเป็นพิเศษเพราะว่ามีดนตรี เด็กเสริฟ เด็กเชียร์เบียร์ ฯลฯ อยู่ในร้านด้วย ได้หรือไม่ และแนวทางการทำธุรกิจเป็นแบบ ต้องการขายราคาถูกแต่จำนวนมาก หรือว่าขายจำนวนน้อยแต่ว่าราคาสูง เป็นต้น

จากนั้นก็ ลองถามตัวเองดูว่า ร้านอาหารหรือภัตตาคารที่เรากำลังสนใจอยู่นั้น ทำมาค้าขายเป็นอย่างไรบ้าง อย่าเพิ่งไปกังวลกับการขุดคุ้ยค้นหาพวกงบการเงินอะไรมาดู ขั้นตอนนี้ ยังไม่ต้องก็ได้ ลองดูแค่สภาพทั่วๆ ไปก่อนที่เราเห็นเกี่ยวกับธุรกิจนั้น เช่นว่า ถ้าเป็นเรา (หรือเพื่อนๆ เรา) เราจะเลือกภัตตาคารอย่างไร เราจะเลือกอันไหนเพราะว่าอะไร เราเปลี่ยนภัตตาคารบ่อยๆ ไหม (อาจจะเพราะว่าเบื่อนักร้อง รำคาญนักดนตรี ไม่มีโคโยตี้ อะไรก็แล้วแต่) หรือว่าเรากินไม่เลือก อันไหนก็ได้ที่สะดวก มีคนมาใช้บริการกันเยอะไหม ที่จอดรถแน่นตลอดหรือเปล่า หรือว่าไปทีไรก็ว่างตลอดจอดได้สบายลุกนั่งสะดวกแม่ครัวนั่งหลับเด็กผับนั่งหาว หรือว่ามีลูกค้าเก่าๆ แวะเวียนมาเป็นประจำเรียกว่าเป็นเหมือนบ้านหลังที่สี่ (เออ สองกับสาม ไปไหนล่ะ) การตกแต่งภายในเป็นอย่างไร พนักงานต้อนรับดีไหม อาหารดีดนตรีไพเราะนักร้องอร่อย (คือคุยอร่อย สนุก ครับ อย่าคิดเป็นอื่น) หรือเปล่า เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่่น่าสนใจจะต้องวิเคราะห์ทั้งสิ้น

ถ้าเราคิดว่า เราเข้าใจธุรกิจที่เราสนใจนั้นได้ในระดับหนึ่งแล้ว (อย่างน้อยก็ในฐานะของผู้สังเกตการณ์ล่ะ) ลองใช้เวลาสักนิด พิจารณาว่า ธุรกิจนั้นเป็นอย่างไรในสภาพการแข่งขันในปัจจุบัน (และอนาคต) อ่ะพูดกันง่ายๆ ก็คือ มีดีอะไรมากกว่าคนอื่นหรือคู่แข่งบ้าง

อย่างแรกที่เราต้องดูคือ มีการแข่งขันมากไหมในอุตสาหกรรมนั้น ยกตัวอย่างของภัตตาคาร จะเห็นว่าผู้บริโภคมีทางเลือกมากมาย คือมีหลายร้านให้เลือกเหลือเกิน แต่ถ้าเป็นธุรกิจอื่นๆ เช่นคอมพิวเตอร์ล่ะ ในโลกนี้มีคอมพิวเตอร์มากมายสักกี่ยี่ห้อที่เราสามารถเลือกซื้อกันได้บ้าง ก็คงมีไม่มาก อ่ะ นี่ก็แสดงว่าการแข่งขันของคอมพิวเตอร์นั้นมีน้อยกว่าภัตตาคารมากล่ะสิ - ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นหรอก แต่อาจจะเป็นเพราะว่าการจะเปิดบริษัทคอมพิวเตอร์ หรือสร้างคอมพิวเตอร์ขึ้นมานั้น จะต้องใช้เงินทุนมากกว่าการเปิดภัตตาคารมาก หรือไม่ก็เป็นเพราะสภาพการแข่งขันนั้นดุเดือดอยู่แล้ว จนไม่มีใครอยากเข้ามาใหม่ เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง ซึ่งแตกต่างจากภัตตาคารที่ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากในการเปิดร้าน หรืออาจจะเป็นเพราะว่าการหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาขายนั้นยากกว่าเยอะ หรือว่าเป็นธุรกิจที่จะต้องต่อสู้กันด้วยราคาแต่เพียงอย่างเดียว (จริงๆ แล้ว ไม่มีธุรกิจไหนที่ต่อสู้กันด้วยราคาเพียงอย่างเดียวหรอก มีแต่คนเรานี่แหละที่คิดว่าลูกค้าจะต้องชอบของที่ถูกกว่าเสมอ) การถามคำถามเพวกนี้กับตัวเราเอง จะทำให้เราเห็นภาพว่า ในวันนี้หรือวันข้างหน้าถ้าธุรกิจจะต้องมีคู่แข่ง ธุรกิจนั้นจะทำอย่างไรในการเอาตัวรอดและชนะคู่แข่งได้

การถามคำถามพวกนี้มากๆ เข้า อาจจะทำให้ดูเหมือนเราเริ่มเพี้ยน แต่การคิดแบบนักวิเคราะห์เป็นการถามเพื่อทำความเข้าใจว่าธุรกิจอะไร ทำงาน ทำเงินได้อย่างไร มากน้อยแค่ไหน มีการเติบโตหรือไม่อย่างไร และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งได้หรือไม่ หรือว่าคู่แข่งทำธุรกิจนั้นได้ดีกว่า เรื่องพวกนี้ในหลายๆ ครั้งก็ถูกแสดงออกมาในงบการเงินด้วยเช่นกัน และก็ยังมีผู้ชำนาญการได้ทำการวิเคราะห์เรื่องพวกนี้ไว้ให้เราอยู่แล้ว เราก็มีหน้าที่ติดตามดูและพิจารณาว่าน่าจะเป็นจริงตามนั้นหรือไม่

ตอนที่ 7 (3 ก.พ. 54)
การพิจารณาโครงสร้างธุรกิจ: เกราะป้องกันธุรกิจ

ในการพิจารณาวิเคราะห์ด้านการลงทุน สิ่งที่ต้องดูเป็นพื้นฐานก็คือตัวธุรกิจเอง ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขต่างๆ ในงบการเงิน และหน้าที่ของนักลงทุนก็คือ ต้องหาบริษัทชั้นเลิศที่แตกต่างจากบริษัทธรรมดาๆ ทั่วๆ ไปให้ได้ หลักการหนึ่งที่มีประโยชน์ก็คือการเสาะหา "เกราะป้องกัน" ของธุรกิจ แม้ว่าพวกเราจะไม่ค่อยได้ยินคำๆ นี้บ่อยนักเหมือนกับคำเช่นอัตราส่วน P/E หรือ กำไรจากการดำเนินงาน, กำไรสุทธิ อะไรก็แล้วแต่ แต่ว่า "เกราะป้องกัน" นี้เป็นสิ่งที่สำคัญในการประเมินค่าของธุรกิจเลยทีเดียว

"เกราะป้องกัน" เหล่านี้ พูดง่ายๆ ก็คือลักษณะที่ทำให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว ที่จะทำให้ธุรกิจสามารถสร้างรายได้และกำไรในระยะเวลานานต่อไปในอนาคต เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักลงทุนระดับโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ให้ความสำคัญในการพิจารณาลงทุนในบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีความเฉพาะ และมีกำแพงป้องกันตัวเองจากการแข่งขันแล้ว บริษัทหรือธุรกิจนั้นก็มีโอกาสที่จะสร้างตัวเองให้เติบโตต่อไปได้เรื่อยๆ ในอนาคต

เรื่องของเกราะป้องกันนี้เป็นเรื่องสำคัญ เพราะไม่ว่าเมื่อใดที่บริษัทหนึ่งออกผลิตภัณฑ์หนึ่งขึ้นมา ในไม่ช้าไม่นานก็จะมีคู่แข่งออกผลิตภัณฑ์อย่างเดียวกันออกมา ซึ่งถ้าไม่มีประสิทธิภาพดีเท่ากัน ก็มักจะดีกว่า เรียกง่ายๆ ว่าสามารถที่จะถูกเลียนแบบได้ง่าย หรือหัวเราะทีหลังย่อมดังกว่า หรือว่าคลื่นลูกใหม่ย่อมแรงกว่าคลื่นลูกเก่า อะไรก็ตามทีเถิดครับ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นบอกไว้ว่า ในตลาดที่มีการแข่งขันอย่างสมบูรณ์ คู่ต่อสู้จะทำให้กำไรส่วนที่มากกว่าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จนั้นหดเหลือน้อยลงๆ หรือพูดง่ายๆ อีกอย่างได้ว่า การแข่งขันทำให้บริษัทส่วนใหญ่ไม่สามารถมีการเติบโตของรายได้และกำไรสูงๆ เป็นเวลานานๆ ได้เนื่องจากความได้เปรียบนั้นจะถูกเลียนแบบได้

คราวนี้เรามาลองพิจารณาว่าบริษัทหนึ่งๆ มีเกราะป้องกันธุรกิจของเขาหรือไม่อย่างไรกันดู โดยลองดูตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. ลองดูความสามารถในการทำกำไรของบริษัทในอดีต ดูว่าสามารถมี ROA และ ROE สูงได้ตลอดเวลาหรือไม่ ตัวเลขพวกนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะบอกได้ว่า บริษัทมีความพิเศษและสามารถใช้ความพิเศษนั้นให้คงอยู่ได้เสมอต้นเสมอปลายหรือเปล่า จริงๆ แล้วการวิเคราะห์เรื่องของเกราะป้องกันธุรกิจนี้ เป็นเรื่องของ qualitative (เชิงคุณภาพ) แต่ว่าผลของมันก็จะสะท้อนออกมาในรูปของตัวเลขทางการเงินด้วย

2. สมมติว่า บริษัทที่เราสนใจ มีตัวเลขทางการเงินดีมาสม่ำเสมอ ก็ลองพิจารณาต่อไปอีกว่า กำไรต่างๆ ที่ได้มานั้น มาจากความได้เปรียบเป็นพิเศษของตัวบริษัทนั้นหรือเปล่า หรือว่าเป็นสิ่งที่สามารถเลียนแบบกันได้ง่ายจากคู่แข่ง ยิ่งการเลียนแบบทำได้ยากแค่ไหน การรักษาความได้เปรียบของธุรกิจไว้ก็ยิ่งง่ายเท่านั้น

ตอนที่ 8 (4 ก.พ. 54)

3. ลองพิจารณาดูว่า ใช้เวลาอีกนานแค่ไหน ที่บริษัทจะยังคงได้เปรียบอยู่ ว่ากันง่ายๆ คือ คู่แข่งยังโงหัวไม่ขึ้น (อืม ภาษาชาวบ้านมากๆ ขออภัย) เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า ช่วงเวลาที่บริษัทยังคงมีความได้เปรียบอยู่ ซึ่งอาจจะสั้นแค่ไม่กี่เดือน หรือยาวนานเป็นหลายสิบปีก็ได้ ยิ่งนานยิ่งดีครับ

4. ลองคิดถึงเรื่องโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมดู มีการแข่งขันในระดับสูงหรือเปล่า อุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูง มักจะไม่สามารถมีการเติบโตของกำไรได้สูงมากในระยะเวลาติดต่อกันนานๆ คือบางปีอาจจะมีกำไรมาก บางปีอาจจะกำไรน้อย เป็นต้น

จากการลองพิจารณาศึกษา สารพัดธุรกิจต่างๆ จะสรุปได้ว่า
เกราะป้องกันธุรกิจนั้นมีอยู่ด้วยกัน 4-5 อย่างคือ

ก) การเป็นผู้ผลิตที่มีต้นทุนต่ำ อันนี้เรียกได้ว่าเอาราคาเข้าสู้ หรือเข้าขู่ ก็แล้วแต่ล่ะครับ ธุรกิจประเภทนี้ จะมีขนาดใหญ่ยอดขายสูง แต่ว่าอัตรากำไรไม่สูง เรียกว่าเอาราคาเข้าสู้ ได้การประหยัดจากปริมาณการผลิตหรือการขายที่สูง (economics of scale) คู่ต่อสู้รายใหม่ๆ ก็ไม่กล้าเข้ามา เนื่องจากปริมาณการขายไม่มากเท่ากับเจ้าเก่าที่ทำอยู่ ตัวอย่างเช่นห้างขายสินค้าแบบยกเข่งขนาดใหญ่ๆ ที่ขายด้วยราคาที่ต่ำมาก เพราะว่าได้สินค้ามาในราคาต่ำกว่าเนื่องจากซื้อมาทีละมากๆ ทำให้มีอำนาจต่อรองสูงได้

ข) การเป็นผู้ที่มีสินค้าและบริการที่เป็นพิเศษจริงๆ เหนือกว่าคนอื่น เช่นมีเทคโนโลยีที่เหนือกว่า หรือว่ามีสิทธิบัตรพิเศษที่คนอื่นไม่มี แต่อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่า เรื่องนี้ต้องระวังเหมือนกัน เนื่องจากคนเทคโนโลยีมีการพัฒนาตลอดเวลา และสิทธิบัตรที่เป็นเรื่องที่ค้นคิดกันอยู่ตลอดเวลาที่ได้เปรียบอยู่ในวันนี้ อาจจะเสียเปรียบในวันหน้าก็ได้

ค) จับตัวลูกค้าเอาไว้ ด้วยการที่ให้บริการสินค้าหรือบริการที่มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงสูง ค่าใช้จ่ายนี้ เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนจากสินค้าและ/หรือบริการที่ใช้อยู่อย่างหนึ่งจากผู้ขายคนหนึ่ง ไปเป็นอีกอย่างหนึ่งจากผู้ขายอีกคนหนึ่ง แบบนี้ ผู้ใช้สินค้าหรือบริการ ก็ไม่อยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะว่าต้องเสียเงินและเสียเวลามากในการเปลี่ยน

ตอนที่ 9 (5 ก.พ. 54)

ง) ผลดีที่เกิดจากเครือข่ายที่มีผู้ใช้จำนวนมาก ข้อได้เปรียบนี้เกิดขึ้นเมื่อยิ่งมีจำนวนผู้ใช้หรือลูกค้าของธุรกิจนั้นมากขึ้น ธุรกิจนั้นยิ่งมีข้อแข็งแกร่งมากขึ้นๆ เพราะเครือข่ายใหญ่ขึ้นเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจนั้น ยกตัวอย่างเช่นเว็ปไซต์ ebay ยิ่งมีคนขายและคนซื้อมากขึ้น ตัว ebay เองก็ยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะทั้งผู้ซื้อ จะหาอะไรก็พบได้เพราะมีผู้ขายจำนวนมาก คนขาย จะขายอะไรก็ขายได้เพราะว่ามีคนจำนวนมากมาหาของสารพัดชนิด เป็นต้น

จ) สินทรัพย์ไม่มีตัวตนอื่น บางบริษัทมีข้อได้เปรียบเหนือว่าคู่แข่งเนื่องจากมีคุณสมบัติอื่นเป็นพิเศษ ซึ่งไม่ได้เป็นของที่จับต้องได้ ตัวอย่างเช่น ยี่ห้อ ตราสินค้า ลิขสิทธิ์ สัมปทาน หรือข้อได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์ ในบางกรณี คู่แข่งทุกๆ เจ้าในอุตสาหกรรมนั้นอาจจะอยู่ได้ หรือขายได้ด้วยสิ่งที่เป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตนเหล่านี้ ตัวอย่างเช่นสินค้าโภคภัณฑ์บางอย่างที่อาศัยยี่ห้อในการขาย หรือสามารถขายได้ด้วยราคาที่สูงกว่าปกติได้เป็นต้น ตัวอย่างเช่น กระเป๋าสตรี ไม่ว่าจะยี่ห้อหลุยส์ กุ๊ชชี่ หรือแว่นตา ทำไมต้องเป็นเรย์แบน หรือยี่ห้ออื่นๆ ที่ราคาสูงลิ่ว เป็นต้น

ฉ) คู่แข่งถูกกันเอาไว้ ไม่ให้สามารถเข้ามาได้ เช่นการที่มีสิทธิบัตรหรือใบอนุญาตต่างๆคุ้มครองอยู่ การที่มีค่าใช้จ่ายสูงมากในการเข้ามาร่วมทำธุรกิจ หรือการที่เป็นธุรกิจที่ได้รับสัมปทาน มีลูกค้าจำนวนจำกัดและแข็งแกร่งกันอยู่แล้ว แม้กระทั่งมีอัตรากำไรที่ต่ำแม้จากยอดขายที่สูง (จุดคุ้มทุนสูง) พวกนี้จะเป็นการกันไม่ให้คู่แข่งรายใหม่ๆ เข้ามาได้ง่ายนักในอุตสาหกรรม

อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากจะเสริมก็คือ เป็นไปได้ที่ บริษัทหนึ่งๆ สามารถจะมีเกราะป้องกันธุรกิจหลายแบบได้ ตัวอย่างเช่นบริษัทหนึ่งอาจจะใช้ผลจากเครือข่ายในขณะที่ใช้ผลดีจากการประหยัดด้วยขนาดคือมีต้นทุนราคาต่ำกว่าไปพร้อมๆ กัน หลักการโดยทั่วๆ ไปคือ ยิ่งบริษัทหรือธุรกิจมีเกราะป้องกันหลายอย่างเท่าไร ก็ยิ่งทำให้ปลอดภัยจากการแข่งขันมากเท่านั้น

การลงทุนที่จะประสบความสำเร็จในระยะยาว เกี่ยวข้องไปมากกว่าการมองหาธุรกิจที่แข็งแกร่ง หรือหาธุรกิจที่กำลังเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว หรือซื้อหุ้นที่ราคาถูกกว่าความจริง การลงทุนที่ประสบความสำเร็จ จะต้องขึ้นกับการได้เลือกลงทุนในธุรกิจที่สามารถยืนยงต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคในระยะเวลานานได้อีกด้วย เกราะป้องกันธุรกิจชนิดต่างๆ เป็นปัจจัยสำคัญที่ควรนำมาใช้ในการพิจารณาเลือกธุรกิจที่จะลงทุน การมองหาและพิจารณาเรื่องพวกนี้อาจจะต้องใช้แรงมากกว่าการดูตัวเลขทางบัญชีต่างๆ อีกสักหน่อยแต่ก็เป็นเรื่องที่สำคัญและควรทำเนื่องจากเป็นการสร้างความแข็งแกร่งที่ยั่งยืนในการลงทุน และการที่กิจการสามารถทำกำไรได้ดีได้มาก สุดท้ายก็จะสะท้อนออกมาที่ราคาหุ้นนั่นเอง

ตอนที่ 10 (7 ก.พ. 54)
เพิ่มเติมในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน

ที่ผ่านมา เราได้คุยเรื่องของเกราะที่ทำหน้าที่ป้องกันธุรกิจแบบต่างๆ กัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เกราะเหล่านี้ของแต่ละบริษัทก็มีไม่เหมือนกันและมีคุณภาพไม่เหมือนกัน (เปรียบไปก็เหมือนกับเกราะที่นักรบโบราณเขาใส่กันแหละครับ มีทั้งทำจากหนังสัตว์หรือโลหะชั้นดี หรือมีความหนาต่างกัน ดังนั้นก็สามารถป้องกันศาสตราวุธได้ไม่เหมือนกัน) การที่จะดูว่าบริษัทมีเกราะป้องกันธุรกิจของตัวเองดีแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องไม่ง่าย และเป็นกระบวนการที่อาจจะพิสดารสักหน่อย มาคราวนี้เราจะมาลองพิจารณาแบบจำลองที่อาจจะบอกได้ถึงความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกัน

พลังขับดัน 5 ประการของ Micheal E. Porter

ในหนังสือเรื่อง กลยุทธ์การแข่งขันของไมเคิล อี พอร์เตอร์ ที่ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1980 กล่าวถึงเรื่องของการแข่งขันในอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งวางรากฐานของการมองสภาพการแข่งขันระหว่างธุรกิจหนึ่งๆ กับคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน และพิจารณาดูว่าตำแหน่งของธุรกิจนั้นๆ อยู่ในสภาพอย่างไรในอุตสาหกรรม (สามารถแข่งขันกับคนอื่นได้หรือไม่อย่างไร) ส่วนใหญ่แล้วก็เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเรื่องของเกราะป้องกันธุรกิจอยู่มาก และทำให้เข้าใจสภาพการแข่งขันของธุรกิจว่าเป็นอย่างไร

1) อุปสรรคในการเข้าทำธุรกิจของผู้เล่นรายใหม่ (Entry Barrier) ยิ่งมีอุปสรรคมาก คือไม่ใช่ใครก็สามารถเข้ามาทำได้ ยิ่งดี เช่นต้องอาศัยเงินทุนมหาศาล มีจุดคุ้มทุนยาวไกล หรือว่าต้องได้รับสัมปทานหรือสัญญาซื้อในระยะยาว ตัวอย่างเช่นการสร้างมหาวิทยาลัย หรือสร้างโรงกลั่นน้ำมัน บริษัทขุดเจาะน้ำมัน บริษัทให้บริการกิจการสื่อสารโทรคมนาคมบางประเภท เป็นต้น ธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้เริ่มกันได้ง่ายๆ สำหรับผู้เข้าแข่งขันรายใหม่ๆ

2) กำลังของผู้ซื้อ (Customer's Bargaining Power) ถ้าผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองมาก ธุรกิจอาจจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก หรือผู้ซื้อสามารถซื้อใครก็ได้ ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนระบบก็เป็นสิ่งที่ไม่ดีกับธุรกิจ ยิ่งผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองน้อย ยิ่งเป็นผลดีกับธุรกิจ

ตอนที่ 11 (8 ก.พ. 54)

3) กำลังของผู้ที่เตรียมวัตถุดิบหรือบริการสำคัญให้ ซึ่งเกี่ยวกับการควบคุมค่าใช้จ่ายของบริษัท ยิ่งผู้ซื้อมีอำนาจต่อรองน้อยยิ่งดี

4) การรุกรานของสิ่งที่ทดแทน สมมติว่าบริษัทผลิตอุปกรณ์อย่างหนึ่งที่ใช้การได้ดี แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง อุปกรณ์นั้นกลับล้าหลังไปแล้วถูกทดแทนด้วยของที่ใหม่กว่า เช่นนี้ธุรกิจก็ตกอยู่ในที่นั่งลำบาก เรื่องนี้ต้องดูว่า มีสิ่งที่จะมาทดแทนได้ด้วยราคาที่ถูกกว่าหรือคุณภาพดีกว่าหรือไม่ ธุรกิจประเภทเทคโนโลยีชั้นสูง จะตกอยู่ในสภาพอย่างนี้คือ ไม่นานผลิตภัณฑ์ก็ล้าสมัยไปได้เร็ว

5) สภาพการแข่งขันกันเองภายในอุตสาหกรรมนั้น ต้องดูว่าสภาพการแข่งขันเป็นอย่างไร บริษัทแต่ละบริษัทใช้สารพัดกลยุทธ์เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดมาโดยยอมลดราคาหรือได้กำไรน้อยลงหรือไม่ หรือว่าอุตสาหกรรมมีกำลังผลิตที่เหลือมากและแต่ละบริษัทมีจุดคุ้มทุนที่ยอดขายสูง หากเป็นแบบนี้ย่อมทำให้สภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมหรือตลาดนั้นสูงมากอย่างแน่นอน

เมื่อเรานำหลักการเรื่องแรงขับดัน (หรือแรงขัดขวางความเจริญ ก็แล้วแต่มุมมองนะครับ) ทั้ง 5 ประการของพอร์เตอร์มาพิจารณา ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถพิจารณาได้ว่าธุรกิจมีเกราะป้องกันได้ดีแค่ไหน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับผู้เล่นที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ เราก็จะพอคาดเดาสภาพในอนาคตของบริษัทหนึ่งๆ ได้ ยิ่งถ้าหากบริษัทมีเกราะป้องกันที่ไม่แข็งแรง ในขณะที่มีคู่แข่งที่เข้มแข็ง แข็งแรง และมีเงินทุนหนารวมทั้งต้องการฟาดฟันคู่ต่อสู้อื่นให้ล้มหายตายจากไป ธุรกิจก็ย่อมอยุ่ในสภาพที่ลำบากอย่างแน่นอน

เมื่อนักลงทุนคัดเลือกบริษัทที่ตัวเองสนใจออกมาแล้ว การพิจารณาอีกชั้นหนึ่งว่าธุรกิจนั้นมีความสามารถในการแข่งขันดีหรือไม่เพียงใด เป็นสิ่งที่จะทำให้ตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น การที่ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันต่ำ อาจจะไม่เลวร้ายขนาดที่จะทำให้ธุรกิจต้องล้มหายตายจากไป แต่ว่าจะทำให้ประสิทธิภาพในการทำกำไรต่ำลงๆ เนื่องจากถูกคุกคาม สุดท้ายก็จะเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่แย่กับนักลงทุนมากกว่า

อาจจะมีนักลงทุนบางส่วนที่เก่งพอที่จะเข้าซื้อหุ้นในช่วงจังหวะเวลาที่หุ้นตกลงอย่างรุนแรง และถือไว้เพียงในระยะเวลาสั้น แล้วก็ขายหุ้นนั้นไป แต่ในฐานะของนักลงทุนแบบยั่งยืนในระยะยาวแล้ว วิธีการแบบนั้นอาจจะไม่ใช่วิธีที่นักลงทุนแบบนี้เลือกจะทำ เนื่องจากนักลงทุนระยะยาวคิดว่า การยอมเสียเวลาคัดเลือกบริษัทชั้นเลิศจะให้ผลตอบแทที่ดีกว่าในระยะเวลายาวกว่า และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า

ตอนที่ 12 (9 ก.พ. 54)
การพิจารณาคุณภาพในการบริหารจัดการ

เป็นไปไม่ได้ที่บริษัทต่างๆ จะดำเนินธุรกิจไปได้ด้วยตัวมันเองโดยปราศจากคน ดังนั้นจะกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ก็คือว่า ธุรกิจก็คือคนที่กำลังทำหน้าที่บริหารจัดการมันอยู่นั้นเอง การที่เราระลึกไว้เสมอว่า "ผู้บริหารและบุคคลากรของบริษัท" เป็นคนทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ต่างหาก จะทำให้เราไม่ลืมว่ายังมีแง่มุมนี้ด้วยที่นักลงทุนจะต้องพิจารณา ในท้ายของเรื่องนี้เราจะมีตัวอย่างของคำถามหรือจุดที่จะต้องพิจารณาเมื่อเราต้องการเลือกลงทุนในบริษัทหนึ่งๆ

ทำไมผู้บริหารจึงมีความสำคัญ

ผู้บริหารเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดมากกับการบริหารจัดการ และเรื่องราวภายในต่างๆ ของบริษัท หากได้บุคคลที่ไม่มีความสามารถ หรือเลวร้ายกว่านั้นคือคนที่ไม่ซื่อสัตย์ ผู้บริหารเหล่านี้มีวิธีมากมายที่จะหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองและพรรคพวกได้ (โดยที่ไม่ผิดกฏหมายด้วย) ดังนั้นนักลงทุนควรจะต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับผู้บริหารใได้มากที่สุดโดยการพูดคุยกับบุคคลต่างๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรมนั้นๆ หรือแม้แต่ในธุรกิจนั้นเอง อาจจะโดยการเข้าพบเป็นการส่วนตัว พูดคุยกับพนักงานของบริษัท คุยกับบริษัทคู่แข่งขัน คุยกับลูกค้าของบริษัท ตลอดจนผู้ที่ขายวัตถุดิบให้กับบริษัทเป็นต้น ในมุมมองของนักวิเคราะห์มืออาชีพแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องจำเป็นและเป็นข้อมูลที่จะต้องทราบ แต่ในฐานะของนักลงทุนรายย่อย ข้อมูลพวกนี้เราอาจจะหาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าหาไม่ได้เลย

สุดท้ายแล้ว นี่คือเรื่องของความเชื่อถือและไว้ใจ นั่นคือในฐานะนักลงทุน เราต้องถามตัวเองด้วยว่า เราสามารถเชื่อและไว้ใจให้ผู้บริหารเหล่านี้ ดำเนินกิจการแทนเราได้หรือไม่??

ตอนที่ 13 (10 ก.พ. 54)

เราในฐานะนักลงทุนรายย่อย สามารถที่จะทำความเข้าใจและรู้จักผู้บริหารต่างๆ ได้จากข้อมูลส่วนตัว ผลงานที่ผ่านมา ประวัติการทำงาน ในเว็ปไซต์ของตัวบริษัทเอง ตลอดจนดูวิธีการตอบคำถามของนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างๆ แล้วก็มาพิจารณาว่า เราสามารถที่จะเชื่อถือไว้ใจให้กลุ่มผู้บริหารนี้ทำงานดูแลกิจการแทนเราหรือไม่ แต่ในหลายๆ กรณี ผู้บริหารก็เติบโตมากับบริษัทและข้อมูลต่างๆเหล่านี้ก็ไม่ได้สามารถหาได้ง่ายนัก แต่จุดหนึ่งที่สำคัญและนักลงทุนควรสังเกตคือ ดูว่าผู้บริหารเหล่านี้มีวิธีการทำงานและวัดผลการทำงานของพวกเขาอย่างไร หรือว่าได้ทำตามที่สัญญาต่างๆ เอาไว้อย่างสม่ำเสมอหรือไม่ เป็นต้น

การซื้อธุรกิจ

การซื้อหุ้น ก็เหมือนเป็นการซื้อบางส่วนของธุรกิจนั่นเอง คือผู้ถือหุ้นก็คือเจ้าของส่วนของธุรกิจ และสมมติว่าเราได้ซื้อธุรกิจเอาไว้ และต้องการถือหุ้นนั้นไว้ คือเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นๆ เป็นเวลานานแสนนาน เราจะดูได้อย่างไรล่ะว่า ผู้บริหารต้องการที่จะทำธุรกิจร่วมกันกับเรา?

นักลงทุนควรจะมองหาบริษัทที่ให้ข่าวสาร หรือติดต่อสื่อสารกับนักลงทุนอย่างโปร่งใส มีการแยกแยะอย่างชัดเจนออกจากกันระหว่างเรื่องงานทางธุรกิจและเรื่องผลประโยชน์หรือความคิดส่วนบุคคล มีการตั้งเป้าหมายในการทำงานและประเมินอย่างตรงไปตรงมา การดูการตั้งเป้าหมายและการให้ผลประโยชน์ตอบแทนกับพรรคพวกตัวเอง เป็นสิ่งที่นักลงทุนสามารถสังเกตได้ว่าผู้บริหารเหล่านั้นมีความจริงใจในการทำงานเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น (ซึ่งคือเจ้าของบริษัท) หรือไม่อย่างไร

ถึงแม้ว่าจะเป็นการยากที่ผู้ถือหุ้นรายย่อยจะเข้าไปสืบเสาะแสวงหาดูลักษณะการทำงาน หรือการบริหารจัดการว่าทำได้ดีหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะปล่อยยกเลิกความตั้งใจส่วนนี้ไปเสียเลย แต่นักลงทุนก็ยังมีทางเลือกอื่นโดยการดูจากข้อมูลข่าวสารที่ได้รับการเปิดเผยสู่สาธารณชนในการที่จะประเมินความสามารถหนึ่งที่ถือได้ว่าเป็นนามธรรมสุดๆ อย่างหนึ่งก็คือเรื่องของการบริหารจัดการนี้ โดยสิ่งที่เราต้องจับตาดูก็คือความโปร่งใสในการบริหาร (Good Governance) เนื่องจากคงต้องยอมรับว่า ในปัจจุบันนี้ยังคงมีผู้บริหารของบริษัทบางบริษัท มองเห็นที่ทำงานของตัวเองเป็นเหมือนกับธนาคารส่วนตัว (ที่ไม่ต้องฝากเงิน แต่มีเงินให้ถอนได้ตลอด) อยู่

ตอนที่ 14 (11 ก.พ. 54)
จุดที่ต้องลองตรวจสอบ
เหมือนกับเล่นเกม 20 คำถามล่ะครับ เพื่อที่จะดูว่าการบริหารจัดการเป็นอย่างไร มีฝีมือหรือไม่ และผู้บริหารตั้งใจที่จะทำงานเพื่อสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นหรือไม่ ลองดูกันนะครับว่าพวกเราควรจะต้องดูอะไรบ้าง จุดที่ต้องพิจารณาบางจุดอาจจะต้องใช้ความรู้ทางด้านบัญชีนิดหน่อย แต่คงไม่เกินความสามารถของพวกเรานักลงทุนที่จะเรียนรู้

เรื่องของความโปร่งใส
1. มีการใช้ตัวเลขประเภท "ค่าใช้จ่ายที่เปิดขึ้นเพียงครั้งเดียว" มากเกินไปหรือเปล่า ทุกอย่างที่ทำและประกาศผลทางการเงินออกมา เป็นการประกาศสิ่งที่คิดคำนวณตามมาตรฐานทางบัญชีที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปหรือไม่ พุดอีกอย่างคือ มีปัญหากับผู้สอบบัญชีที่จะต้องมีข้อสังเกตบ่อยๆ หรือเปล่า
2. บริษัทมีมาตรฐานทางบัญชีที่มั่นคงหรือเปล่า หมายความว่า เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ่อยไหม การทำแบบนั้นบ่อยๆ อาจจะแสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังหลบซ่อนอะไรบางอย่างได้
3. บริษัทประกาศเปลี่ยนตัวเลขทางบัญชีไปมาโดยไม่เกี่ยวข้องกับการปรับมาตรฐานทางบัญชีหรือเปล่า หรือว่ามีอาการออกงบการเงินช้า ไม่ยอมออกสักที ออกแล้วก็แก้อีก อะไรทำนองนี้เป็นต้น
4. มีการจ่ายเงินกันเองเช่นเงินโบนัสพิเศษมากเกินไปหรือไม่ (เมื่อเทียบกับบริษัทคู่แข่งในอุตสาหกรรมเดียวกัน) ถ้าเป็นแบบนี้อาจจะเรียกว่า ชงเอง ยิงเอง เอาเงินเข้ากระเป่ากันเอง ต้องระวังให้ดีนะครับ

ตอนที่ 15 (12 ก.พ. 54)
ความเป็นมิตรกับผู้ลงทุน
5. มีการใช้ข้อมูลภายในในการออกเสียงหรือเปล่า
6. บริษัทได้จัดการป้องกันการครอบงำกิจการที่หากเกิดขึ้นแล้วจะมีผลให้เกิดการลดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อยมากกว่าส่วนของเจ้าของเดิมหรือผู้บริหารหรือไม่
7. คะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นถูกต่อต้าน โดยสิ่งต่อไปนี้หรือไม่ ก) ความขี้เกียจหรือชักช้าของผู้บริหาร ข) การแทรกแซงของผู้บริหารในกระบวนการลงคะแนนเสียง ค) การรวมกลุ่มกันของผู้ถือหุ้นส่วนใหญ่ (คือ ผู้ถือหุ้นส่วนน้อยโหวตอย่างไรก็ไม่ชนะแน่)
8. ประธานกรรมการกับประธานบริษัทเป็นคนเดียวกันหรือเปล่า
9. คณะกรรมการหรือผู้บริการมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ที่การทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกัน ที่เป็นที่ต้องสงสัยว่าจะทำการรักษาผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นเอาไว้เป็นหลักหรือเปล่า

ตอนที่ 16 (13 ก.พ. 54)
ค่าตอบแทน, การเป็นเจ้าของ, และการบริการดูแล
10. คณะกรรรมการมีการจัดการค่าตอบแทนในลักษณะของการทำงานในฐานะลูกจ้างเท่านั้นหรือไม่ หรือว่ามีการใช้รางวัลอย่างอื่นในการตัดสินใจที่ทำให้เกิดประโยชน์อื่นๆ แต่บริษัทเพิ่มเติมเข้าไปอีก
11. ในสามสี่ปีที่ผ่านมานี้ บริษัทได้มีการแจกหุ้นสำหรับพนักงานมากกว่า 3% ในแต่ละปีหรือไม่
12. ในยามที่สถานการณ์ไม่ดี เช่นผลประกอบการออกมาไม่ดีนัก มีผู้บริหารได้รับโบนัสพิเศษที่จะทำให้ไม่ลาออกหนีไปไหน หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายแบบหักดิบกลางปล้องหรือว่าได้รับผลประโยชน์อื่นใดเป็นพิเศษหรือเปล่า เรียกว่า นอกจากผลงานการดำเนินธุรกิจของบริษัทจะแย่อันอาจจะเนื่องมาจากสภาพแวดล้อมภายนอกไม่ดีแล้ว ศึกภายในยังจะกัดกินบริษัทซ้ำเข้าไปอีกชั้นหนึ่ง
13. ส่วนของการเป็นเจ้าของของผู้บริหารระดับสูงมีน้อยเกินไปหรือไม่ คือน้อยเสียจนคิดว่าไม่ได้มีส่วนได้เสีย หรือว่าไม่มีความรู้สึกร่วมว่าเป็นเจ้าของเหมือนกับผู้ถือหุ้นอื่นๆ ด้วย
14. บรรดาผู้บริหารได้รับผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมากๆๆๆ หรือไม่ (สังเกต ว่ามี "ๆ" เยอะ) คือเอาเงินส่วนที่เป็นเงินสด มาแจกกันเองมากกว่าที่จะได้เป็นหุ้น (และบังคับว่าจะต้องเก็บไว้เป็นระยะเวลานานหนึ่งๆ) หรือเปล่า
15. การตั้งเป้าหมายในการบริหารงาน เป็นการดูจำเพาะในช่วงระยะเวลสั้น (ผลระยะสั้น) แทนที่จะเป็นผลระยะยาวที่จะทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้อย่างมั่นคงหรือไม่ หรือว่า การเปิดเผยข้อมูลของคณะกรรมการไม่ชัดเจน ไม่โปร่งใสพอที่จะทำให้กิดข้อสงสัยในเรื่องดังกล่าวนี้หรือไม่

ตอนที่ 17 (14 ก.พ. 54)
จากทั้ง 15 ข้อข้างต้น ที่เป็นคำถามหรือข้อสงสัยนี้ มีน้ำหนักไม่เท่ากัน บางอันก็เป็นข้อสังเกต แต่บางข้อก็ถึงกับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องจับตาดูอย่างเคร่งครัด ข้อหนึ่งที่นักลงทุนจะต้องจับตาดูเป็นพิเศษคือข้อ 9 เนื่องจากอาจจะเป็นการแสดงถึงการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใสไม่มีธรรมาภิบาลได้ การทำผิดบ่อยๆ หรือทำอะไรเป็นที่ต้องสงสัยบ่อยๆ จะเป็นจุดหรือการกระทำที่นักลงทุนจะต้องจับตาดูว่ามีอะไรผิดปกติกับกลุุ่มผู้บริหาร ที่เห็นประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญมากกว่าประโยชน์ที่จะเกิดกับผู้ถือหุ้น ตัวอย่างเรื่องแบบนี้ก็เช่น บริษัทได้จัดจ้างให้บริษัทย่อยของผู้ถือหุ้นหรือผู้บริหารให้ทำงานอะไรบางอย่าง และจ่ายเงินให้เป็นจำนวนมากอย่างไม่สมเหตุผล หรือบริษัททำการซื้อทรัพย์สินของใครบางคนที่มีอำนาจอิทธิพลควบคุมบริษัท ในราคาสูงและ/หรือทรัพย์สินนั้นไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทเลย เป็นต้น

Credit >> http://muegao.blogspot.com


หุ้นคืออะไร

หุ้นคืออะไร

บางที ความเข้าใจหรือความรู้สึกผิดๆ เกี่ยวกับหุ้นก็คือ หุ้นคืออะไรก็ไม่ทราบได้ อาจจะเป็นกระดาษหนึ่งแผ่นที่สามารถซื้อขายได้ และมีราคาเปลี่ยนแปลงไปได้ อาจะขึ้นหรือลงก็ได้ และในปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงหุ้นอาจจะนึกไปถึงตัวอักษรและตัวเลขต่างๆ ที่วิ่งอยุ่บนหน้าจอ และสามารถกดปุ่มซื้อขายเปลี่ยนมือจากคนนี้ไปคนนั้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดจากความเป็นจริงไปมาก เพราะในเรื่องของการลงทุนในหุ้นแล้ว การซื้อขายหุ้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ในระหว่างทาง แต่ว่าไม่ใช่จุดสิ้นสุดแค่นั้น

ในความเป็นจริง หุ้น แสดงถึงความเป็นเจ้าของในบริษัทที่เราสนใจ ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพโดยทั่วไป ธุรกิจเล็กๆ นั้นเกิดขึ้นด้วยการนำเงินส่วนตัวของคน อาจจะเป็นหนึ่ง สอง สาม หรือกี่คนก็ได้ นำเงินมารวมกัน แล้วทำธุรกิจนั้น ส่วนของความเป็นเจ้าของของแต่ละคนก็ขึ้นกับสัดส่วนในการนำเงินมาลงในธุรกิจนั้น ในลักษณะแบบนี้ ธุรกิจแบบนี้ได้ชื่อว่าเป็น "บริษัทเอกชน" หรือยังคงมีความเป็นส่วนตัวอยู่ และเมื่อธุรกิจใหญ่ขึ้นเติบโตขึ้น ก็อาจจะปรับตัวไปเป็น "บริษัทมหาชน" และมีการขายบางส่วนออกมาให้กับผู้ที่สนใจลงทุน นี่คือต้นตอที่ทำให้ต้องมี "หุ้น" เกิดขึ้น

เมื่อเราซื้อหุ้น เราก็จะกลายเป็นเจ้าของธุรกิจ - จบข่าว (โห ง่ายซะ) ในระยะเวลานานผ่านไป มูลค่าในการเป็นเจ้าของธุรกิจนั้นจะขึ้นหรือลงก็ขึ้นอยุ่กับความสำเร็จหรือล้มเหลวของการดำเนินธุรกิจของบริษัทนั้น ถ้าธุรกิจดำเนินไปได้ดีมีกำไรมากหนี้สินน้อยลง มูลค่าของความเป็นเจ้าของก็จะสูงขึ้น

ทำไมเราจึงลงทุนในหุ้น

การลงทุนในหุ้น หรือหุ้นสามัญนั้น เป็นเพียงวิธีหนึ่งในหลายๆ วิธีของการลงทุนจากเงินที่เราเหนื่อยยากหามาได้ ยังมีวิธีอื่นๆ อีกที่บางทีอาจจะฟังดูเหมือนว่าไม่ได้เป็นการลงทุนเช่น การซื้อของสะสมมาเก็บไว้ เช่นพระเครื่อง เหรียญเก่าๆ รถยนต์รุ่นเก่าๆ เป็นต้น เหตุผลนั้นง่ายมากก็เพราะว่า นักลงทุนที่มีความสามารถดีนั้นทราบดีว่า การลงทุนในหุ้นเป็นวิธีที่ทำให้ได้ผลตอบแทนสูงที่สุด และในระยะเวลานาน (ย้ำ) การลงทุนในหุ้นเป็นวิธีที่ให้ผลตอบแทนได้สูงที่สุด

เรามาดูในด้านที่ไม่ดีบ้าง การลงทุนในหุ้นก็เป็นการลงทุนที่อาจจะไม่แน่นอนได้ เช่นมูลค่าของหุ้นสามารถที่จะตกลงได้ในบางช่วงเวลา บางครั้งราคาหุ้นอาจะจตกลงมาเป็นเวลานาน ความโชคร้าย หรือว่าการเข้าซื้อหุ้นที่ผิดราคาผิดเวลา สามารถทำให้เราได้รับผลตอบแทนที่่ต่ำได้ แต่เราสามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีการวางแผนในการลงทุนระยะยาว แต่ (โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง) สำหรับหุ้นแต่ละตัวที่นักลงทุนได้เลือกลงทุนแล้ว ไม่มีอะไรเป็นการรับประกันได้ว่าจะมีกำไรทุกครั้งไป ถ้านักลงทุนโชคร้ายจริงๆ หรือว่าเลือกหุ้นที่มีราคาลดลงเรื่อยๆ (มันมีเหตุ ที่ทำให้เป็นแบบนั้น ซึ่งเราหลีกเลี่ยงได้) นักลงทุนก็สามารถขาดทุนได้เช่นกันแม้ในระยะเวลานาน

ถ้าพวกเราได้อ่านบทความของผมไปเรื่อยๆ และเพิ่มพูนความรู้ความสามารถขึ้นไปเรื่อยๆ ท่านก็จะสามารถตัดสินใจลงทุนโดยมีความเสี่ยงที่ยอมรับได้และมีผลตอบแทนที่สูงได้ (low risk, high return) บทความนี้จะเป็นตัวช่วยทำให้พวกเรามีโอกาสเลือกหุ้นได้ถูกตัว ก็คือเลือกธุรกิจที่ดี และหลีกเลี่ยงหุ้นที่เราไม่ควรจะซื้อ (คือธุรกิจที่ไม่ดี) ซึ่งเป็นเรื่องที่นักลงทุนจะต้องทำงานคัดเฟ้นหาบริษัทเหล่านี้ แต่ก็เป็นเรื่องที่คุ้มค่าเพราะจะเป็นวิธีที่ทำให้เงินของเราทำงานให้กับเราได้ดีกว่าการนำเงินไปทำอย่างอื่น

Credit >> http://muegao.blogspot.com


การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ

การลงทุนที่ในหลักทรัพย์ที่ปลอดภัยวิธีหนึ่งก็คือ การลงทุนที่เราได้พิจารณาตีราคาสิ่งที่เราลงทุนเรียบร้อยแล้ว เปรียบเทียบไปก็เหมือนกับการซื้ออสังหาริมทรัพย์ไว้เพื่อขายต่อ หากเราเห็นบ้านหรือที่ดินที่เจ้าของอยากขายโดยเร็ว ร้อนเงิน หรืออยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมนิดหน่อย แต่อยู่ในบริเวณที่มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และเราได้ศึกษาแล้วว่าราคาปกติของทรัพย์สินนั้นควรจะเป็นเท่าไร แต่ถ้ามีใครขายให้เรา ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดในราคาที่ต่ำกว่า แล้วเราได้ซื้อไว้เพื่อเก็งกำไรขายต่อ (หรือให้เช่าก็ตามที) โอกาสที่จะขาดทุนย่อมน้อยลง

กับหลักทรัพย์หรือที่เรียกว่า หุ้น ก็เช่นเดียวกัน หากผู้ลงทุนได้คิดคำนวณแล้วว่าราคาที่เหมาะสมของหลักทรัพย์ของบริษัทหนึ่งๆ ควรเป็นเท่าไร ก็จะทำให้สามรถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นและถูกต้องมากขึ้นได้เมื่อถึงเวลาที่จะต้องซื้อหรือขาย การตัดสินใจลงทุนด้ยการพิจารณามูลค่าของบริษัทอย่างนี้ มีคำเรียกเป็นพิเศษว่า Value Investment ครับ

ในหนังสือหรือตำราหลายๆ เล่มมักจะแปลออกมาเป็น การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ผมก็ไม่แน่ใจว่าเพื่อนๆ ท่านอื่นฟังแล้วรู้สึกเหมือนผมหรือเปล่า คือ แว่บแรกนั้น ไม่เข้าใจว่า "คุณค่า" หมายถึงอะไร เพราะในหลายๆ โอกาส การใช้คำว่า คุณค่า ในความหมายส่วนใหญ่นั้นมักเกี่ยวข้องกับของที่จับต้องไม่ได้ แต่สำหรับการลงทุนนั้น "ค่า" ของบริษัทเรามักจะตีความออกมาจนจับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็นค่าทางด้าน Subjective/Qualitative (เช่น การได้รับความนิยม, การเป็นผู้นำ, การมีข้อแตกต่างจากผู้อื่น, การผูกขาดโดยทางอ้อม เป็นต้น) หรือด้าน Quantitative (งบการเงินที่แข็งแกร่ง, ตัวเลขสัดส่วนทางการเงินที่ดี เป็นต้น) ผมจึงพยายามหาคำที่ดูจะเหมาะสมขึ้นอีกสักนิดก็คือคำว่า "มูลค่า" ครับ

ดังนั้นหากเราจะเรียกว่า Value Investment คือการลงทุนที่เน้นมูลค่าของสิ่งที่เราลงทุนไป ก็คงไม่ผิดอะไรนะครับ หรืออาจจะฟังดูตรงความหมายกว่าด้วยก็เป็นได้ แต่จะอย่างไรก็ตาม ขอให้เพื่อนๆ เข้าใจว่า เป็นของอย่างเดียวกันนะครับ

Credit >> http://muegao.blogspot.com/


อัตราส่วนทางการเงินต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในหุ้น

อัตราส่วนต่างๆ ที่บอกถึงประสิทธิภาพของบริษัท (Efficiency Ratios)

ไม่ว่าบริษัทหรือธุรกิจนั้นๆ จะอยู่ในอุตสาหกรรมใด บริษัทจะต้องลงทุนในสินทรัพย์ของตัวเองเพื่อที่จะสร้างการทำงานขึ้น ตัวเลขต่างๆ เกี่ยวกับประสิทธิภาพนี้จะบอกให้เรารู้ว่าบริษัทได้ใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่อย่างไร และเราก็จะรู้ด้วยว่าบริษัทมีการจัดการหนี้สินได้ดีแค่ไหน

- การหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover)
การหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง จะแสดงให้เราเห็นว่าบริษัทจัดการเรื่องการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังได้ดีแค่ไหน ถ้าการหมุนเวียนของสินค้าคงคลังต่ำเกินไป ก็แสดงให้เห็นว่าบริษัทกำลังสร้างสินค้าคงคลังจำนวนมากเกินไป หรือเก็บวัตถุดิบมากเกินไปหรือว่ามีปัญหาในการขาย (คือขายไม่ทันผลิต ขายได้น้อยเกินกว่ากำลังการผลิต) โดยหลักการแล้ว ถ้าตัวเลขอย่างอื่นเท่าๆ กันหมด การหมุนเวียนของสินค้าคงคลังยิ่งมากยิ่งดี และคิดได้ตามข้างล่างนี้
การหมุนเวียนของสินค้าคงคลัง (Inventory Turnover) = ค่าใช้จ่ายในการขาย / ปริมาณสินค้าคงคลังเฉลี่ย

- การหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable Turnover)
การหมุนเวียนของลูกหนี้การค้าเป็นการวัดนโยบายการให้สินเชื่อแก่ลูกค้าของบริษัทว่ามีประสิทธิภาพแค่ไหน ถ้าการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้ามีค่าต่ำเกินไป แสดงว่าบริษัท "ใจดี" เกินเหตุหรือว่ามีปัญหาในการเก็บหนี้จากลูกค้าของตัวเอง ถ้าตัวเลขอย่างอื่นเท่าๆ กันหมด ยิ่งตัวเลขการหมุนเวียนของลูกหนี้การค้ามาก ยิ่งดี
การหมุนเวียนของลูกหนี้การค้า (Accounts Receivable Turnover) = รายได้ / ตัวเลขจำนวนลูกหนี้การค้าเฉลี่ย

- การหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable Turnover)
การหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า ตัวเลขนี้เมื่อทำการคำนวณ เราจะเอาตัวเลขหนี้มาคำนวณ (ก็เพราะว่าตัวเลขเจ้าหนี้การค้าก็คือการที่เราเป็นหนี้คู่ค้าอื่น และยังไม่ได้จ่ายเงิน) ตัวเลขนี้ก็มีความสำคัญเพราะแสดงถึงความสามารถในการยื้อไม่ยอมจ่ายเงิน การที่ตัวเลขนี้ต่ำเกินไปอาจจะเป็นสัญญาณที่บอกว่าบริษัทไม่ได้รับการปล่อยเครดิตที่ดีจากผู้ขาย ถ้าตัวเลขอย่างอื่นเท่าๆ กันหมดแล้วล่ะก็ ตัวเลขนี้ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ
การหมุนเวียนของเจ้าหนี้การค้า (Accounts Payable Turnover) =  ค่าใช้จ่ายในการขาย / ตัวเลขเจ้าหนี้การค้าเฉลี่ย

- การหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover)
ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขโดยรวมเลยที่แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีการจัดการสินทรัพย์ของตัวเอง (ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ระยะสั้นหรือระยะยาวก็ตาม) ได้ดีแค่ไหน ถ้าตัวเลขอย่างอื่นเท่าๆ กันหมดแล้ว ตัวเลขของการหมุนเวียนสินทรัพย์ยิ่งมากยิ่งดี และสามารถคำนวณได้ตามข้างล่างนี้
การหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover) = รายได้ / สินทรัพย์รวมเฉลี่ย

ตอนที่ 49 (23 มี.ค. 54)

ตัวเลขอัตราส่วนสภาพคล่องต่างๆ (Liquidity Ratios)

โดยสรุปสั้นๆ ได้ใจความอย่างรวดเร็วก็คือ สภาพคล่องของบริษัทหมายถึงความสามารถในการทำตามสัญญาการใช้เงินในระยะสั้นได้ และเป็นตัวหลักในการวัดสุขภาพทางการเงินของบริษัท สภาพคล่องสามารถวัดได้ด้วยอัตราส่วนหลายอย่างดังนี้

- อัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio)
ตัวเลขอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนหรืออัตราส่วนสภาพคล่องนี้ เป็นตัวเลขอัตราส่วนสภาพคล่องที่เป็นพื้นฐานที่สุด เป็นตัวเลขที่แสดงให้เห็นความสามารถในการชำระหนี้ระยะสั้นด้วยสินทรัพย์ระยะสั้น ตัวเลขระดับ 1 เป็นตัวเลขที่ยอมรับได้ และถ้าต่ำกว่า 1 แสดงว่ามีปัญหาแล้วล่ะ
อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current Ratio) = สินทรัพย์หมุนเวียน / หนี้สินหมุนเวียน

- อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio หรือ Acid Test Ratio)
เป็นตัวเลขการทดสอบที่โหดกว่าอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนธรรมดา โดยเป็นตัวเลขที่เกิดจากการคำนวณที่ได้ตัดเอาสินค้าคงคลังและรายจ่ายล่วงหน้าซึ่งยากในการจะแปลงเป็นเงินสดออกไป ถ้าอัตราส่วนนี้มีค่ามากกว่า 1 ก็น่าจะแสดงว่าบริษัทน่าจะไม่มีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง ยิ่งมีค่าสูงมากขึ้น ยิ่งมีสภาพคล่องสูงขึ้นและบริษัทแบบนี้จะสามารถอยู่รอดได้ในช่วงขาลงของวัฏจักรธุรกิจ
อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) = (เงินสด + ลูกหนี้การค้า + หลักทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว) / หนี้สินหมุนเวียน

- อัตราส่วนเงินสด (Cash Ratio)
ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่เพื่อนๆ อาจจะไม่ค่อยได้เคยเห็นเท่าไร ถือว่าเป็นตัวเลขที่อนุรักษ์นิยมที่สุดตัวหนึ่งของทั้งหมด เป็นอัตราส่วนที่วัดความสามารถทางเงินสดและการลงทุนอื่นของบริษัทที่สามารถจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ เพื่อที่จะนำไปใช้จ่ายหนี้ระยะสั้น และเหมือนกันกับ อัตราส่วนทุนหมุนเวียนเร็ว (Quick Ratio) ก็คือ ยิ่งมีค่าสูง ยิ่งหมายถึงว่าบริษัทมีสถานะการเงินดีขึ้นครับ คือจะไม่ขาดเงินไปจ่ายหนี้คนอื่น แล้วโดนชาวบ้านเขาว่าเอาว่าเบี้ยวครับ
อัตราส่วนเงินสด (Cash Ratio) = (เงินสด + หลักทรัพย์ที่แปลงเป็นเงินสดได้เร็ว) / หนี้สินหมุนเวียน

ตอนที่ 50 (24 มี.ค. 54)

อัตราส่วนอำนาจเพิ่มทางการเงินต่างๆ (Leverage Ratios)

การเพิ่มอำนาจของเงิน (ตัวเอง) ของบริษัทต่างๆ จะเกี่ยวข้องสัมพันธ์มากกับการสร้างหนี้ของบริษัทนั้นๆ ในบัญชีงบดุล และหนี้เหล่านี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการวัดสุขภาพทางการเงินของบริษัทด้วย โดยทั่วไปแล้ว ยิ่งบริษัทมีหนี้สินมาก ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้นกับหุ้นของบริษัทนั้น เนื่องจากเจ้าหนี้จะเป็นผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องในทรัพย์สินของบริษัทก่อน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญได้เนื่องจากว่า หากบริษัทเกิดล้มละลายไป อาจจะไม่มีอะไรเหลือไว้ให้กับผู้ถือหุ้นเลยก็ได้หลังจากที่บริษัทได้ชดใช้สิ่งต่างๆ ให้กับเจ้าหนี้ไปแล้ว

- อัตราส่วนระหว่างหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity ratio)
อัตราส่วนนี้แสดงว่าบริษัทดำเนินงานทางด้านการเงิน ด้วยเงินส่วนที่เป็นหนี้สินเมื่อเทียบกับส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นเองเป็นอย่างไร บริษัทที่มีหนี้จำนวนมหาศาลจะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนสูงมาก ในขณะที่บริษัทที่่มีหนี้สินน้อยจะมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุนต่ำ สมมติว่าถ้าบริษัทมีความสามารถอื่นๆ เท่าๆ กันหมด บริษัที่มีหนี้สินน้อยกว่าจะปลอดภัยกว่า
อัตราส่วนระหว่างหนี้สินต่อทุน (Debt/Equity ratio) = (หนี้สินระยะสั้น + หนี้สินระยะยาว) / ส่วนของผู้ถือหุ้นทั้งหมด

- ความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ย (Interest Coverage)
ถ้าบริษัทมีการกู้เงินมาทำงาน ก็จะต้องมีการจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้บ้าง ไม่มากก็น้อย (ตรงนี้ ขอให้เพื่อนๆ นักลงทุนลองสังเกตดูนะครับว่า บางทีเราจะเห็นบางบริษัทที่มีหนี้สินมากๆ แต่ว่ากลับมีดอกเบี้ยจ่ายน้อย แสดงว่าเป็นหนี้สินที่ไม่มีดอกเบี้ย จะด้วยวิธีการใดก็แล้วแต่ เช่น เป็นหนี้สินแบบยอดเครดิต หรือเงินให้ยืมแบบไม่มีดอกเบี้ย และถ้าหากบริษัทสามารถนำเงินเหล่านี้ไปใช้หาประโยชน์ได้มากโดยที่ดอกเบี้ยจ่ายน้อย จะเป็นประโยชน์กับบริษัทเป็นอย่างมาก) ตัวเลขความสามารถในการจ่ายดอกเบี้ยนี้ เป็นอัตราส่วนความสามารถของบริษัทว่า มีกำไรจากการดำเนินงานตามปกติเป็นกี่เท่าของดอกเบี้ยที่จะต้องจ่ายให้กับเจ้าหนี้ ยิ่งเป็นหลายๆ เท่าได้ยิ่งดี และหากตัวเลขนี้เข้าใกล้ 1 หรือกลับต่ำกว่า แสดงว่าบริษัทจะมีปัญหาในการจ่ายดอกเบี้ยในไม่ช้า

ตอนที่ 51 (26 มี.ค. 54)

อัตราส่วนต่างๆ ที่แสดงถึงความสามารถในการทำกำไร

ธุรกิจที่เราสนใจนะลงทุนนั้นดีแค่ไหน ทำกำไรได้แค่ไหน ความสามารถของธุรกิจดูเหมือนจะดีขึ้นหรือว่าแย่ลง ธุรกิจมีกำไรหรือเปล่า ทำกำไรได้มากกว่าหรือน้อยกว่าคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน คำถามพวกนี้เราสามารถได้คำตอบจากการดูตัวเลขแสดงอัตราส่วนของความสามารถในการทำกำไร

- อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin)
ในงบกำไรขาดทุน เราได้เห็นมาแล้วว่า กำไรขั้นต้นเป็นการคำนวณแบบง่ายๆ มาจากส่วนต่างระหว่างรายได้จากการขาย และ รายจ่ายหรือต้นทุนขาย (ที่จะได้สินค้าและบริการนั้นพร้อมจะขายให้กับลูกค้า) อัตรากำไรขั้นต้นเป็นตัวเลขที่บอกว่า ทุกๆ การขายจำนวน 1 บาท บริษัทมีอัตรากำไรเป็นจำนวนกี่สตางค์ และโดยปกติแล้วก็จะมีการบอกเป็นร้อยละ ยิ่งมีตัวเลขที่ยิ่งมากยิ่งดี คือมีอัตรากำไรสูง (แต่ถ้าอัตรากำไรสูงมาก และธุรกิจเป็นแบบไม่ผูกขาด หรือไม่มี Entry Barrier มากคือใครๆ ก็ทำได้ ก็จะต้องเผชิญกับคู่แข่งในไม่ช้า) นักลงทุนจะต้องจำไว้ว่า ตัวเลข Gross Margin หรืออัตรากำไรขั้นต้นนี้ สามารถต่างกันได้มากขึ้นอยู่กับชนิดของธุรกิจ ตัวเลขนี้ ยิ่งสูงยิ่งดี ยิ่งถ้าเป็นบริษัทที่มีการดำเนินงานมานาน และตัวเลขนี้ยังคงสูงได้อย่างต่อเนื่อง (เช่น 30% ขึ้นไป) จะแสดงถึงความสามารถในการแข่งขันที่คนอื่นไม่สามารถเข้ามาแย่งชิงลูกค้าไปได้ง่ายๆ ด้วยสงครามราคา
อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) = กำไรขั้นต้น (Gross Profit) / รายได้จากการขาย (Sales)

- อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin)
คล้ายๆ กับอัตรากำไรขั้นต้น แต่ว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงาน จะเป็นตัวเลขของกำไรจากการดำเนินงานจริงๆ คือเป็นกำไรที่เกิดจากการหักรายจ่ายของต้นทุนสินค้า รายจ่ายด้านการบริหารการขาย และค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นค่าใช้จ่ายทางด้านการตลาดที่อาจจะมีขึ้นได้ด้วย เราสามารถคำนวณได้ดังนี้
อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (Operating Margin) = กำไรจากการดำเนินงาน (Operating Income) / รายได้จากการขาย (Sales)

- อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin)
อัตรากำไรสุทธิเป็นตัวเลขที่บอกเราว่า บริษัทสามารถเก็บเงินไว้เป็นผลกำไรที่แท้จริงจากการขาย เมื่อหักเอาค่าใช้จ่ายทุกๆ อย่างออกไปแล้วได้เป็นจำนวนเท่าไร (กลายเป็นรายได้สุทธิ หรือ Net Income) แต่นักลงทุนจะต้องสังเกตให้ดีเนื่องจากตัวเลขนี้อาจจะผิดไปได้มากเนื่องจากรายได้พิเศษ รายจ่ายพิเศษ จึงจะต้องสังเกตดูให้ดี อัตรากำไรสุทธิคำนวณได้จาก
อัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) = รายได้สุทธิ (Net Income) / รายได้จากการขาย (Sales)

ตอนที่ 52 (28 มี.ค. 54)

- อัตราส่วนกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow Margin)
ในตอนที่ 42 ข้างบน เราได้พูดถึงเรื่องของกระแสเงินสดอิสระไว้แล้ว ตัวเลขอัตราส่วนกระแสเงินสดอิสระนี้ เป็นตัวเลขที่บอกว่า รายได้จากการขายนั้นจะทำให้เกิดเป็นกระแสเงินสดอิสระจำนวนเท่าไร ซึ่งคำนวณได้ง่ายๆ ตามนี้
อัตราส่วนกระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow Margin) = กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) / รายได้จากการขาย (Sales)

- อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA)
ตัวเลข ROAนี้เป็นการวัดความสามารถของบริษัทในการสร้างผลกำไรจากสินทรัพย์ที่ตัวเองมีอยู่ (ซึ่ง สินทรัพย์นั้นประกอบไปด้วยหนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น) อาจจะดูคล้ายๆ กับ การหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม (Total Asset Turnover) ที่ได้คุยมาแล้วในตอนที่ผ่านๆ มา แต่ว่าตัวเลขการหมุนเวียนของสินทรัพย์รวม เป็นการคำนวณว่าสินทรัพย์ทำให้เกิดยอดขายได้เท่าไร (อาจจะได้ยอดขายมากแต่ขาดทุนก็ได้นะ) หาก ROA เป็นการคำนวณว่าทำกำไรได้เท่าไรดังนี้

อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ (Return on Assets หรือ ROA) = (กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่ายหลังหักภาษี) / ทรัพย์สิน (Total Assets)

จะเห็นได้ว่าเราได้มีการบวกตัวเลข ดอกเบี้ยจ่ายหลังหักภาษี (aftertax interest expense) กลับเข้าไปในกำไรสุทธิ (ซึ่งเป็นตัวเลขที่หักทุกสิ่งทุกอย่างแล้วรวมทั้งภาษีด้วย) โดยตัวเลข (กำไรสุทธิ + ดอกเบี้ยจ่ายหลังหักภาษี) จะมีค่าเท่ากับกำไรที่ได้จากการหักค่าเสื่อมราคา ค่าตัดจำหน่าย ไปแล้ว (แต่ยังไม่ได้หักดอกเบี้ยจ่าย) และนำตัวเลขกำไรนี้มาหักภาษีออก ถ้าถามว่าทำไมจึงทำอย่างนั้นล่ะ ก็เพราะว่าตัวเลข ROA นี้เป็นการวัดความสามารถในการทำกำไรจากสินทรัพย์ที่มีทั้งหมด ไม่ว่าสินทรัพย์นั้นจะมาจากผู้ถือหุ้นควักกระเป๋าจ่ายเงินมา หรือมาจากการกู้ยืมเงินของตัวบริษัทก็ตาม ดังนั้นเราจึงบวกค่าใช้จ่ายอะไรก็ตามที่เจ้าหนี้ได้ทำการคิดเงิน (Charge เงิน) จากบริษัท กลับเข้าไปด้วย

ตัวเลขดอกเบี้ยจ่ายหลังหักภาษี (aftertax interest expense) นี้สามารถคำนวณได้ไม่ยาก ขั้นแรกก็จะต้องรู้อัตราภาษี (Tax Rate) ของบริษัทเสียก่อน โดยการหารตัวเลขจำนวนภาษีจ่ายด้วยกำไรก่อนหักภาษี (อาจจะได้เป็น 0.25 สำหรับอัตราภาษี 25%) จากนั้นคำนวณด้วยสมการ

ดอกเบี้ยจ่ายหลังหักภาษี (aftertax interest expense) = (1 - อัตราภาษี) x (ดอกเบี้ยจ่าย)

ถ้าทุกอย่างของบริษัทเหมือนกันทั้งหมด ROA ยิ่งสูงยิ่งดี
ข้อสังเกต สำหรับตัวเลข ROA ที่แสดงในเว็ปไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ไทย จะเป็นการคำนวณจากตัขเลขกำไรก่อนหักภาษี เนื่องจากว่าหลายบริษัทมีอัตราภาษีที่ไม่เท่ากัน และในเมืองไทยยังสามารถเครดิตภาษีได้อีกเป็นบางส่วน จึงเป็นการยุติธรรมกว่าที่จะใช้ตัวเลขก่อนหักภาษีมาคำนวณ

ตอนที่ 53 (31 มี.ค. 54)

- ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return On Equity - ROE)
ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่แสดงว่า บริษัทสามารถสร้างกำไรสุทธิ ต่อส่วนของเงินที่เป็น (หรือสมควรจะเป็น) ของผู้ถือหุ้นที่อยู่ในบริษัท (ที่เห็นได้จากสมการง่ายๆ ของงบดุลว่าบริษัททั้งบริษัทประกอบด้วย สินทรัพย์ = ส่วนของผู้ถือหุ้น + หนี้สิน) มากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากสมการงบดุล เราจะเห็นว่าบริษัทนั้นจริงๆ แล้วสามารถสร้างกำไรได้จาก "สินทรัพย์" ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนของผู้ถือหุ้นกับหนี้สิน ตรงนี้เพื่อนๆ สามารถเห็นได้ว่าถ้าบริษัทเลือกที่จะกู้เงินมากๆ และนำเงินนั้นมาสร้างผลกำไรให้ได้มากๆ (และต้องมากกว่าดอกเบี้ยจ่าย และการใช้หนี้เงินต้นด้วย) ก็จะทำให้ผลตอบแทนเทียบกับส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นได้มาก แต่ก็จะมาพร้อมกับความเสี่ยงด้วยเนื่องจากการเป็นหนี้ อย่างไรก็ตาม หนี้สินตรงนี้อาจจะหมายถึงหนี้สินที่ไม่ต้องมีภาระดอกเบี้ยจ่ายด้วยก็ได้ เช่น หนี้สินการค้า หนี้สินที่เป็นการซื้อเครดิต หรือว่าเป็นการยืมมาวางขายไว้ในห้างสรรพสินค้าของตัวเอง เป็นต้น ซึ่งมีโอกาสที่จะสร้างกระแสเงินสดได้มากโดยที่ไม่ต้องเกิดรายจ่ายจากดอกเบี้ยเงินกู้ บริษัทแบบนี้มักจะต้องเป็นบริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง จึงมีอำนาจต่อรองในเรื่องเหล่านี้สูง (เอาของ มาขายก่อน มาใช้ผลิตก่อน โดยยังไม่จ่ายเงิน) และเช่นเดียวกับอัตราส่วนอื่นๆ ROE มีการวัดผลตอบแทนเป็นร้อยละ (เปอร์เซ็นต์) ยิ่งมีค่าสูงยิ่งดี (12% ถือว่าใช้ได้, 20% ถือว่าดี, 25% ถือว่าดีมาก ถ้าเกินกว่า 30% ถือว่าดีสุดๆ แต่ว่าจะต้องระวังเรื่องของหนี้สินว่ามากเกินไปหรือไม่ ให้ดู debt/equity ratio, ดอกเบี้ยจ่าย, และ pay out ratio ประกอบด้วย) โดย ROE สามารถคำนวณได้จาก

ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) = กำไรสุทธิ (Net Income) / ส่วนของผู้ถือหุ้น (Shareholders' Equity)

Credit >> http://muegao.blogspot.com