การวิเคราะห์เศรษฐกิจ

การวิเคราะห์เศรษฐกิจ

                 การวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Economic analysis) เป็นขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะต้องทำก่อนเพื่อให้ทราบถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและจะมีแนว โน้มเป็นอย่างไรในอนาคต

                1.1.ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เนื่องจากระยะนี้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอยจะเกิดภาวะเงินฝืดและตึงตัว (Deflation and tight money) ให้กำไรของธุรกิจต่างๆมีแนวโน้มลดลง การลงทุนในหุ้นให้ผลตอยแทนไม่ดีเท่ากับลงทุนในพันธบัตร ผู้ถือพันธบัตรได้ดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในพันธยบัตร ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยลดลงทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น

                1.2.ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Recovery) ระยะเศรษฐกิจช่วงนี้เริ่มฟื้นตัวภาวะเงินคลายตัว และดอกเบี้ยมีอัตราลดลงไปแล้วจากภาวะถอถอย ทำให้ต้นทุนด้านการเงินต่ำลง ส่งผลให้ธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นการลงทุนในช่วงระยะเวลานี้นักลงทุนจะโยกย้ายเงินจากตลาดพันธบัตรไปสู่ตลาดหุ้น

                1.3 ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง (Prosperity) ช่วงนี้เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวที่สูงมาก ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วงนี้ธนาคารกลางประเทศต่างเริ่มแทรกแทรงตลาดทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร สินทรัพย์ที่ได้รับการตอบแทนสูงจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ รวมไปถึงทองคำด้วย เพราะสิ้นค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อนักลงทุนจึงโยกออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรนำเงินไปลงทุนในสินค้าโภคพันธ์

                1.4.ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อ (Stagflation) ในช่วงเศรษฐกิจโดยรวมมีอัตรา ขยายตัวสูง ธุรกิจต่างๆ ธุรกิจต่างๆจะเริ่มกู้เงินลงทุนสูงขึ้นแต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะปรับตัวขึ้น ในช่วงนี้ผลกำไรบริษัทต่างลดลง ในช่วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นนักลงทุนจะนำเงินมาฝากธนาคาร


P/E P/BV และ ROE

ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่ง น่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้…

ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครับ

P/E – ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี … P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ

P/BV – ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น … ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า

ROE – ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่า เงินที่บริษัทเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้น บริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ … เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12 – 15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี

ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่หนังสือทั่วๆไปให้ความหมายไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสัมพันธ์ของ Ratio ทั้ง 3 ตัวนี้ซักเท่าไหร่ .. ผมจะลองผูกสูตรให้ดูกันนะครับ

P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)
P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)
ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)

ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ P/BV = P/E x ROE

จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร

1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E คงที่ที่ 10 เท่า ถ้า ROE เท่ากับ 5% หรือ 0.05 จะได้ P/BV 0.5 ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป P/BV ก็ต่ำเพียง 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก แต่ ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก

2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E เท่ากับ 10 เหมือนกัน ROE 20% P/BV จะเท่ากับ 2 ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามองจาก P/BV นั้นอาจจะมองว่าหุ้นราคาไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง

แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี เบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน … เราจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในมุมมองของผม ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆคือ หุ้นประเภท 2 ที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง … เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม ก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3 – 4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%

สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือ แนวเกรแฮมที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ และแนวที่ 2 คือ แนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก …

แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ?

1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจ และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า ผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่

2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สมมติมีหุ้นตัวหนึ่ง ในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไป เช่น มีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้ โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนัก

จริงๆแล้วค่า ROE นี่ยังมีความหมายลึกๆที่สามารถเขียนได้อีกเยอะเลย .. ยังไงผมจะเก็บเอาไว้ต่อในคราวหน้าละกันนะครับ ..

####

ROE (ต่อ)

เมื่อบริษัทใดๆก็ตาม ทำธุรกิจมีกำไร บริษัทมีทางเลือกหลักอยู่ 4 ทางในการจัดสรรเงินดังกล่าว ได้แก่

1. เก็บเงินไว้ลงทุนต่อ – ถ้าบริษัทมีแผนในการลงทุน และคิดว่าการเก็บกำไรเอาไว้ลงทุนต่อ จะทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตที่ดีขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี

2. เก็บเงินไว้จ่ายคืนหนี้ – ถ้าบริษัทมีหนี้สินมากเกินไป หรือภาระดอกเบี้ยสูงซึ่งทำให้บริษัทความเสี่ยงมาก บริษัทก็ควรเก็บเงินบางส่วนไว้จ่ายคืนหนี้สินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง

3. จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล – ถ้าบริษัทไม่มีแผนในการใช้เงินลงทุน การจ่ายเงินสดคืนออกมาให้กับผู้ถือหุ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้กับบริษัทมากๆ โดยเอาเงินไปฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นเอาเงินไปลงทุนต่อเองจะดีกว่า

4. ซื้อหุ้นคืน – กรณีที่บริษัทมีเงินสดเหลือและไม่มีแผนในการลงทุน พร้อมกับการที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง บริษัทนั้นอาจจะนำกำไรที่เหลือมาซื้อหุ้นของบริษัทคืน เพื่อทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง กำไรต่อหุ้นก็จะดีขึ้น รวมถึงปันผลในอนาคตก็จะสูงขึ้นเพราะตัวหารน้อยลง

ทางเลือกทั้ง 4 วิธีนั้นสามารถแสดงถึงวิธีการบริหารจัดการกับเงินของบริษัทได้เป็นอย่างดี และทางเลือกทั้ง 4 นั้นก็มีผลกระทบกับค่า ROE โดยแสดงเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

บริษัท A – อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทเห็นว่าการเก็บผลกำไรไว้ลงทุนต่อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงไม่จ่ายเงินปันผลออกมาและเก็บเงินไปลงทุนทั้งหมด ถ้าเราดูจาก ROE จะเห็นว่าค่า E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบริษัทกำไรจะไปทำให้ E เพิ่มขึ้น (เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น กำไร (Return) ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ROE ของบริษัท A จะยังคงสูงต่อไป ตราบใดก็ตามที่บริษัท A สามารถนำไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม (สูงกว่าค่า ROE เดิมของบริษัท) หุ้น A จะถือว่าเป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าลงทุนตัวหนึ่ง

บริษัท B – อยู่ในธุรกิจที่ผ่านช่วงลงทุนครั้งใหญ่มาไม่นาน ในอดีตบริษัทต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของบริษัทจนทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องกู้หนี้ยืมสิ้นเป็นจำนวนมากทำให้อัตราส่วน D/E ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า บริษัทเห็นว่าการมีหนี้สินมากจะทำให้ความเสียงของบริษัทนั้นสูงเกินไป บริษัทจึงเก็บผลกำไรไว้คืนหนี้สิ้นเพื่อลด D/E ลงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะเห็นว่าทางเลือกนี้ทำให้ค่า E เพิ่มขึ้น (เพราะกำไรแล้วไม่จ่ายออกมาเป็นปันผล) แต่อย่างไรก็ ทั่วไปเมื่อบริษัทมีการลงทุนครั้งใหญ่แนวโน้มรายได้ของบริษัทมักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น (ถ้าบริษัทคาดการณ์ถูก) ทำให้กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่า ROE ก็จะคงอยู่ในระดับสูง การคืนหนี้ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่ลดลงได้ บริษัท B นั้นจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากหุ้น cycle ในช่วงต้อนๆของวงจรขาขึ้นบริษัทจะลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วค่อยมาคืนหนี้ทีหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหุ้น B ก็น่าลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน

บริษัท C – อยู่ในธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว แทบไม่มีการเติบโต รายได้และกำไรคงที่มาหลายปี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทไม่เห็นการเติบโตบริษัทจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่เพิ่ม (R คงที่) แต่ค่า E ก็ไม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ได้กำไรมาเท่าไหร่ก็จ่ายปันผลหมด จึงไม่มีสะสมเป็นกำไร) ค่า ROE ก็จะคงที่ต่อไป ถ้า ROE ของบริษัทอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่น 15% ติดต่อกันนานๆ หุ้น C จะจัดได้ว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง

บริษัท D – เหมือนกับบริษัท C ทุกประการ แต่เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่าหุ้น D ในกระดานนั้นมีราคาถูกมาก แทนที่บริษัทจะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บริษัทจึงซื้อหุ้นคืนจากตลาดแทน การซื้อหุ้นคืนนั้นทำให้ส่วนทุนนั้นลดลง (ค่า E ลดลง) ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืนทุกปีโดยใช้เงินเท่ากับกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีค่า E จะคงที่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ค่า R จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ ROE ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับเดิมได้ต่อไป

ถ้าหุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นมีค่า ROE ที่สูงอยู่แล้ว และบริษัทสามารถใช้ทางเลือกทั้ง 4 ในการบริษัทเงินเพื่อทำให้ค่า ROE ไม่ลดต่ำลงจากเดิมได้ หุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นจะจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ทั้งหมด

วันนี้ดูเรื่องจะค่อนข้างซับซ้อนหน่อยนะครับ ผมพยายามหาทางอธิบายให้ง่ายแล้วก็ยังทำได้เต็มที่แค่นี้ ถ้าให้พูดให้ฟังอาจจะเข้าใจง่ายกว่า พิมพ์เองมันช้า เอาว่าถ้าใครสงสัยส่วนไหนลองถามๆกันมาดูนะครับ

####

ROE กับ D/E

มีแถมให้อีกหน่อย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ROE กับ D/E ซึ่งคงหาอ่านจากหนังสือทั่วไปไม่ได้นะครับ เพราะผมคิดของผมเอง …

ปกติผมจะชอบลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าค่า ROE ที่สูงสม่ำเสมอนั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถทำให้ค่า ROE นั้นสูงได้โดยการกู้เงินมาลงทุนเยอะๆ การกู้เงินเยอะขึ้นจะทำให้ค่า D/E (dept/equity) สูงซึ่งค่า D/E นี้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เมื่อเข้ามาลงทุนหลายๆคนคงจะได้ยินที่เค้าบอกกันว่า “High Risk High Return” กันใช่ไหมครับ ในการวิเคราะห์บริษัทเองผมก็ให้ความสำคัญกับประโยคนี้เช่นกัน คือถ้าบริษัทมีค่า D/E ที่สูง บริษัทก็ควรจะมีค่า ROE ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าผมไปเจอบริษัทไหนที่มีแนวโน้มค่า D/E สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ROE นั้นไม่เพิ่มขึ้น (อาจจะคงที่หรือลดลง) ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่ควรระวัง เพราะค่า D/E ที่สูงแสดงว่า High Risk ถ้า ROE ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่า Low Return หุ้นแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเจอหุ้นที่ D/E ลดลงแต่ ROE เพิ่มขึ้น แบบนี้ต้องรีบตระครุบเอาไว้เพราะเราจะได้หุ้น Low Risk High Return มาประดับ Port

ปล. ค่า ROE ในแต่ละปีอาจจะผันผวนได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้ค่า ROE รายปีมาหลอกเราได้ ควรจะตรวจสอบย้อนหลังไปหลายๆปี เพื่อให้เห็นแนวโน้มของมัน จะได้นำมาใช้ได้ถูกต้อง

Credit >> http://www.sarut-homesite.net



การตีความงบการเงิน

บทนำ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับงบการเงิน

งบการเงินสำคัญมี 3 ชนิด คือ

1) งบกำไรขาดทุน บอกเราว่า บริษัททำกำไรเท่าใดในช่วงเวลาหนึ่งๆ

2) งบดุล บอกเราว่า บริษัทสินทรัพย์รวม หนี้สินเท่าใด และมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในวันนั้นๆเป็นเท่าใด

3) งบกระแสเงินสด ให้ข้อมูลการไหลเข้า-ออกของเงินสดของธุรกิจ

บทที่ 1 งบกำไรขาดทุน

ในการค้นหาบริษัทชั้นยอด วอร์เรนพบว่า รายการแต่ละรายการที่ประกอบกันเป็นงบกำไรขาดทุนของบริษัท สามารถบอกเขาได้ว่าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่งคั่งอันมหาศาลอย่างที่ต้องการหรือไม่ ส่วนต่างของกำไรเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายการค้นคว้าและพัฒนาสูงหรือไม่เพื่อที่จะคงความได้เปรียบ

ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันเป็นข้อมูลที่เขาเก็บเกี่ยวจากงบกำไรขาดทุน ..สำหรับวอร์เรนแหล่งที่มาของรายได้สำคัญกว่าตัวรายได้เสมอ

1.1 รายได้ ; ความจริงที่ว่าบริษัทมีรายได้มาก ไม่ได้หมายความว่ารายได้ที่เข้ามาเป็นกำไร แต่ต้องนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆของธุรกิจมาหักจากยอดรวมรายได้ เท่ากับ ‘รายได้สุทธิ’

1.2 ต้นทุนสินค้าขาย ; ต้นทุนสินค้าขาย หรือต้นทุนรายได้ คือ ต้นทุนของสินค้าที่บริษัทซื้อมาเพื่อขาย หรือต้นทุนของวัสดุและแรงงานที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ขายก็ได้ ต้นทุนสินค้าขาย ยิ่งต่ำยิ่งดี

1.3 กำไรขั้นต้น/ส่วนต่างกำไรขั้นต้น ;

กำไรขั้นต้น คือเงินที่บริษัททำได้จากรายได้ขั้นต้นหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในการทำสินค้าแล้ว แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนของดอกเบี้ยในการดำเนินธุรกิจ

สิ่งที่วอร์เรนค้นพบคือ บริษัทที่มีเศรษฐกิจยอดเยี่ยมที่ได้เปรียบในระยะยาวมักจะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูง (Gross Profit Margin) สม่ำเสมอกว่าบริษัทอื่น โดยสิ่งที่สร้างส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงให้กับบริษัทคือ ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งทำให้บริษัทมีอิสระในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และบริการที่จำหน่ายสูงกว่าต้นทุนสินค้าขายได้มาก

**ทั้งนี้ ส่วนต่างกำไรขั้นต้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทจะรอดพ้นจากความล้มเหลว แต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ตัวแรกๆว่า บริษัทมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนและมีความสม่ำเสมอ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย คุณปู่ท่านนี้จึงตรวจสอบตัวเลขส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัทในช่วง 10 ปีล่าสุด เพื่อความมั่นใจว่าบริษัทมีความสม่ำเสมอ

1.4 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ;

- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและบริหาร (SG&A) : ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึง เงินเดือนของผู้บริหาร ค่าโฆษณา ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับกฎหมาย ค่าคอมมิสชั่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมดและอื่นๆ

ในการค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน บริษัทที่มี SG&A ยิ่งต่ำจะยิ่งดี และหากสามารถคงความต่ำอย่างสม่ำเสมอก็จะยิ่งดีขึ้นอีก

แต่ถ้าหากเราเจอบริษัทที่มีค่า SGA ใก้เคียง หรือมากกว่า 100% ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมายความว่าเรากำลังเล่นอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ไม่มีบริษัทใดสามารถมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้

ฐานะทางการเงินของบริษัทที่มีค่า SGA ต่ำ สามารถถูกทำลายลงด้วย R&D และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนที่สูง และหนี้ก้อนโต วอร์เรนจะหลีกเลี่ยงธุรกิจประเภทนี้ไม่ว่าราคาจะเท่าใดก็ตาม เช่น บริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งหลาย ถึงแม้บริษัทจะมี SGA ต่ำแต่จะมี R&D สูง เพราะถ้าบริษัทไม่มีการลงทุนทางด้านการค้นคว้าพัฒนา ผลิตภัณฑ์ก็จะล้าสมัยและต้องเลิกธุรกิจ

- ค่าใช้จ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนา ;

บริษัทที่ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา มีข้อเสียแฝงอยู่ในความได้เปรียบในการแข่งขันที่จะทำให้ฐานะการเงินระยะยาวของธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่เสมอ เช่น บริษัทยา เมื่อสิทธิบัตร/ลิขสิทธิ์หมดอายุ ความได้เปรียบของบริษัทก็จะลดลง หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของบริษัทลดลง หรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาแทนที่ ความได้เปรียบในวันนี้อาจเป็นความล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ได้ นั่นหมายความว่า ความได้เปรียบนั้นไม่ใช่ ของตาย และอะไรที่ไม่ใช่ของตาย วอร์เรนจะไม่สนเด็ดขาด

- ค่าเสื่อมราคา ; คุณปู่ เชื่อว่าบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมีแนวโน้มที่จะมีค่าเสื่อมราคาเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละกับกำไรขั้นต้นต่ำกว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง

1.5 ดอกเบี้ยจ่าย ;

ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายออกไปสำหรับหนี้สินของบริษัท ค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่าต้นทุนทางการเงิน ที่สะท้อนให้เห็นถึงหนี้สินท้้งหมดที่บริษัทมีในบัญชี ยิ่งบริษัทมีหนี้มากเท่าใด ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้น

ทั้งนี้ การที่บริษัทที่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงเมื่อเทียบกับรายได้จากการดำเนินกิจการ อาจมาจากการที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนสูงเพื่อให้สามารถแข่งกับชาวบ้านเค้าได้ หรือเป็นบริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจยอดเยี่ยมซึ่งมีหนี้จากการซื้อกิจการด้วยเงินกู้

สิ่งที่วอร์เรนค้นพบคือ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมักจะมีดอกเบี้ยของรายได้จากการดำเนินกิจการจ่ายน้อยหรือไม่มีเลย

1.6 กำไร (ขาดทุน) จากการขายสินทรัพย์และอื่นๆ ;

รายการนี้คือ รายได้และค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ปกติและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย รายการเหล่านี้รวมถึงการขายสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน โรงงาน

**เนื่องจากมันเป็นรายการที่จะไม่เกิดขึ้นอีกและไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการปกติ วอร์เรนจึงเชื่อว่าในการจะตัดสินใจว่าบริษัทมีความได้เปรียบหรือไม่น้ั้น เขาจะไม่นำรายการนี้มาคำนวณรวมกับกำไรสุทธิของบริษัท

1.7 กำไรก่อนหักภาษี ;

นอกจากการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนทุกรูปแบบ จะถูกนำเสนอต่อตลาดในรูปก่อนการหักภาษี และเนื่องจากการลงทุนทุกชนิดจะต้องมีการแข่งขัน เพราะฉะนั้น การคิดถึงธุรกิจภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมจึงง่ายกว่า ดังนั้น คุณปู่จึงใช้ตัวเลขนี้เพื่อคำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับเมื่อเขาจะเข้าซื้อธุรกิจ

1.8 ภาษีจ่าย ;

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาษีจ่าย ก็คือ มันสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ก่อนหักภาษีที่แท้จริงของบริษัท เพราะบางครั้งหลายบริษัทชอบอวดว่า ธุรกิจทำเงินได้มากกว่าที่ทำได้จริง ดังนั้น วิธีหนึ่งที่จะรู้ว่าพวกเขาพูดความจริงหรือไม่ก็คือ ไปดูเอกสารที่บริษัทยื่นต่อ กลต. ว่าพวกเขาเสียภาษีรายได้เท่าไร โดยให้ดูตัวเลขที่ระบุว่า รายได้จากการดำเนินกิจการก่อนหักภาษี แล้วหัก % ภาษีออก หากจำนวนที่ได้ไม่เท่ากับจำนวนที่บริษัทระบุไว้ในภาษีจ่าย ก็เริ่มสงสัยบริษัทที่คุณดูได้เลย

1.9 กำไรสุทธิ ;

แนวคิดที่วอร์เรนใช้เมื่อเขาดูกำไรสุทธิ ที่จะช่วยให้เขาตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่

- แรกสุด คือ ประวัติของกำไรสุทธินี้มีแนวโน้มสูงขึ้น/สม่ำเสมอหรือไม่

- กำไรสุทธิต่อยอดรวมรายได้ ยิ่งสูงยิ่งดี

*ข้อยกเว้นของกฎข้อนี้คือ ธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน เมื่อมีอัตราร้อยละระหว่างกำไรสุทธิและยอดรวมรายได้สูงผิดปกติ มักจะหมายถึงความไม่มีประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารความเสี่ยง ความจริงมันกำลังบ่งบอกถึงการยอมรับความเสี่ยงมากกว่าเพื่อทำกำไรอย่างง่ายๆ ซึ่งในเกมของการให้กู้ยืมเงินแล้ว มักจะเป็นสูตรสำเร็จของปัญหาในระยะยาว

1.10 กำไรต่อหุ้น ;

ปกติแล้วกำไรที่สม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่า บริษัทกำลังขายผลิตภัณฑ์ตัวเดียวหรือหลายตัวซึ่งไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆอันเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หมายความว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพอที่ทำให้บริษัทสามารถสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดด้วยการโฆษณาหรือขยายกิจการ

บริษัทที่วอร์เรนจะถอยห่างคือ บริษัทที่มีกำไรไม่แน่นอน มีกำไรสลับกับขาดทุน ไม่คงที่ สิ่งนี้บอกให้รู้ว่าบริษัทนี้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่รุนแรงและมีแนวโน้มที่จะรุ่งหรือดับไปเลยก็ได้

บทที่ 2 งบดุล

งบดุล แบ่งเป็น 2 ส่วน : ส่วนแรก คือ สินทรัพย์ ส่วนที่สอง คือ หนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

หลักง่ายๆ คือ ข้างซ้าย เท่ากับข้างขวา เขาถึงเรียกว่างบดุลไงละ ท่านผู้ชม (อันนี้คิดเอง ไม่มีในหนังสือ 555+)

2.1 สินทรัพย์ ;

2.1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน ; คือ เงินสด หรือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในเวลาที่สั้น (ภายใน 1 ปี) ที่สามารถนำมาใช้ได้เมื่อการเงินของบริษัทเริ่มมีปัญหาและแหล่งเงินทุนสำหรับใช้ในธุรกิจประจำวันเริ่มร่อยหรอ ประกอบด้วย..

- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ;

การที่เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดมีตัวเลขสูง แสดงว่าบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งสามารถทำเงินสดได้เป็นกอบเป็นกำ(เป็นสิ่งที่ดี) หรือบริษัทเพิ่งขายกิจการใดกิจการหนึ่ง หรือพันธบัตรมูลค่ามหาศาล (ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก)

ปกติแล้ว บริษัทต่างๆจะเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ แต่ถ้าเมื่อใดบริษัทมีเงินกองโต บริษัทจะใช้เงินสดส่วนเกินขยายธุรกิจ ซื้อกิจการใหม่ที่ต่างจากเดิม หรือลงทุนโดยการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อหุ้นคืน หรือนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่บ่อยครั้งธุรกิจจะเก็บไว้เพื่อเป็นเงินสำรองสำหรับวันที่ธุรกิจไม่สดใส

โดยส่วนตัวของวอร์เรนแล้ว เขาสนใจบริษัทที่สร้างเงินจำนวนมหาศาลจากธุรกิจที่กำลังทำอยู่/กิจการโดยตรง นั่นหมายถึงว่าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวเหนือคู่แข่ง

แต่ถ้าเมื่อใดบริษัทกำลังประสบปัญหา หากเราเห็นเงินสดและหลักทรัพย์ที่สามารถขายได้จำนวนสูง และไม่มีหนี้เลยหรือมีเพียงเล็กน้อย เป็นไปได้มากที่บริษัทจะฝ่าฟันพายุไปได้ แต่ถ้าบริษัทประสบปัญหาขาดเงินสด และกอดหนี้กองโตไว้ เป็นไปได้ว่าเรือกำลังจะจม จงสละเรือซะ

- สินค้าคงคลัง ;

หลายธุรกิจมีความเสี่ยงกับการล้าสมัยของสินค้าคงคลัง ความได้เปรียบของบริษัทผู้ผลิตที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ การที่ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่ายไม่เคยเปลี่ยน หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่ม่วันล้าสมัย..นี่คือความได้เปรียบที่วอร์เรนต้องการเห็น บริษัทที่สินค้าคงคลังและกำไรสุทธิสูงขึ้นสอดคล้องกัน บอกเราว่าบริษัทกำลังมองหาวิธีทำกำไรด้วยการเพิ่มยอดขาย และการเพิ่มยอดขายทำให้ต้องเพิ่มสินค้าคงคลัง เพื่อบริษัทจะสามารถจัดสินค้าให้ตามใบสั่งซื้อได้ทันเวลา

บริษัทผู้ผลิตที่มีสินค้าคงคลังพุ่งสูงเพียงสองสามปี แล้วก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว มักจะมีโอกาสเป็นไปได้มากว่า จะเป็นธุรกิจซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

- ลูกหนี้การค้าสุทธิ ;

หากบริษัทมียอดลูกหนี้การค้าสุทธิต่ำกว่าคู่แข่งเมื่อคิดเป็นร้อยละต่อยอดขายเบื้องต้น แสดงว่าบริษัทนั้นน่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัยที่บริษัทอื่นๆไม่มี

**หมายเหตุ ลูกหนี้การค้า – หนี้เสีย = ลูกหนี้การค้าสุทธิ

- ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ;

เป็นเงินที่บริษัทชำระค่าสินค้าหรือบริหารล่วงหน้าสำหรับสิ่งที่จะได้รับในอนาครอันใกล้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ครอบครองสินค้าหรือได้รับประโยชน์จากการซื้อ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ตัวอย่างเช่น เบี้ยประกันภัยสำหรับปีที่จะมาถึงซึ่งชำระไปแล้วล่วงหน้า

- สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ;

สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสด แม้จะครบกำหนดภายใน 1 ปี แต่ขณะนี้ยังไม่อยู่ในมือของบริษัท เช่น ภาษีคืนที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชี ซึ่งมีกำหนดได้รับภายใน 1 ปี

2.1.2 สินทรัพย์ที่ไม่หมุนเวียน เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนหรือจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า เช่น อาคาร-ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร ,เงินลงทุนระยะยาว เป็นต้น

- อาคาร-ที่ดิน โรงงาน และเครื่องจักร ;

บริษัทที่ไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน จะต้องเผชิญกับการแข่งขันเสมอ หมายความว่าพวกเขาจะต้องปรับปรุงโรงงานผลิตบ่อยๆ เพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ส่วนใหญ่แล้วต้องทำก่อนที่เครื่องจักรหมดอายุใช้งาน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงอย่างต่อเนื่อง

บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนจะเปลี่ยนเครื่องจักรหรือปรับปรุงโรงงานหลังจากที่มันหมดสภาพแล้วเท่าน้ัน และบริษัทจะสามารถระดมเงินทุนภายในบริษัทเพื่อสร้างโรงงานใหม่หรือซื้อเครื่องจักรใหม่ได้

การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความสม่ำเสมอไม่ต้องเปลี่ยนแปลงบ่อย เท่ากับกำไรที่สม่ำเสมอ ผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอหมายถึงการไม่ต้องใช้เงินมหาศาลในการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ทำให้บริษัทมีเงินในการลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้อื่น ในการจะรวยได้ สิ่งแรกที่เราต้องทำเงินก่อน ซึ่งถ้าทำเงินได้มากก็จะช่วยได้มาก และวิธีหนึ่งในการทำเงินได้มากคือ การไม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อแข่งขันกับใคร

- ค่าความนิยม ;

การซื้อบริษัทหลายๆบริษัทในราคาเกินกว่ามูลค่าตามบัญชี เมื่อใดที่เห็นค่าความนิยมของบริษัทเพิ่มขึ้นตามปีที่ผ่านไป เราสามารถเดาได้ว่าบริษัทนั้นซื้อธุรกิจเข้ามาใหม่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดีถ้าบริษัทที่ซื้อมานั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน

- สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ;

คือ สินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ รวมถึงสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ ตราสินค้า เป็นต้น ยกตัวอย่างโคคา โคล่า ที่เครื่องหมายการค้าของโค้กมีมูลค่ากว่า $100,000 ล้าน โดยมูลค่าที่แท้จริงในฐานะสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ถูกซ่อนอยู่ ไม่ได้สะท้อนออกมาในงบดุลของบริษัท รวมถึงริกลี่ย์ Pepsi McDonald หรือ Walmart ..OMG!!

- การลงทุนระยะยาว ;

คือ บัญชีสินทรัพย์ในงบดุลบริษัทที่บันทึกมูลค่าของการลงทุนระยะยาว มากกว่า 1 ปี เช่น หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ โดยรายการนี้ จะต้องบันทึกราคาสินทรัพย์ในราคาต้นทุนที่ได้มาหรือในราคาตลาด

ทั้งนี้ การลงทุนระยะยาวสามารถบอกถึงแนวคิดของผู้บริหาร เช่น พวกเขาลงทุนในธุรกิจอื่นที่สามารถแข่งขันได้ยั่งยืน? หรือธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากหรือไ่ม่? สิ่งที่วอร์เรนมองหา คือ ผู้บริหารของบริษัทธรรมดาๆที่รู้แจ้งแล้ว ทำการลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน นี่คือวิธีที่เขาสร้างเบิร์คเชียร์ .

** ยอดรวมสินทรัพย์ เป็นสิ่งสำคัญในการบ่งชี้ว่า บริษัทมีการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยสามารถดูจาก อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม ซึ่งได้มาจากการหารกำไรสุทธิด้วยยอดรวมสินทรัพย์ วอร์เรนพบว่า อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่สูงมากๆอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเปราะบางของความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนของบริษัทได้ เช่น การระดมทุน $43,000 ล้าน เพื่อซื้อกิจการโคคา โคล่านั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่การระดมทุน $1,700 ล้าน เพื่อซื้อมูดี้ส์ มีความเป็นไปได้ เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่าในการเข้าสู่ธุรกิจของมูดี้ส์

2.2 หนี้สิน ;

2.2.1 หนี้สินหมุนเวียน ; คือ หนี้สินและภาระผูกพันที่บริษัทเป็นหนี้อยู่และจะครบกำหนดภายในปีบัญชีนั้น ประกอบด้วย

- เจ้าหนี้การค้า คือ เงินที่บริษัทเป็นหนี้คู่ค้าซึ่งขายสินค้าและบริการให้แก่บริษัทด้วยเงินเชื่อ

- ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย คือ หนี้สินที่บริษัทก่อขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ รวมถึง ภาษีค้างจ่าย เงินเดือนค้างจ่าย และค่าเช่าค้างจ่าย

- หนี้ระยะสั้น คือ เงินที่บริษัทติดหนี้และจะครบกำหนดชำระภายใน 1 ปีเช่น เงินกู้ระยะสั้นจากธนาคาร ตราสารหนี้ ในการลงทุนในสถาบันการเงิน

วอร์เรนจะหลีกเลี่ยงบริษัทที่กู้ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เช่น ธนาคารแห่งอเมริกา มีหนี้ระยะสั้น $2.09 ต่อทุกดอลล่าร์ของหนี้ระยะยาว นั่นคือ เมื่อเกิดปัญหาทางการเงิน บริษัทจะสูญเสียเงินมหาศาล ในขณะที่ธนาคารเวลส์ ฟาร์โก มีหนี้ระยะสั้น 57 cents ต่อทุก 1 ดอลล่าร์ของหนี้ระยะยาว ถือเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบอนุรักษ์นิยม จะทำให้สามารถอยู่รอดได้จากสถานการณ์เลวร้าย

- หนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนด ;

บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนไม่ต้องการหนี้ระยะยาวหรือมีความต้องการน้อยมากในการดำเนินกิจการ ดังนั้น จึงมีหนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนดน้อย ดังนั้น หากเราเห็นบริษัทที่มีหนี้ระยะยาวที่กำลังจะครบกำหนดก้อนโต บริษัทนั้นจึงไม่น่าจะมีความได้เปรียบในระยะยาว

2.2.2 หนี้สินระยะยาว หมายถึง หนี้ที่ครบกำหนดชำระหลังจาก 1 ปีขึ้นไป สำหรับวอร์เรนเขาจะมองหาบริษัทที่มีหนี้ระยะยาวน้อยหรือไม่มีเลยในงบดุล เพราะว่าบริษัทเหล่านี้ทำกำไรได้มหาศาล และสามารถระดมเงินตัวเองเมื่อต้องการขยายบริษัทหรือซื้อกิจการได้โดยไม่ต้องกู้เงินก้อนโตจากธนาคาร

บริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรพอที่จะชำระคืนหนี้นะยะยาวภายใน 3-4 ปี เป็นตัวเลือกที่ดีในการหาธุรกิจช้ันยอดที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

- ภาษีรายได้รอตัดบัญชี คือ ภาษีที่รอการชำระ

- ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย นั่นคือ เมื่อบริษัทซื้อหุ้นของอีกบริษัท บอดที่จะบันทึกในสมุดบัญชีคือ ยอดเงินที่จ่ายสำหรับหุ้น ซึ่งจะมาเป็นสินทรัพย์ภายใต้บัญชี การลงทุนระยะยาว แต่เมื่อบริษัทซื้อหุ้นมากกว่า 80% งบดุลของบริษํทที่ได้มาจะเปลี่ยนมารวมอยู่ในงบดุลของบริษัทได้

- หนี้อื่นๆ คือ บัญชีที่รวมหนี้เบ็ดเตล็ดทุกชนิดของบริษัท ซึ่งรวมถึงหนี้ที่คิดว่าจะเกิด ผลประโยชน์ค้างจ่ายที่ไม่ใช่ในระยะสั้น หนี้ดอกเบี้ยและภาษี ค่าปรับที่ยังไม่ชำระ และอนุพันธ์ต่างๆ

2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้น คือยอดเงินที่เจ้าของ/ผู้ถือหุ้นของบริษัทลงทุนในกิจการเป็นก้อนแรกและปล่อยให้ธุรกิจที่ดำเนินอยู่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

- หุ้นสามัญ ผู้เป็นเจ้าของหุ้นสามัญ มีสิทธิ์ในการเลือกคณะกรรมการบริษัท ได้รับเงินปันผลประจำปีหากมีมติให้จ่ายจากกรรมการ

- หุ้นบุริมสิทธิ์ ผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิ์ออกเสี้ยง แต่ยังคงได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ และได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีบริษัทล้มละลายก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

* บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมักจะไม่มีหุ้นชนิดนี้ เพราะว่าบริษัทจะไม่มีหนี้สินใดๆ เนื่องจากบริษัททำเงินได้มากพอจะนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆได้เอง อีกทั้งหุ้นบุริมสิทธิ์มีต้นทุนที่สูงมาก เพราะไม่สามารถหักเงินปันผลที่จ่ายออกจากกำไรก่อนหักภาษีได้

- ส่วนเกินมูลค่าหุ้น คือ ส่วนเกินจากราคาที่ตราไว้ในหลักทรัพย์

- กำไรที่ยังไม่ได้จัดสรร ; เป็นหนึ่งในตัวเลขที่สำคัญที่สุด เพราะหากบริษัทไม่ได้มีกำไรสะสมเพิ่ม มูลค่าสุทธิของบริษัทก็จะไม่เพิ่มขึ้น ยิ่งบริษัทเก็บกำไรไว้มากเท่าใด คลังกำไรของบริษัทก็โตเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของกำไรในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ บริษัทต้องนำเงินนั้นไปซื้อบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนต่อไป ไม่ใช่ซื้อบริษัทมั่วซั่ว

- หุ้นซื้อคืน ; หนึ่งในลักษณะเด่นของบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน คือการมีหุ้นซื้อคืนในงบดุล เมื่อใดก็ตามที่บริษัทซื้อหุ้นตนเองคืน ทุนของบริษัทจะลดลง ทำให้ผลตอบแทนต่อหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น

บทที่ 3 งบกระแสเงินสด

3.1 กระแสเงินสดจากกิจกรรมต่างๆในการดำเนินธุรกิจ

กระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้ของกิจการ เช่น จากการขายสินค้า, การจ่ายภาษีเงินได้, การจ่ายดอกเบี้ย, การซื้อสินค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทที่ดีควรจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก นั่นคือมีรายรับจากเงินสดมากกว่ารายจ่าย เพราะถ้ารายจ่ายมากกว่า บริษัทอาจจะต้องกู้เงินเพื่อมาจ่ายส่วนเกินรายรับ

3.2 กระแสเงินสดจากการลงทุน

การจ่ายเงินสดหรือเทียบเท่าเงินสดสำหรับสินทรัพย์ระยะยาวที่มีอายุมากกว่า 1 ปี เช่น อาคาร ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ เป็นต้น

หากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนสูงมากเป็นเวลาหลายปี มันจะเริ่มส่งผลต่อกำไรของบริษัท วอร์เรนจึงไม่ค่อยสนใจท่ี่จะลงทุนในบริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการสร้างธุรกิจ แต่เขาจะลงทุนในบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนในการดำเนินกิจการน้อยกว่าบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายมาก

3.3 กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงิน

บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนสามารถทำเงินได้มหาศาล ที่ทำให้เกิดปัญหาที่ทุกคนชอบคือ จะนำเงินไปทำอะไรดี?

หากบริษัทไม่อยากเก็บไว้เฉยๆ และก็ไม่ต้องการนำไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจที่ทำอยู่ หรือหาธุรกิจใหม่ที่จะลงทุน บริษัทสามารถใช้เงินด้วยการจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือใช้ซื้อหุ้นคืน

หากบริษัทมีการซื้อหุ้นคืนทุกปีเป็นไปได้ว่าบริษัทนั้นมีโอกาสสูงที่จะทำกำไรมากมายให้บริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนได้

พูดอีกอย่างก็คือ ประวัติการซื้อหุ้นคืนของบริษัทเป็นอีกตัวที่จะบ่งชี้ให้รู้ว่า บริษัทนั้นๆมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่

Credit >> http://www.sarut-homesite.net


เงินน้อยเป็นนักลงทุนแบบ VI ได้หรือไม่

แม้ผมจะเห็นด้วยกับหลายๆท่าน ว่าเงินลงทุนมากน้อย ก็สามารถลงทุนตามแนวทาง vi ได้ แต่อีกด้านนึงผมคิดว่า แม้จะลงทุนแบบ vi เหมือนกัน แต่ระดับเงินลงทุนก็มีผลต่อเทคนิคหรือกลยุทธ์ที่ควรจะใช้
ครั้งหนึ่ง Warren Buffett เคยพูดว่า หากวันนี้มีเงินลงทุนแค่ 1 ล้านเหรียญ เค้าสามารถทำผลตอบแทนได้มากกว่า 50% ต่อปี ซึ่งผมคิดว่ามีความเป็นไปได้สูง เพราะช่วงแรกๆที่วอร์เรนลงทุนผ่านห้างหุ้นส่วน เค้าสามารถทำผลตอบแทนได้ประมาณ 30% ต่อปี  ในทำนองเดียวกัน หาก ดร.นิเวศน์ มีเงินลงทุนวันนี้แค่ 1 ล้านบาท ผมคิดว่าแนวทางการเลือกหุ้นของท่าน อาจจะแตกต่างออกไป
เงินลงทุนน้อยๆ ตามนิยามง่ายๆของผม อาจจะเป็นเงินหมื่น เงินแสน และไม่เกิน 1 ล้านบาท ลำพังหากลงทุนโดยแนวทางอนุรักษ์นิยม อาจได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10-15% ต่อปี ซึ่งอาจจะเพียงพอและน่าพอใจหากเป็นพอร์ตการลงทุนขนาดกลางหรือใหญ่ แต่ผลตอบแทนระดับนี้ไม่อาจสร้างความแตกต่างในพอร์ตขนาดเล็ก
ดังนั้นหากเป็นพอร์ตการลงทุนระดับเล็กๆ ผมคิดว่าควรมีกลยุทธ์ที่แตกต่างออกไปเพื่อเพิ่มผลตอบแทนให้สูงขึ้น
กลยุทธ์การลงทุน กรณีเริ่มต้นเงินทุนน้อยๆ ผมมองผ่านภาพใหญ่ 2 ประเด็นคือ
1. ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด
2. ต้องทำให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนมากที่สุด
ประเด็นแรก ควรจะเพิ่มเงินลงทุนให้มากที่สุด สามารถแยกเป็นภาพย่อยๆได้อีกคือ
1.1 ควรเพิ่มรายได้ เพิ่มจำนวนเงินให้มากที่สุด
1.2 ลดรายจ่ายให้มากที่สุด เพื่อเพิ่มเงินออม ที่จะนำมาลงทุน
1.1 เพิ่มรายได้  ผมมองในแง่คนทั่วไปที่ทำงานกินเงินเดือนไม่สูงมาก การเพิ่มรายได้สามารถทำได้โดยการหารายได้เสริม การย้ายงานใหม่ การเพิ่มความรู้เพื่อเพิ่มค่าจ้าง การแต่งงานที่คู่ชีวิตมีรายได้ด้วย (ถ้าโชคดีได้แฟนรวยจะดีมาก) การหยิบยืมเงินจากพ่อแม่หรือญาติในระดับที่หากเสียหายก็ไม่ทำให้เดือนร้อนมาก ที่สำคัญไม่ควรกู้เงินที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพื่อมาลงทุน เพราะจะมีแรงกดดันจากที่ต้องจ่ายดอกเบี้ยตลอดเวลา
1.2 การลดรายจ่าย รายจ่ายที่หนักที่สุดสำหรับมนุษย์เงินเดือนส่วนใหญ่คือการผ่อนรถ-ผ่อนบ้าน คุณสุวภา ผู้เขียนหนังสือ show me the money เคยพูดไว้ว่า ตัวอย่างการใช้เงินที่เลวที่สุดของหนุ่มสาวที่กำลังสร้างอนาคตคือ การซื้อรถ แต่ประเด็นนี้มีการถกเถียงกันพอสมควร หลายท่านอาจจะบอกว่าทั้งบ้านและรถเป็นสิ่งจำเป็นที่ขาดไม่ได้ หรือต้องใช้ประกอบการทำงาน ซึ่งผมก็เห็นด้วยในบางประเด็น แต่ถ้ามองรอบด้าน เราอาจจะพบว่ามีทางเลือกอื่นๆอีก ที่ทำให้สามารถประหยัดรายจ่ายส่วนนี้ได้ เช่น
- แทนที่จะผ่อนบ้าน เราอาจจะอดทนอาศัยอยู่กับพ่อแม่ พี่น้อง ญาติ เพื่อนที่สนิท หรือแม้แต่การเช่าบ้านที่ค่าเช่าไม่สูงมาก เหล่านี้แม้จะไม่สะดวกสบายเท่า แต่สามารถประหยัดทั้งดอกเบี้ยผ่อนและยังสามารถนำเงินต้นไปหาดอกผลจากการลงทุน
- แทนที่จะผ่อนรถ เสียทั้งเงินต้นและดอกและยังมีค่าใช้จ่ายน้ำมัน ทางด่วน ซ่อมแซม ค่าประกัน เหล่านี้เป็นเงินจำนวนมากที่เราคาดไม่ถึง เราอาจจะใช้บริการขนส่งสาธารณะ เช่น รถเมล์ รถไฟฟ้า รถแท็กซี่ หรือกระทั่งซื้อรถมือสองที่ราคาถูกกว่ามาก หรือหากยังมีค่าใช้จ่ายสูง ก็อาจจะต้องเปลี่ยนงาน หรือย้ายบ้าน ย้ายที่พักซะเลย ให้ที่ทำงานกับที่พักอยู่ใกล้ๆกันเพื่อประหยัดค่าเดินทาง
รายจ่ายอื่นๆที่พอจะประหยัดได้ เช่น ค่าใช้จ่ายโทรศัพท์มือถือ ที่เราต้องจ่ายทุกเดือน ถ้าคิดเป็นรายจ่ายทั้งปีเราอาจจะตกใจ ทางเลือกคือ เราอาจะโทรน้อยลง หรือไม่โทรเลย (ไม่โทรไม่ตายซักหน่อย) เปลี่ยนเครื่องนานๆครั้ง ใช้เครื่องถูกๆ
ข้างต้นที่เขียนมาคงทำได้ไม่ง่ายครับ เพราะรายจ่ายเหล่านี้ คนปกติทั่วไปในสังคมเค้าทำกัน เรียกว่าบินก่อน ผ่อนทีหลัง เอาสบายไว้ก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน แต่หากเราต้องการที่จะแตกต่างจากคนอื่นๆ(อยากรวย) เราควรจะทำให้ได้ อาจจะในรูปแบบหรือวิธีที่ต่างกันออกไปตามฐานะ ความจำเป็นของแต่ละคน
ประเด็นแรก การหากเงินมาลงทุนให้มากที่สุด ผมคงไม่เน้นมากครับ แต่จะไปเน้นในประเด็นที่สองคือทำอย่างไรให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนมากที่สุด
ประเด็นที่สอง ทำอย่างไรให้เงินลงทุนได้ผลตอบแทนสูงสุด
ประเด็นนี้เชื่อว่านักลงทุนทุกคนต่างต้องการ และยิ่งหากมีเงินลงทุนไม่มาก การทำผลตอบแทนให้สูงๆยิ่งมีความสำคัญ การมีเงินลงทุนน้อยๆและทำผลตอบแทนในระดับปกติ เช่น 10-15% ต่อปี กว่าที่เงินลงทุนจะเติบโตสมมุติ 1 เท่าตัว อาจใช้เวลา 5 – 6 ปี ซึ่งอาจจะน่าพอใจหากเปรียบเทียบกับผลตอบแทนกับเงินฝาก แต่อาจจะน้อยไปเมื่อเทียบกับเวลาที่ใช้ในการศึกษาการลงทุน นอกจากนั้น แม้เงินทุนจะเพิ่มขึ้นมาระดับนี้ แต่ด้วยเงินเริ่มต้นที่น้อย กำไรที่ทำได้ก็น้อยไปด้วย และสุดท้ายจะพาลทำให้นักลงทุนหมดกำลังใจ เพราะดูเหมือนการลงทุนอย่างนี้ทำให้รวยช้า อาจหันเหไปเก็งกำไร หรือไปเสี่ยงโชคกับการธุรกิจอื่นๆ ที่เห็นว่าจะทำให้รวยเร็วกว่า
การเพิ่มเทคนิค กลยุทธ์เพียงเล็กๆน้อยๆ สำหรับพอร์ตการลงทุนเล็กๆ อาจจะเพิ่มผลตอบแทนได้อย่างน่าพอใจ ที่จริงกลยุทธ์เหล่านี้ เพื่อนๆหลายท่านก็ทราบกันดีจากที่โพสต์มา แต่หากนำมาเรียบเรียงรวมกันเป็นหมวดหมู่ จะเป็นประโชน์กับเพื่อนๆได้พิจารณาเป็นทางเลือกใหม่ครับ
กลยุทธ์ที่ผมพอจะคิดออกมีดังนี้ครับ
1. การทำการบ้าน(หุ้น) ไม่แน่ใจว่าเป็นกลยุทธ์หรือเปล่า แต่ผมเชื่อว่านี่เป็นการแปรเปลี่ยนจุดอ่อนให้เป็นพลัง – เป็นแรงบันดาลใจ ที่ชัดเจนที่สุด ยิ่งหากเราพอร์ตเล็กเท่าไหร่ เราก็ควรจะทำการบ้าน ศึกษาหาข้อมูลหุ้นให้มากขึ้นเท่านั้น มีเพียงสิ่งนี้สิ่งเดียวที่เราควบคุมได้โดยตรง ทำให้ทุกเวลา ทุกนาที โดยไม่ขึ้นอยู่กับคนอื่น หากเราไม่มีความรู้ที่จะหาหุ้น ไม่มีความรู้ด้านบัญชี ด้านการเงิน วิธีทีดีที่สุด ก็คือต้องไปเรียน หาหนังสือมาอ่าน หากไม่มีเวลา ไม่ค่อยมีเงิน ผมแนะนำให้ลงเรียนที่ ม.รามคำแหง บัญชีเบื้องต้น หรือการวิเคราะห์ทางด้านการเงิน ไม่ต้องเสียเวลาไปเรียน ซื้อหนังสือซื้อชีทมาอ่าน ก็เข้าใจได้ครับ
2. ไปหาปลาตรงที่มีปลา เนื่องจากเราตั้งโจทย์ว่าเราต้องการผลตอบแทนสูงๆ ดังนั้นเราก็ต้องหาประเภทของหุ้นที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงๆ เสมือนไปหาปลาตรงที่ๆมีปลา ข้อสังเกตุของผมหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ มักเป็นหุ้นขนาดกลางถึงขนาดเล็ก หุ้นเหล่านี้แม้มีความเสี่ยงทางธุรกิจบ้าง แต่การเพิ่มยอดขายหรือผลกำไรจะทำได้เร็วกว่าหุ้นมั่นคงขนาดใหญ่มาก ธุรกิจที่มีกำไรเพิ่มขึ้น ราคาหุ้นก็จะเพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นหุ้นเหล่านี้ไม่คอ่ยมีนักวิเคราะห์คอยติดตาม ทำให้โอกาสที่จะเจอหุ้นที่ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นมีสูง
หลักทรัพย์บางประเภท เช่นวอร์แรนต์ ที่นักลงทุนมักหลีกเลี่ยงเพราะมีความเสี่ยงสูง ทั้งที่ในความเป็นจริงวอร์แรนต์เหล่านี้ในอนาคตก็คือหุ้นสามัญนั่นเอง ดังนั้นเราควรใช้บรรทัดฐานในการประเมินมูลค่าวอร์แรนต์ในทำนองเดียวกับที่เราประเมินมูลค่าหุ้น หากมูลค่าวอร์แรนต์ต่ำกว่ามูลค่าที่ควรจะเป็น ก็ไม่มีเหตุผลที่เราจะหลีกเลี่ยงการลงทุนในวอร์แรนต์ และที่จริงการลงทุนในวอร์แรนต์โดยปกติจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าหุ้นสามัญ เพราะคุณสมบัติจากอัตราทวีผลหรือ Gearing นั่นเอง นักลงทุนที่แสวงหากำไรสูงๆ ไม่ควรมองข้ามการลงทุนในวอร์แรนต์ครับ
3. มองหาตัวเร่งเร้า(ที่รุนแรง) หมายถึง มองหาปัจจัยที่จะเร่งให้กำไรของกิจการเพิ่มสูงขึ้นมาก ซึ่งจะหมายถึงราคาหุ้นที่เพิ่มสูงขึ้นมากด้วย ตัวเร่งในที่นี้อาจจะเป็นอะไรก็ตาม ที่จะทำให้กำไรของกิจการเพิ่มขึ้นทั้งโดยตัวพื้นฐาน เช่น การขยาย ปรับปรุงกำลังการผลิต การขยายตลาด รวมถึงการเจริญเติบโตปกติของกิจการ การกลับตัวของดีมาน-ซัพพลายของอุตสาหกรรม การซื้อกิจการ การเพิ่มปันผล  กำไรพิเศษ นอกจากนั้นยังอาจเป็นตัวเร่งทางปัจจัยจิตวิทยา เช่น การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผู้ถือหุ้น หรือผู้บริหาร การแตกหุ้น การแจกวอร์แรนต์
หากเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้น 2 ตัว ที่มีปัจจัยทางด้านอื่นๆเหมือนๆกันหรือคุณภาพพอๆกัน หุ้นตัวที่มีตัวเร่ง มีแนวโน้มที่จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า
4. เริ่มต้นลงทุนให้เร็วที่สุด เพราะการที่พอร์ตการลงทุนจะโตมากๆ ต้องอาศัยการทบต้นหรือการนำกำไรไปลงทุนต่อ ดังนั้น ในปีหลังๆพอร์ตการลงทุนจะเพิ่มขึ้นเร็วมากเพราะเงินต้นมากกว่า แม้จะทำผลตอบแทนได้เท่าเดิม
การลงทุนให้เร็วที่สุด จะทำให้เราไปถึงจุดที่เงินลงทุนออกดอกออกผลได้เร็ว นอกจากนั้น การที่เราเริ่มลงทุนเร็ว เท่ากับว่าเราได้เริ่มเรียนรู้เร็วไปด้วย ซึ่งความรู้จะพอกพูนไปตามวันเวลา และประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้น
เคยมีผลการวิจัยศึกษาพบว่า นักลงทุนที่เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเท่าๆกัน ทำผลตอบแทนได้เท่าๆกัน ต่างกันตรงที่เริ่มลงทุนห่างกันหลายปี เมื่อเวลาผ่านไป ผลตอบแทนของทั้งสองคนจะห่างออกจากกันมากขึ้น เสมือนเส้น 2 เส้นที่ลากออกจากจุดเดียวกัน เส้นทั้ง 2 ทำมุมกันเพียงเล็กน้อย ถ้าลากเส้นยาวขึ้นเรื่อยๆ เส้นทั้งสองจะออกห่างกันมากขึ้นทุกที
5. ผู้บริหารในฝัน เพราะผู้บริหารที่ดีจะทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลตอบแทนมากกว่าปกติ ผู้บริหารที่นักลงทุนควรมองหาคือ มีความรู้ซึ้งในธุรกิจที่ทำ มีความซื่อสัตย์ มีความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล มี passion ในงานที่ทำ มีความกระหายที่จะทำให้บริษัทเติบโตและที่สำคัญต้องมองผลประโยชน์ในมุมมองเดียวกับผู้ถือหุ้นรายย่อย
ถ้าเจอผู้บริหารที่มีคุณสมบัติข้างต้น ช่วยสะกิดบอกผมด้วย เพราะนี่เป็นสัญญานที่ดีที่จะเจอหุ้นดีๆ การศึกษาปัจจัยพื้นฐานด้านอื่นๆประกอบเป็นสิ่งจำเป็นก่อนที่เราจะตัดสินใจลงทุนต่อไป
(เทคนิคไม่ยากที่เราอาจจะพบผู้บริหารอย่างนี้ สังเกตุจากบริษัทที่เข้าร่วมงาน oppurtunity day บ่อยๆ เพราะนั่นแสดงว่าผู้บริหารบริษัทเหล่านี้ กล้าที่จะเปิดเผยต่อนักลงทุนรายย่อย แสดงว่าผู้บริหารอาจจะมั่นใจว่าบริษัทดีจริง)
6. ถือหุ้นน้อยตัว หากเรามีเงินทุนน้อย การกระจายการถือหุ้นหลายๆตัว อาจทำให้เรารู้สึกปลอดภัยมากขึ้น แต่ผลตอบแทนที่ได้จะหักล้างกันทำให้ผลตอบแทนไม่สูงเท่าที่ควร การเลือกที่จะถือหุ้นน้อยตัวเช่น 2-5 ตัว จะทำให้เรามีความรอบคอบ พิถีพิถันที่จะเลือกถือหุ้นในกลุ่มที่ดีที่สุด ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด (ภายใต้ความเสี่ยงที่รับได้) และหากเราวิเคราะห์ได้ถูกต้อง ผลตอบแทนที่ได้รับจะคุ้มค่า
ตัวเลข 2-5 ตัวอาจจะปรับเปลี่ยนได้ตามระดับความมั่นใจในพื้นฐานของหุ้นที่เราจะลงทุน
7. คาดหวังผลลัพธ์ 100% เลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสได้กำไรสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับความเสี่ยง แม้หุ้นเหล่านี้อาจจะมีความไม่แน่นอนอยู่บ้าง แต่เป็นหน้าที่ของนักลงทุนที่จะศึกษาให้มากที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงนี้ แน่นอนว่าในการลงทุนทุกอย่าง เราไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงได้ หากเราลงทุนในหุ้นที่แพ้ เราจะแพ้ หากเราเลือกลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสทั้งชนะและแพ้ เราจะมีโอกาสทั้งชนะและแพ้ ขึ้นอยู่กับว่าเราศึกษามากน้อยแค่ไหน และบางทีก็เป็น โชคชะตา..
8. Growth always better ถ้าหากหลายท่านจำกันได้ กระทู้ของคุณริวกะเมื่อไม่นานมานี้ TVI Index ที่จริงอาจจะมีเพื่อนๆเอะใจว่า คำตอบการลงทุนที่เราค้นหามานาน อาจจะซ่อนอยู่ในกระทู้ที่ว่านี้ก็ได้ คำตอบที่ผมหมายถึงคือหากเราดูผลตอบแทนย้อนหลังของหุ้นหลายๆตัวที่ทำกำไรสูงๆ ในกระทู้นั้น สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือ ทุกบริษัทเป็นหุ้นเติบโตสูงหรือ growth stock ทั้งสิ้น คำอธิบายแบบเรียบง่ายคือราคาหุ้นขึ้นอยู่กับกำไรที่กิจการทำได้ ถ้ากำไรเพิ่ม ราคาหุ้นก็เพิ่ม คนที่ถือไว้ก็ได้กำไร นักลงทุนทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จทั้งในอดีตและปัจจุบัน จะมีหุ้นเติบโตสูงอยู่ในพอร์ตเสมอๆ
…เวลาจะเป็นเพื่อนที่ดีเสมอ หากเราลงทุนในหุ้น Growth…
กลยุทธ์สำหรับนักลงทุนเบี้ยน้อยหอยน้อย คงมีแค่นี้ครับเท่าที่คิดออก ถ้าเพื่อนๆมีความเห็นอื่นจะเสริมก็จะเป็นประโยชน์ครับ และที่ต้องขอย้ำคือ กลยุทธ์ส่วนใหญ่ คงเหมาะสมกับนักลงทุนที่มีความรู้การลงทุนในระดับนึงแล้ว และจะไม่เหมาะกับนักลงทุนมือใหม่ ถ้าถามว่ากลยุทธ์ข้อไหนที่สำคัญและจำเป็นที่สุดคงเป็นข้อแรก ถ้าไม่มีข้อแรก ประเด็นอื่นๆก็จะไม่ตามมา
ผมและเพื่อนท่านอื่นๆอาจจะเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น แต่นักลงทุนต้องเดินทางด้วยตัวเองครับ ระหว่างทางอาจจะมีความยากลำบาก มีอุปสรรค มีเพียงทัศนคติที่ถูกต้อง ความตั้งใจ และกำลังใจ จะทำให้เราไปถึงจุดหมายครับ มีบทกวีบทหนึ่ง นำมาฝากเป็นกำลังใจด้วยครับ
เมื่อเริ่มสู้นั้น มันมืดยิ่งกว่ามืด…
ครั้นยืนหยัดยาวยืด มืดค่อยหาย…
พอมองเห็นลางลาง อยู่ทางปลาย…
ชัยชนะ ขั้นสุดท้าย ไม่เกินรอ…

http://stock-trading-technic.blogspot.com


วิธีลงทุนแบบ VI

วิถีชีวิต วิธีลงทุน แบบ VI

1. นักลงทุนเน้นคุณค่าต้องมีจิตอิสระ อิสระจากอารมณ์และอคติ หมายถึงพิจารณาการลงทุนตามเหตุและผลอย่างแท้จริง ไม่ใช้อารมณ์ และขจัดอคติ ความลำเอียงต่างๆ เช่น ความรักหุ้น ความชอบหุ้น ความเชื่อต่างๆที่ไม่จริง อคติเหล่านี้อยู่กับเราโดยไม่รู้ตัว
ส่งผลเสียต่อการลงทุน ยกตัวอย่างอคติบางอย่างนะครับ
- ซื้อหุ้นเพราะว่าเซียนก็ซื้อ
- ซื้อหุ้นเพราะว่าผู้บริหารสวย หล่อ
- ซื้อหุ้นตามกระแส เฮไหนเฮนั่น มีเพื่อนขาดทุนรู้สึกดีกว่ากำไรแต่ไม่มีเพื่อน
- หลีกเลี่ยงหุ้นบางตัวเพราะเป็นหุ้นบาป เป็นการใช้ความเชื่อมากกว่าการมองเป็นธุรกิจ
- หลีกเลี่ยงหุ้นบางตัวเพราะเราเคยขาดทุนตัวนี้มาก่อน ทำให้เข็ดหยาด ที่จริงการขาดทุนที่ผ่านมา ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยกับการลงทุนในปัจจุบันเลย
เราจะขจัดอคติทางอารมณ์ต่างๆได้ เราต้องมีความคิดที่เป็นอิสระ ไม่ไหลไปตามกระแส นั่นทำให้เราต้องมีความรู้ที่อยู่บนพื้นฐานแบบเหตุและผล เราอาจจะไม่สามารถเป็น VI ที่ดีได้หากเรา…
- กลัวสังคมไม่ยอมรับ
- กลัวตกกระแส
- เชื่อคนอื่นมากกว่าเชื่อเหตุผลที่ถูกต้อง
- เชื่อโดยไม่ไตร่ตรอง หูเบา
- เห่อหลินปิง
การลงทุน VI เป็นวิธีการครึ่งนึง อีกครึ่งนึงเป็นการควบคุมอารมณ์ให้คิดแบบเหตุและผล ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ยาก ปริญญาเอกหลายๆใบก็ช่วยไม่ได้ คล้ายๆกัน การลดความอ้วน ทุกคนรู้วิธีที่จะลดน้ำหนักกันทุกคน แต่ยังมีคนอ้วนเต็มบ้านเต็มเมือง
การลงทุนแบบ VI เป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่าย หลักการสมเหตุสมผลที่สุด แต่เวลาทำจริงๆกลับยาก เพราะมีเรื่องของอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องนั่นเอง เวป Thaivi มียูสเซอร์ 23,000 คน แต่มีคนที่แอคทีฟไม่เกิน 1 พันคน นี่คงเป็นเพราะ VI ต้องฝืนธรรมชาติ ต้องฝืนอารมณ์ของคนส่วนใหญ่
ดังนั้นเป็น VI ต้องเป็นคนส่วนน้อยครับ
2. แนวทางการลงทุน กับแนวทางการใช้ชีวิตต้องไปด้วยกัน ไม่ใช่ว่าเราลงทุนตามแบบ VI แต่กลับใช้ชีวิตแบบฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ใช้เงินไม่คำนึงถึงความคุ้มค่า ไม่วางแผน อย่างนี้จะไม่ประสบความสำเร็จ เพราะความคิดกับการปฎิบัติจะขัดแย้งกันตลอดเวลา ดังนั้นเป็น VI ต้องเป็นทั้งชีวิตและจิตใจหรือพูดได้ว่าเป็น VI ต้องเป็นโดยจิตวิญญานเท่านั้น
3. การลงทุนแบบเน้นคุณค่า เสมือนการปลูกต้นไม้ เราได้นั่งพักใต้ร่มเงาต้นไม้ นั่นเพราะเราได้ปลูกมันเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราลงทุนวันนี้เพื่ออนาคตทางการเงินที่ดีในอีก 10 – 20 ปีข้างหน้า การลงทุนแบบ VI ไม่มีทางลัด ถ้าอยากรวยเร็วๆให้เล่นหวย ให้เล่น TFEX แต่นั่นก็ต้องแลกมาด้วยความเสี่ยงมหาศาล ต้นทุนส่วนหนึ่งการการลงทุนแบบ VI คือความอดทน อดทนจนกว่าผลของมหัศจรรย์การทบต้นจะส่งผล ในปีแรกๆ เงินลงทุนจะเติบโตไปอย่างช้าๆ เงิบๆ หงอยๆ จนถึงจุดหนึ่งในปีหลังๆ เงินลงทุนจะเติบโตแบบจรวด เงินเพิ่มจนเรานับเงินไม่ทัน ดังนั้นอนาคต(ที่ดี)เริ่มตั้งแต่วันวานครับ
4. ชีวิตตลาดหุ้นกับชีวิตคนก็คล้ายๆกัน ในแง่ที่ว่า เราไม่สามารถประมาทมันได้ วันดีคืนดีหุ้นอาจพุ่งทะลุฟ้า แต่วันร้ายๆหุ้นอาจตกฟลอร์ทั้งตลาด เหมือนชีวิตที่เหตุการณ์ร้ายและดีเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาโดยไม่มีคำเตือน ดังนั้นไม่ว่าจะชีวิตจริงๆหรือชีวิตการลงทุน
จงอย่าตั้งอยู่ในความประมาท อย่ามองแต่ผลตอบแทนจนลืมความเสี่ยง เมื่อรู้ว่าเราอาจจะตายที่ไหน ก็อย่าไปที่นั่น ลงทุนอะไรที่มีโอกาสหมดตัว ก็อย่าไปลงทุนครับ

Credit >> http://stock-trading-technic.blogspot.com


วิธีการลงทุนสไตล์พี่โจ ลูกอีสาน

วิธีการเรียบง่ายที่ผมใช้ทำมาหากินแทบทุกครั้ง จะเป็นอย่างนี้ครับ..

1. หา P/E ที่เหมาะสมของแต่ละบริษัท บริษัทไหนที่คาดการง่ายหน่อย กำไรโตเรื่อยๆ ปันผลดี พวกนี้จะ P/E สูงเหมือนพวกค้าปลีก โรงพยาบาล เป็นต้น ส่วนพวกที่ด้อยกว่า เช่น พวกรับเหมา ก็ให้ P/E ต่ำๆ
2. หา P/E ในอนาคต(อันใกล้)ของบริษัทที่เราสนใจ นี่หมายความว่าเราต้องประมาณกำไรของกิจการได้ เราจะทำได้ต้องหาข้อมูลเพื่อประเมินกำไรให้ผิดพลาดน้อยที่สุด
3. หาส่วนต่างของ P/E ที่เหมาะสม และ P/E ที่จะเกิดขึ้นจริง เช่น เราประเมินว่าบริษัทนี้ควรมี P/E 15 เท่า แต่เราประเมินแล้วราคาตลาดวันนี้หรือในอนาคตใกล้ๆนี้ P/E แค่ 7 เท่า นั่นแสดงว่า ราคาตลาดต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึง 50% (มี margin of safety 50%) อย่างนี้น่าสนใจครับ ปกติต่ำกว่าราคาที่ควรจะเป็นซัก 30% ผมก็สนใจแล้ว
ผมมีความเชื่ออย่างนี้นะ..
*ระยะยาว หุ้นเป็นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเสมอ
*ตลาดเหมือนฤดูกาลที่มีทั้งรุ่งเรืองตกต่ำ หน้าหนาว-หน้าร้อน ขอให้เราเข้าใจและหาประโยชน์จากความจริงข้อนี้
*นักลงทุนเอกของโลกทุกคน เคยผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง หนักหนากว่านี้ก็มี ถ้าหยุดลงทุนก็คงไม่มีวันนี้ แม้แต่ ดร.นิเวศน์ ท่านเริ่มลงทุน 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ดัชนีประมาณ 800 จุด ท่านได้ผลตอบแทน 30 เท่า ทั้งที่วันนี้ดัชนีตลาดต่ำกว่า 10 ปีที่แล้ว
*ผมพูดเสมอๆว่า ตรรกะของการทำกำไรจากหุ้นคือ ซื้อถูกขายแพง คำถามต่อไป แล้วเราจะขายได้แพงตอนตลาดเป็นแบบไหน และหากเราจะซื้อของให้ได้ราคาถูก เราจะซื้อได้ตอนที่ตลาดเป็นอย่างไร
*การขายหุ้นและเลิกลงทุนตอนตลาดตกต่ำ เป็นการละเมิดศีลที่สำคัญที่สุดของนักลงทุน vi เพราะนั่นหมายความว่า เราจะไม่มีโอกาสได้กำไรกลับคืนตอนตลาดกลับไปรุ่งเรืองเลย
*มองไปวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า เดือนหน้า ปีหน้า 5 ปี 10 ปีข้างหน้า แล้วทุกอย่างในวันนี้มันจะผ่านไป
*อย่าให้อารมณ์ของตลาด มาหยุดความมุ่งมั่นในการลงทุนของเรา อย่าทำให้เราหมดกำลังใจที่จะทำการบ้าน ศึกษาหาความรู้
*เราลงทุนวันนี้ ไม่ใช่เพื่อให้รวยพรุ่งนี้หรือมะรืนนี้ แต่เพื่อ 10 ปี 20 ปีข้างหน้า
*เราจะรู้ว่าใครแก้ผ้า ก็ตอนน้ำลด
ผมแนะนำครับ..
1. หามูลค่าที่เหมาะสมเสียก่อน พิจารณาจากปัจจัยต่างๆ
2. ดูราคาในตลาด ว่าสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่เราคำนวณได้
3. ตัดสินใจ ซื้อหรือขาย
ผมมองว่าที่หลักการลงทุน vi เติบโตเด่นได้รับความนิยมขึ้นมา ไม่ใช่เพียงเพราะมีตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จเท่านั้น แต่เป็นเพราะความเป็นเหตุเป็นผลของมัน คือหุ้นจะขึ้นจะลงเพราะมีเหตุผลทางธุรกิจ ไม่ใช่หุ้นจะขึ้นเพราะหลายคนบอกว่าจะขึ้น และมันจะลงเพราะหลายคนบอกว่ามันจะลง
คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างเดียว เพราะเป็นคนก็ต้องมีอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ผมก็ยังเป็น แต่ถ้าเราจะเป็น vi ที่ประสบความสำเร็จ เราต้องพิจาณาด้วยเหตุผลธุรกิจเป็นหลักครับ
ส่วนเรื่องจาก ซื้อเพิ่ม, cut loss ผมไม่กล้าแนะนำ แต่ผมจำที่ใครคนหนึ่งเคยพูดทำนองว่า ลืมต้นทุนที่ซื้อมา คิดเสียว่าพอร์ตตอนนี้เป็นเท่าไหร่ หุ้นในตลาดตัวไหนน่าซื้อที่สุด ขายไปซื้อตัวนั้น ถ้าเป็นตัวเดิมก็ไม่ต้องทำไร
ผมเชื่อว่า มี 2 แรงที่ผลักดันราคาหุ้น
1. กำไร >> เราเรียกรวมว่า พื้นฐาน
2. ปัจจัยด้านจิตวิทยา – อารมณ์ของตลาด
ประเด็นแรก เป็นสิ่งที่นักลงทุนแนว vi ต้องวิเคราะห์อยู่แล้ว แต่ถ้าเข้าใจประเด็นที่สองด้วย ก็จะเพิ่มผลตอบแทนได้อีกครับ ผมตอบไม่ได้ชัดเจนว่า เราจะดูอารมณ์จิตวิทยาของตลาดได้อย่างไร(ยังไม่รู้จริง) แต่ประมาณว่า ถ้าเราเข้าใจอารมณ์ตลาด เรามักจะได้ซื้อหุ้นที่ดี ที่ราคาไม่แพง
เหมือนที่ Graham เปรียบเปรยเป็นนิทาน Mr. Market ครับ นอกจากนั้น เราอาจพิจารณาจิตวิทยาของนักลงทุนในตลาดว่า เค้านิยมหุ้นพิมพ์แบบไหน ในอุตสาหกรรมใดที่กำลังจะฮอต หุ้นตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ราคาต่ำหรือราคาสูง เหล่านี้เป็นเกร็ดเล็กๆน้อยๆที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนได้ครับ เราลงทุนแนว vi แต่พิจารณาไว้บ้างก็ไม่เสียอะไร
ผมปรับพอร์ตบ่อยๆครับ เหตุผลมักเป็นอย่างนี้
1. เจอหุ้นตัวที่ดีกว่า แต่ไม่มีเงินก็ต้องขายตัวที่ด้อยที่สุดไป
2. ตัวที่ถือพื้นฐานเปลี่ยน อันนี้แน่นอนก็ต้องขายออก
3. หุ้นขึ้นจนราคาสมเหตุสมผล ผมก็อาจจะขายไปเพิ่มตัวที่ยังต่ำกว่ามูลค่า
4. หุ้นลงผมก็ปรับพอร์ต ขายตัวที่ลงน้อยไปซื้อตัวที่มีอัพไซด์มาก
ผมก็ปรับไปเรื่อยครับ ตามข้อมูลที่ได้รับมา ไม่มีเกณฑ์ตายตัวว่าบ่อยแค่ไหน หรือกี่เปอร์เซนต์ของพอร์ต ตั้งแต่ซื้อหุ้นมายังถือไม่เกิน 3 ปีเลยครับ เฉลี่ยเกือบๆปีประมาณนั้น แต่เห็นด้วยครับว่า ตลาดผันผวน เราสามารถใช้การปรับพอร์ตหาประโยชน์จากความผันผวนนั้นได้
ผมยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น เราลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ และหุ้น ถ้าตลาดซบเซาหนักๆเราก็ควรย้ายเงินจากกองทุนมาลงหุ้นให้มากขึ้น หรือเปลี่ยนไปถือหุ้นตัวทีมีอัพไซด์สูงกว่า หากตลาดเป็นขาขึ้น หาหุ้นลงทุนได้ยาก อาจจะต้องเปลี่ยนไปถือตัวที่ defensive มีปันผลเยอะหน่อยๆ ประมาณนี้ครับ
ระยะเวลาที่ถือหุ้น สั้นที่สุดนี่จำได้ว่าประมาณ 1 อาทิตย์ครับ ซื้อแล้วขึ้นไปประมาณ 30% ผมก็ขายซิครับ เพราะผมหวังผลตอบแทนแค่นั้น ส่วนยาวนี่ไม่แน่ใจครับ ประมาณ 2 ปี ที่จริง ประเด็นเรื่องเวลาการถือครองหุ้นไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ คำถามที่สำคัญกว่าคือ ราคาเหมาะสมกับพื้นฐานหรือยัง และการถือหุ้นนานๆก็มีผลเสียนะครับ เช่น เราจะเฉื่อยชา ผูกผัน เกิดความลำเอียง รักหุ้นตัวเอง
และถ้ามองในแง่ผลตอบแทน ดูตัวเลขนี้ครับ
*หุ้นตัวแรก เราซื้อผ่านไป 1 ปี ขายที่ราคาเป้าหมายได้กำไร 60% ทั้งปีได้กำไร 60%
*หุ้นตัวที่ 2 เราซื้อผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมาย ขายออกไปซื้อหุ้นตัวที่ 3 ผ่านไป 6 เดือนได้กำไร 40% ตามเป้าหมายอีก รวมทั้งปีได้ผลตอบแทน 96%
หุ้นตัวแรกให้ผลตอบแทนมากที่สุด แต่ถ้าให้เลือกผมขอซื้อหุ้นตัวที่ 2-3 ดีกว่า นี่คงคล้ายกับ turnover rate ในงบดุลครับ ยิ่งหมุนมากกำไรก็ยิ่งมาก(เรายังไม่พูดถึงความเสี่ยงนะ)
ผมติดตามพื้นฐานของหุ้นที่อยู่ใน watch list เสมอๆ
ผมมีหุ้นที่ติดตามผลกำไรทุกไตรมาส ประมาณ 80 ตัว และหุ้นที่ติดตามแบบห่างๆอีกประมาณ 120 ตัว รวมๆก็ครึ่งนึงของตลาดพอดี
ผมเชื่อว่า ยิ่งติดตามมาก เราก็ยิ่งรู้พื้นฐานมากขึ้น ขอบข่ายความรู้มากขึ้น ยิ่งติดตามมาก โอกาสที่จะเจอช้างเผือกก็สูง เวลามีข่าวสารเข้ามาเราก็รู้ทันทีว่า เป็นข่าวดีหรือไม่ดี ซื้อหรือไม่ซื้อ ไม่ต้องเสียเวลาไปหาข้อมูลอีก
ผมอ่านหนังสือพิมพ์หุ้นเกือบทุกฉบับ ทั้งรายวัน รายสัปดาห์ อ่านงานวิจัยของโบรคเกอร์ อีไฟแนนซ์ ข่าวตลาด และ tvi ประมาณนี้ครับ อ่านแบบสแกน ถ้าเจอหุ้นที่น่าสนใจจะอ่านแบบละเอียด ไม่อย่างนั้นต้องใช้เวลาเยอะ
คือถ้าเราติดตามข่าวสารบ่อยๆเราจะรู้ว่าแหล่งข่าวไหนที่เราควรจะอ่านครับ
ที่จริงใช้เวลาวันละ 2 ชม. ก็น่าจะเพียงพอสำหรับการลงทุนแบบมุ่งเน้น(ผลตอบแทน) หรือวันละ 1 ชม. สำหรับนักลงทุนที่ลงทุนหุ้นแบบการออม
ผมเคยทำงานประจำมาก่อน ยอมรับว่ามีข้อจำกัดเยอะกว่าคนที่ลงทุนเต็มเวลา และไม่สนับสนุนให้ทุกคนลาออกเพียงเพื่อจะได้มีเวลาหาข้อมูล แต่เราก็ควรให้เวลากับการลงทุนตามสมควร
เพราะการใช้เวลาวันละเล็กละน้อยหลังเลิกงาน หาข้อมูล อาจจะเปลี่ยนสถานะภาพทางด้านการเงิน เปลี่ยนชีวิตคนๆนึงได้เลย ในขณะที่ถ้าทำงานประจำอย่างเดียวมีโอกาสน้อยกว่ามาก
ผมยังจำได้ดร.นิเวศน์เคยเขียนบทความทำนองว่า เราใช้เวลาส่วนใหญ่วันๆไปกับเรื่องที่ไม่สำคัญ และให้เวลาน้อยเกินไปกับเรื่องทีสำคัญที่สุด

Credit >> http://stock-trading-technic.blogspot.com


การดูค่า PE Ratio ของหุ้น

เวลาดูค่า P/E ว่าเหมาะสมแค่ไหนที่จะเข้าไปลงทุน โดยมากมักจะเอาค่า P/E ของตลาดโดยรวมมาเป็นตัวเปรียบเทียบก่อนว่า P/E ของหุ้นนั้นสูงกว่าหรือต่ำกว่าตลาดแค่ไหน ต่อมาเราต้องดูศักยภาพของธุรกิจนั้นประกอบ เพราะหุ้นที่ P/E ต่ำกว่าตลาด เมื่อวิเคราะห์ไปแล้วอาจเป็นไปได้ทั้งกรณีที่ "ราคาหุ้นนี้ต่ำเกินไปจนน่าสนใจลงทุนมาก" หรือไม่ก็ "หุ้นตัวนั้นสมควรแล้วที่จะมี P/E ต่ำเพราะธุรกิจไม่โตหรือถดถอย" ก็ได้

ส่วนหุ้นที่มี P/E สูงๆ ไม่ได้แปลว่าเป็นหุ้นปั่นหรือไม่น่าซื้อเสมอไป หุ้นที่มี P/E ที่สูงแล้วยังน่าลงทุนอยู่นั้น จะต้องเป็นหุ้นที่ผลกำไรมีแนวโน้มจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดแต่มั่นคง (ไม่ใช่กำไรมาแบบวูบเดียวแล้วหายไป) ซึ่งจะทำให้กำไรในอนาคตสูงขึ้นมาก และ P/E จะต่ำลงในที่สุด
เวลาเจอหุ้น P/E ที่สูงกว่าตลาดจึงต้องพิจารณาดูว่า ธุรกิจนั้นมีโอกาสมากน้อยแค่ไหนที่ผลกำไรจะเติบโตอย่างก้าวกระโดดและดีกว่าตลาดหรือเศรษฐกิจโดยรวมจนในอนาคตหุ้นตัวนี้จะมี P/E ที่ต่ำลงเอง (เพราะ E โตเร็ว) แต่ถ้าพิจารณาแล้วเป็นไปได้ยาก ก็ไม่ควรไปยุ่งกับมันครับ เพราะความเสี่ยงจะสูง

สิ่งที่อยากเตือนผู้ลงทุนคือ "เวลาที่เราซื้อหุ้นหมายถึงเรากำลังซื้ออนาคตของหุ้นนั้น" ค่า E ที่เอามาใช้ในการประเมินค่า P/E ควรจะเป็นค่า E ในอนาคต ซึ่งมาจากการวิเคราะห์หรือคาดการณ์ครับ เราควรเลือกหุ้นที่ E มีแนวโน้มจะโตขึ้นไม่ใช่ถดถอย เราอาจซื้อหุ้นที่ E ไม่โตหรือโตน้อยได้แต่หุ้นนั้นต้องมี P/E ที่ต่ำกว่าตลาดและควรเป็นธุรกิจที่สามารถจ่ายเงินปันผลได้สูง สม่ำเสมอ และธุรกิจนั้นไม่ได้มีแนวโน้มถดถอย ความยากในการลงทุนก็คือการพยากรณ์อนาคตนี่แหละครับ ก่อนซื้อหุ้นใดจึงต้องพยายามคิดถึงแนวโน้มของธุรกิจให้ดีเสียก่อน

Credit >> http://www.thanachartfund.com