การจ่ายหุ้นปันผล (stock dividend)

การจ่ายหุ้นปันผล (stock dividend)

เป็นวิธีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญอีกแบบหนึ่ง ส่วนมากจะกำหนดเป็นอัตราร้อยละของมูลค่า หุ้นสามัญ เช่น จ่ายหุ้นปันผล 10 % หมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิมแต่ละคนจะได้รับหุ้นเพิ่ม 10 หุ้นจากหุ้นเดิม ที่ถืออยู่ 100 หุ้น ดังนั้นถ้ามีหุ้นสามัญอยู่ทั้งหมด 30 ล้านหุ้น หลังการจ่ายหุ้นปันผล บริษัทจะมีหุ้นสามัญทั้งสิ้น 33 ล้านหุ้น การออกหุ้นปันผลไม่มีส่วนกระทบต่อสัดส่วนความเป็นเจ้าของกิจการแต่อย่างใด บริษัทที่จ่ายหุ้นปันผล มักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะเก็บเงินสดไว้เพื่อการลงทุน เช่น การจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ใช้ในโรงงานหรือลงทุนในสินค้าคงเหลือและลูกหนี้ เพื่อการขยายตัวของธุรกิจตามแผนที่กำหนดไว้ บริษัทที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วมักจะใช้เงินที่ได้จากกำไรสุทธิเพื่อเป็นเงินทุน บริษัทในลักษณะนี้จะไม่จ่ายปันผลเป็นเงินสด แต่จะจ่ายเป็นหุ้นโดยออกหุ้นใหม่ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินปันผลทั้งสิ้นที่จะจ่าย ผลจากการออกหุ้นใหม่เพื่อมาจ่ายปันผลก็คือ ทำให้จำนวนหุ้นสามัญที่อยู่ในมือผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ไม่ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงมีการโอนเงินจากบัญชีกำไรสะสมตามราคาตลาดในเวลานั้นไปเข้าบัญชีทุนหุ้นสามัญและส่วนเกินทุน ส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ยังคงเดิม ในกรณีเช่นนี้ ถึงแม้บริษัทจะไม่จ่ายเงินปันผลก็ตาม แต่ว่าเงินส่วนนี้ได้ถูกเก็บไว้เพื่อการลงทุนซึ่งก่อให้เกิดรายได้ต่อไป ผลประโยชน์ที่ได้รับก็คือ ถ้าบริษัทสามารถขยายตัวได้ตามแผน กำไรต่อหุ้นจะสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทในอนาคตสูงขึ้น

Credit >> http://www.investnews.biz


ปันผลคือพื้นฐานหุ้น

ปันผลคือพื้นฐานหุ้น

หลักการหรือหัวใจของ Value Investment หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็คือ  การหามูลค่าที่ควรจะเป็นหรือมูลค่า “พื้นฐาน” ของหุ้น  จากนั้นก็ดูว่าราคาหุ้นในตลาดเป็นเท่าไร  ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้ก็ให้ซื้อ  ถ้าราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานก็ให้ขาย  เพราะนักลงทุนแบบ VI เชื่อว่าในที่สุดราคาหุ้นจะวิ่งเข้าหามูลค่าพื้นฐานเสมอ

คำถามสำคัญมีอยู่ 2 ข้อ  นั่นคือ  หนึ่ง  มูลค่าพื้นฐานคืออะไร?  มาจากไหน?  อะไรเป็นตัวกำหนดมูลค่าพื้นฐานของหุ้น  พูดง่าย ๆ  คำนวณมูลค่าพื้นฐานอย่างไร?   ข้อสอง เมื่อไรเล่าที่ราคาจะวิ่งเข้าหาพื้นฐาน?  เป็นไปได้ไหมที่ราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนพื้นฐานเป็นระยะเวลานานมาก  เผลอ ๆ ตลอดไป  กลายเป็นหุ้นที่อาจจะ  “ถูกตลอดกาล”  และถ้าเป็นอย่างนั้น  VI จะได้อะไร?

คำตอบทั้งสองข้อนั้นเกี่ยวเนื่องกันนั่นคือ  คำตอบของข้อแรกก็จะตอบคำถามของข้อสองได้   คำถามที่ว่ามูลค่าพื้นฐานคืออะไรนั้น  ถ้าจะตอบก็คือ  เป็นมูลค่าปัจจุบันของหุ้นที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้จากบริษัทตลอดไป  และผลตอบแทนที่ว่านั้นก็คือ  “ปันผล” ในอนาคตทั้งหมดของบริษัท

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพที่เข้าใจได้ง่ายไม่เป็นวิชาการก็คือ  “เป็นราคาหุ้นที่เรายินดีที่จะจ่ายเงินซื้อเพื่อเก็บกินปันผลไปตลอดชีวิต  โดยที่เราจะไม่ขายหรือเป็นหุ้นที่เราไม่สามารถขายได้”  ดังนั้น  เวลาที่ผมจะซื้อหุ้น  ผมจะต้องคิดว่าราคาที่ผมจ่ายนั้น  ผมยินดีหรือไม่ที่จะเก็บมันไว้ตลอดชีวิตเพื่อรับปันผล  ถ้าคำตอบคือ  “ไม่เอา”  นั่นก็แปลว่าราคานั้นสูงเกินไป  อาจจะเป็นเพราะผมไม่แน่ใจว่าปันผลจะลดลง  หรืออาจจะเป็นเพราะว่าผมกลัวว่าอนาคตบริษัทอาจจะเจ๊งหรือธุรกิจตกต่ำลงมากและจ่ายปันผลน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งผมจะ  “ไม่มีทางออก”   แต่ถ้าคำตอบของผมก็คือ  “เอา”  นั่นก็แปลว่าผมมั่นใจในตัวบริษัทว่าจะยังดีต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ   ปันผลในอนาคตนั้นมีโอกาสสูงที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในขณะที่ความเสี่ยงที่ธุรกิจจะตกต่ำลงมีน้อยมาก  ดังนั้น  ผมยินดีซื้อและถือหุ้นตัวนั้นตลอดชีวิต

แน่นอน  ในชีวิตจริง   เราไม่จำเป็นที่จะต้องถือหุ้นตลอดชีวิตเพื่อเก็บกินปันผล  แต่เวลาพิจารณาซื้อหุ้นโดยอิงกับ  “มูลค่าพื้นฐาน”  ของหุ้น   เราจะต้องคิดว่าเราจะต้องเก็บหุ้นไว้ตลอดชีวิตจริง ๆ   ถ้าเราคิดว่าเราสามารถขายได้ทุกนาที  หรือเราสามารถขายได้ถ้า “สถานการณ์เปลี่ยน”  หรือแม้แต่เราจะขายเมื่อ  “บริษัทโตเต็มที่แล้ว”  ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นใน 3-4 ปีข้างหน้า  แบบนี้แสดงว่าเรายังไม่ได้ซื้อหุ้นโดยอิงกับมูลค่าพื้นฐานจริง ๆ  เราอาจจะ “เก็งกำไร”  โดยอาจจะอิงกับปัจจัยพื้นฐานบางส่วนเท่านั้น

นอกจากเรื่องของปันผลในอนาคตแล้ว  ปัจจัยที่สำคัญอีกตัวหนึ่งในการคำนวณหามูลค่าพื้นฐานของหุ้นก็คือ  “อัตราคิดลด”  ซึ่งก็คืออัตราผลตอบแทนที่เราต้องการในการลงทุนซื้อหุ้นตัวนั้น  อัตราผลตอบแทนนี้จะคล้าย ๆ  กับอัตราดอกเบี้ยที่เราได้ถ้าเราเอาเงินไปฝากธนาคารหรือลงทุนซื้อพันธบัตรซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนที่แน่นอนเช่นปีละ 1% หรือ 3-4%  ตามลำดับ   แต่การลงทุนในหุ้นนั้นเราจะได้ปันผลที่มีอัตราไม่แน่นอนขึ้นกับผลกำไรของบริษัท  ดังนั้นเราจึงต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าโดยเฉลี่ยเช่นอาจจะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10%

ปัจจัยสำคัญตัวสุดท้ายที่สำคัญมากก็คือ  อัตราการเติบโตหรือการเพิ่มขึ้นของเงินปันผลในอนาคต  นี่คือสิ่งที่จะทำให้มูลค่าหุ้นสูงหรือต่ำอย่างมีนัยสำคัญ  เพราะถ้าปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เราก็จะได้ผลตอบแทนมากขึ้นทุกปีหรือเกือบทุกปี  ยิ่งนานปันผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น  บางทีผ่านไป 15-20 ปี  เงินปันผลแต่ละปีอาจจะเพิ่มขึ้นเท่ากับเงินค่าหุ้นที่เราจ่าย  ถ้าเป็นแบบนี้มูลค่าของหุ้นก็จะมาก  แต่ถ้าปันผลไม่โตเลย  เคยได้เท่าไร  ผ่านไป 5-10 ปีก็ยังได้ปันผลเท่าเดิม  แบบนี้หุ้นก็จะมีมูลค่าน้อย

ผมคงไม่อธิบายวิธีคำนวณหามูลค่าพื้นฐานตามวิชาการซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเกินไป  แต่จะลองให้แนวคิดในการพิจารณาลงทุนซื้อหุ้นโดยใช้หลักการของ “มูลค่าพื้นฐาน”  ดังที่ได้กล่าวมา  โดยสมมุติว่าเราพบหุ้นตัวหนึ่งที่ทำธุรกิจโมเดิร์นเทรดหรือค้าปลีกสมัยใหม่ซึ่งผมเห็นว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ผลประกอบการไม่ยากนัก

บริษัท ก. มีกำไรปีละ 0.40 บาทต่อหุ้น  จ่ายปันผลปีละ 0.30 บาท  ราคาหุ้นเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น  เราคาดว่ากิจการของบริษัทนี้จะเติบโตขึ้นประมาณปีละ 10% ไปได้เรื่อย ๆ  โดยที่บริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนเพราะฐานะทางการเงินดีมากไม่มีหนี้สินจากสถาบันการเงินเลย   ถามว่ามองโดยพื้นฐานเราควรซื้อหุ้นบริษัทนี้หรือไม่

ก่อนอื่นลองคำนวณดูว่าในปีแรกที่เราลงทุนนั้น  เราจ่ายเงินค่าหุ้น 10 บาทและได้ปันผล 0.30 บาทเท่ากับว่าเราได้ปันผลปีแรก 3%  ดูแล้วก็อาจจะไม่น่าจูงใจอะไร  เพราะเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลซึ่งไม่มีความเสี่ยงเลยเรายังได้ดอกเบี้ยประมาณ 4%   แต่เนื่องจากกำไรของบริษัทน่าจะเพิ่มขึ้นได้ปีละ 10%  ซึ่งน่าจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้เพิ่มขึ้นปีละ 10% เช่นกัน  ดังนั้น  ปีที่สองปันผลน่าจะเป็น 3.3%  และปีที่สามน่าจะเป็น 3.63%  ปีที่สี่เท่ากับประมาณ 3.99 หรือ 4% ซึ่งเท่ากับพันธบัตรแล้ว  หลังจากนั้นอัตราก็จะสูงกว่าไปเรื่อย ๆ  พอถึงปีที่ 10 ปันผลก็เท่ากับ 8.56% และเมื่อถึงปีที่ 37 ซึ่งอาจจะเป็นปีที่เราเกษียณ  ปันผลที่ได้ในแต่ละปีอาจจะเป็น 10 บาทเท่ากับราคาหุ้นในวันนี้และทำให้เราเกษียณอย่างมีความสุข   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ตั้งแต่ปีที่ 4 ของการถือหุ้น  เราก็ได้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในตราสารการเงินอื่น ๆ แล้ว   ดังนั้น  เราจึงคิดว่า  ราคาหุ้น ก. ที่ 10 บาท  เป็นราคาหุ้นที่เหมาะสมกับพื้นฐานในแง่ของเราและเรายินดีที่จะซื้อมัน

คำถามต่อมาก็คือ  ถ้าราคาหุ้น ก. ที่ 10 บาทซึ่งเราคิดว่าถูก  แต่ถ้าถือแล้วมันไม่ขึ้นทั้งที่กำไรและปันผลของบริษัทก็ดีขึ้นตามที่คาดแต่ราคาหุ้นกลับไม่ขึ้นซักทีเป็นเวลาหลายปี  แบบนี้เราควรจะขายทิ้งไหม?  คำตอบก็คือ  ไม่จำเป็น  จำไว้ว่าถ้าเรา “ลงทุนตามพื้นฐาน”  และมั่นใจว่าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ถูกต้อง  เราก็ถือมันไป  ผลตอบแทนของเรานั้น  เราต้องคิดว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยนักลงทุนคนอื่นในการมาซื้อหุ้นต่อจากเราในราคาที่สูงขึ้น   แต่มันมาจากปันผลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ของบริษัท   แต่เชื่อผมเถอะครับว่า  ในที่สุดแล้ว  คนจะต้องเห็นว่าบริษัทดีและเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น  ผมเองเคยถือหุ้นมา 3-4 ปีโดยที่ราคาไม่ไปไหน  แต่พอมันวิ่ง  มันก็ขึ้น  “ชดเชย”  ช่วงเวลาที่มันนิ่งในเวลาอันรวดเร็ว ประเด็นสำคัญก็คือ  VI ต้อง “รอเป็น”  ว่าที่จริง  การที่หุ้นไม่ขึ้นเลยทั้ง ๆ  ที่บริษัทดีขึ้นหรือจ่ายปันผลมากขึ้นเรื่อย ๆ  นั้น  กลับเป็นโอกาสที่เราจะซื้อหุ้นเพิ่มและทำกำไรมากขึ้น


Credit >> ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร


ปรับฐานคืออะไร

ปรับฐานคืออะไร

ช่วงเวลานี้ หุ้นไทยกำลังทะยานขึ้นจากการตกต่ำเมื่อหลายปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่ปี 2551) ดัชนีทำ New High ในรอบสิบกว่าปีอยู่บ่อยครั้ง แต่เมื่อหุ้นได้เพิ่มราคาปรับตัวขึ้นมามากๆ ก็มักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "การปรับฐาน" แทรกซ้อนอยู่ด้วยเสมอๆ สำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่ๆ แล้ว อาจจะงงกับภาษาของตลาดค้าหุ้นนี้ ว่ามันคืออะไร เลยขอยกมาอธิบายไว้ตรงนี้นะครับ

การปรับฐาน ภาษาต่างด้าวเรียกว่า Correction ครับ เวลาไปได้ยินคำนี้เกี่ยวกับการลงทุน จะได้นึกออกนะครับว่าคืออะไร แต่สิ่งที่นักลงทุนหน้าใหม่ๆ อาจจะสงสัยก็คือ มันคืออะไรและมักจะเกิดจากอะไร มาลองดูกันนะครับ

เมื่อหุ้นมีการปรับราคาขึ้นมามากแล้ว ผู้ที่ซื้อไว้ที่ราคาต่ำกว่านั้นค่อนข้างมากอาจจะเกิดความกลัว หรือต้องการทำกำไรบ้าง ก็ทะยอยขายหุ้นออกมา ซึ่งการขายแบบนี้ค่อนข้างที่จะ "ขายได้ทุกราคา (ก็ยังมีกำไร)" ทำให้หุ้นออกจะปรับราคาลดลงมา พร้อมกับทำให้ดัชนีปรับตัวลดลงมาด้วย

แล้วใครเป็นผู้ซื้อหุ้นล่ะ ผู้ซื้อหุ้นก็คือคนที่ "คอยเฝ้า" หุ้นที่เคยเห็นราคาสูงๆอยากซื้อก็ไม่มีโอกาสได้ซื้อสักที แต่คนเหล่านี้ก็คอยระวังตัวอยู่ คือไม่ค่อยซื้อมากนัก ถ้าหุ้นปรับตัวลง ก็ค่อยๆ เข้าไปทะยอยซื้อ ถ้าหุ้นปรับตัวลงแรงมากไปกว่านั้น ส่วนมากก็คือ หยุดซื้อ มักจะไม่ค่อยตามลงไปเสนอซื้อเท่าไรนัก เมื่อเป็นเช่นนี้ หุ้นก็ไม่สามารถปรับตัวลงไปอีกได้มาก (พร้อมกับโวลลุ่มการซื้อ/ขาย ที่ลดลง) เมื่อการซืื้อขายชะงัก ราคาไม่ขยับลงไปมากอีก เราก็เรียกได้ว่าการปรับฐานนั้นเสร็จสิ้นลง แต่ต้องประกอบกับเหตุการณ์ด้านล่างด้วยคือ

เมื่อนักลงทุนส่วนที่ได้กำไร ขายหุ้นออกไปแล้ว ก็จะมีเงินในมือจำนวนมากและหากเขาเห็นว่าสภาพเศรษฐกิจยังดี หรือผลประกอบการต่างๆ ของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ น่าจะออกมาดี ก็จะกลับเข้ามาซื้อหุ้นด้วยเงินสดที่ได้จากการขายหุ้นเดิมที่ได้กำไรออกไป คราวนี้หุ้นก็จะกลับขึ้นมาอีกได้ ซี่งสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นนักลงทุนกลุ่มที่ยอมซื้อหุ้นที่ราคาสูงขึ้นๆ (จะเป็น รายใหญ่, กองทุน, ต่างชาติ, พร๊อพเทรด, หรือรายย่อย ก็ลองนึกๆ ดูนะครับ) ทั้งหมดก็เรียกว่า "การปรับฐาน" ครับ

หมายเหตุ
ในทางตรงกันข้าม ถ้านักลงทุนที่ได้กำไรมามากๆ และเป็นผู้ที่กำหุ้นไว้ในมือจำนวนมาก ขายหุ้นออกมา ด้วยเหตุผลที่ว่ามีการลงทุน (หรือการเก็งกำไรที่อื่น/อย่างอื่น) ที่ดีกว่า ก็อาจจะขายแบบไม่ซื้อคืนเลย เรียกว่าไปแล้วไปก่อน (ไม่ถึงกับไปลับหรอก แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะกลับมา) หุ้นก็จะหมดรอบของมัน

Credit >> http://www.muegao.blogspot.com


วิธีการ Stop loss เพื่อรักษาเงินลงทุน

วิธีการ Stop loss เพื่อรักษาเงินลงทุน

ตามปกติแล้ววิธีการ Stop loss มักจะใช้เพื่อจุดประสงค์ใน 2 กรณี กล่าวคือ

1. ใช้เพื่อหยุดการขาดทุน เพื่อปกป้องเงินลงทุนเริ่มต้น และ

2. ใช้เพื่อปกป้องผลกำไรที่กำลังลดน้อยลง

ซึ่งในกรณีที่เรานำหลักการ Stops ไปใช้งานร่วมกับอินดิเคเตอร์หรือเครื่องมือวิเคราะห์ทาง เทคนิคที่มีอยู่ เราก็จะสามารถแบ่งชนิดของการ Stops ได้ออกเป็น

Initial stop

Break-even stop

Trailing stop

ซึ่งแต่ละชนิดก็จะมีวิธีการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่นำมาใช้งาน

สำหรับในส่วนที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้ จะเป็นการนำหลักการ Stop loss มาใช้งานร่วมกับ ปริมาณเงินลงทุนที่สามารถยอมรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียได้ หรืออาจเรียกว่าการ Limit loss ของจำนวนเงินที่ใช้สำหรับการลงทุน ณ เวลานั้น

< สามารถพิจารณาได้ตามขั้นตอนตัวอย่างดังต่อไปนี้ >

ขั้นตอน การกำหนด Limit loss จากเงินลงทุนเริ่มต้น

กำหนดให้เงินลงทุนเริ่มต้นที่ 50,000 บาท

กำหนด limit loss ไว้ที่ 2% ของเงินลงทุน

ดังนั้น จำนวนเงินที่สามารถยอมรับความเสี่ยงที่จะสูญเสียได้ สามารถคำนวณได้ดังนี้

จำนวนเงินที่สามารถยอมรับความเสี่ยงได้  = เงินลงทุนเริ่มต้น * Limit loss (2%)

= 50,000*2/100

= 1,000 บาท

ขั้นตอน การประยุกต์ใช้งาน เพื่อคำนวณหาจำนวนหุ้นที่สามารถเข้าซื้อได้

คัดเลือกหุ้นที่จะเข้าลงทุนและกำหนดราคาหุ้นที่เหมาะสมไว้

ในกรณีนี้สมมุติให้ราคาหุ้นที่จะเข้าซื้อมีราคาที่เหมาะสมที่ 5 บาทต่อหุ้น

กำหนดจุด Stop loss ไว้...ในกรณีที่ราคาหุ้นลดต่ำลงไปที่ราคา 4 บาทต่อหุ้น

โดยการขายหุ้นออกไปทั้งหมด (ตามที่ได้วางแผนการลงทุนเอาไว้)

การ Stop loss ในครั้งนี้จะยอมรับการขาดทุนได้เป็นจำนวนเงิน 1,000 บาท

ดังนั้น จำนวนหุ้นที่สามารถเข้าซื้อได้ สามารถคำนวณได้ดังนี้

= จำนวนเงินที่สามารถยอมรับความสูญเสียได้ / (ราคาซื้อ – ราคา Stop loss)

= 1,000 / (5-4)

= 1,000 / 1

= 1,000 หุ้น

โดยสรุปคุณสามารถซื้อหุ้นได้จำนวน 1,000 หุ้น ที่ราคา 5 บาทต่อหุ้น เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาทโดยได้กำหนดจุด Stop loss ไว้ที่ราคา 4 บาทต่อหุ้น ซึ่งเมื่อราคาหุ้นลดลงมาถึงราคาดังกล่าว คุณก็สามารถขายหุ้นออกได้ทันที ตามแผนการลงทุนที่ได้วางไว้ และในกรณีนี้คุณจะขาดทุนเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 1,000 บาท (จากการที่ได้กำหนด Limit loss ไว้)

Credit >> http://www.tasimplified.com


Cut loss หรือ Stop loss คืออะไร

หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า Cut loss หรือ Stop loss กันจนคุ้นหู แต่ไม่แน่ใจว่าจะมีซักกี่คนที่มีวินัยและปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด(>< “)  เหตุเพราะจะมีคำพูดอยู่ประโยคนึงเข้ามาหักล้างในความคิดอยู่เสมอ คือ “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน”......ทางไหนถูก ทางไหนควร ผมกำลังจะอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นครับ

          ยกตัวอย่างง่ายๆครับ : สมมติให้ “นายระเบียบ  ตามระบบ” ลงทุนไป 100,000บ.
ปรากฎว่าขาดทุนไป 10%  แล้วเขาตัดสินใจ Cut loss ....เขาจะเหลือเงินอยู่ 90,000บ. จากนั้นถ้าเขาอยากได้ทุนคืนเขาก็เอาเงิน 90,000บ.ไปลงทุนต่อ  ดังนั้นการที่เขาจะทำให้ได้ทุน 100,000บ.คืนมา  ก็แค่รอลุ้นให้พอร์ต 90,000บ.ของเขาทำกำไรขึ้นมา 11.11%  (90,000 + 11.11% = 99,999บ.)  “แค่ 11.11% มันยังดูมีความหวังอยู่บ้างใช่มั้ยครับ”

          ถ้างั้นเอาใหม่:  “นายมั่นใจ  ไร้สติ” ลงทุนไป 100,000บ.
ปรากฎว่าราคาหุ้นตกลงไป 10%  ซึ่งถึงจุดที่ต้อง Cut loss ตามระบบแล้ว แต่กลับเชื่อมั่นขึ้นมาว่า “อีก 2-3วันหุ้นต้องกลับตัวขึ้นมาแน่”  เลยถือต่อ...ผ่านไป 1 เดือน พอร์ตขาดทุนถึง 50% จึงรีบขายเก็บเงินต้นคืนเหลือ 50,000บ.  ดังนั้นการที่เขาอยากจะได้ทุน 100,000บ.คืนมา  เขาจะต้องนำเงิน 50,000บ.ไปลงทุนต่อ  แต่คราวนี้เขากลับต้องลุ้นให้พอร์ต 50,000 บ.ของเขาทำกำไรขึ้นมา 100% (50,000 + 100% =  100,000บ.) “แม่จ้าวว 100%เชียวนะครับ(-..- “)

          "ผมรู้ว่าใครๆก็มีสิทธิ์ที่จะมีหวัง  แต่จะได้ดังหวังรึเปล่า มันก็อีกประเด็นนึง”

          อยากเล่นหุ้นต้องรู้จัก Cut loss ครับ...ถ้างั้นคราวนี้ผมจะนำกราฟมาให้ดูสัญญาณกันนะครับว่า “หลักการที่มีระบบ Cut loss “ กับ “หลักการไม่ขายไม่ขาดทุน”....ใครจะมีโอกาสอยู่รอดในตลาดหุ้นได้มากกว่ากัน

 ณ จุดที่ 1: ผมกับเพื่อนเข้าซื้อผิดจังหวะ เพราะคิดไปเองว่าราคาจะขึ้นไปต่อ (ซื้อโดยไม่ดูสัญญาณ) โดยเข้าซื้อไปคนละ 1000 หุ้น เป็นเงินลงทุนคนละ 20,800บ. (1,000หุ้น x 20.80บ.)

ณ จุดที่ 2: เวลาผ่านไปซักระยะ...เราทั้ง 2คน เริ่มรู้ว่าเรามากันผิดทาง...จากนั้นก็มีสัญญาณขายเกิดขึ้น คือ MACD ตัดเส้นศูนย์ลง...ผมยอม Cut loss ไปที่ราคา 18.80บ. ได้เงินคืนมา 18,800บ. (1,000หุ้น X 18.80บ.) ขาดทุนไป 2,000บ.(T^T)...แต่เพื่อนผมยึดคติว่า “ไม่ขาย ไม่ขาดทุน” ซักวันหุ้นมันต้องขึ้น นี่มันเทพชัดๆ

ณ จุดที่ 3: มีสัญญาณซื้อเกิดขึ้นเมื่อ MACD ตัดขึ้นเส้น Signal...ผมนำเงิน 18,800บ. เข้าลงทุนอีกครั้งโดยเข้าซื้อหุ้นในราคา 17.40บ. ได้หุ้นมา 1,000หุ้น (เหลือเงินเศษอีก 1,400บ. เพราะการซื้อขายหุ้นขั้นต่ำสุด 100หุ้น จึงไม่สามารถซื้อ 1,080.46หุ้นได้) ส่วนเพื่อนผมเริ่มเห็นสัญญาณซื้อ เริ่มใจชื้นขึ้น “บอกแล้ว...หุ้นมีcycleของมัน มีขึ้นก็ต้องมีลง”

ณ จุดที่ 4: เกิดสัญญาณขายเมื่อ MACD ตัดเส้น Signal ลง..เตือนว่าหุ้นเริ่มเปลี่ยนทิศเป็นขาลง...ผมตัดสินใจขายไปที่ราคา 20.20บ. ได้เงินมา 20,200บ.(1,000หุ้น x 20.20บ.) บวกเงินเศษที่เหลืออีก 1,400บ. = 21,600บ. สรุปผมสามารถพลิกกลับจากขาดทุน 2,000บ.(-9.62%) มาเป็นกำไรได้ 800บ.(+3.85%)

          ส่วนเพื่อนเทพของผม เจ้าของคติพจน์ “ไม่ขายไม่ขาดทุน” จนถึงวันที่ผมได้กำไรเขาก็ยังขายไม่ได้  เพราะ ณจุดที่ 4 ถ้าเขาขายหุ้นทั้งหมดไป จะได้เงินมา 20,200บ. ซึ่งยังขาดทุนอยู่ 600บ.(-2.89%)  ดังนั้น  “ไม่ขาย...ไม่ขาดทุน”จึงทำให้เขายังคงต้องกอดหุ้นของเขาต่อไป ซึ่งจะสังเกตุได้ว่าจากกราฟราคาก็ยังคงวิ่งลงต่ำลงเรื่อยๆ เรื่อยๆ......

Credit >> http://www.stockmanday.com


High Risk High Return

High Risk High Return

ทุกครั้งที่ผมได้ยินคำนี้ พาลอดคิดไปถึงการพนันขันต่อไม่ได้ โดยในทั่วไปของการพนันนั้น มักจะมีการ "ต่อ" และ "รอง" เกิดขึ้น จนทำให้ผลตอบแทนรวมที่ได้มักจะจูงใจพอที่จะมีการพนันกันเกิดขึ้น ในหลายๆ ครั้งการต่อและการรองที่เกิดขึ้นก็ทำให้ความเสี่ยงและผลตอบแทนมีระดับพอๆ กัน และในอีกหลายๆ ครั้งเช่นกันที่ ความเสี่ยงและผลตอบแทนก็ไม่พอดีกัน โดยที่ผู้ได้รับผลประโยชน์รวมมากที่สุดก็คือเจ้ามือนั่นเอง

ย้อนกลับมาในเรื่องของการลงทุน เรามาลองพิจารณาความเสี่ยง และผลตอบแทนแยกจากกันทีละส่วนดังนี้

Risk (ความเสี่ยง)

เมื่อเทียบกับการทำงานเป็นลูกจ้าง, เทียบกับการทำงานส่วนตัว, เทียบกับการทำธุรกิจส่วนตัว หรืออย่างอื่น ก็ต้องไม่ลืมด้วยว่า การทำอะไรเอง ก็มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อคนเราเริ่มต้นธุรกิจใหม่เลยตั้งแต่เริ่่มต้นและไม่มีความชำนาญ ยิ่งมีความเสี่ยงที่สูงขึ้นไปอีก และที่สำคัญที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือ การนำเงินที่มีอยู่เพื่อเริ่มธุรกิจของเราเองนั้นหลายกรณีจะต้องใช้เงินจำนวนมาก และเมื่อผิดพลาด การจะ "คัทลอส" ทำได้ยากหรือแทบจะไม่ได้อะไรเหลือกลับมา มูลค่าซากแทบไม่มีก็มีโอกาสเป็นไปได้มาก จะเห็นได้ว่า การทำธุรกิจเองนั้น ในหลายกรณี เสี่ยงกว่าการซื้อหุ้นของบริษัทดีๆ ในราคาที่เหมาะสมมากโขอยู่ อย่างน้อย ธุรกิจที่ดี ที่เราเลือกแล้ว ก็คงจะถึงกับขาดทุนจนล้มหายตายจากไปได้ยากกว่าการทำธุรกิจส่วนตัว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ความเสี่ยงก็จะต่ำกว่าการทำงานหรือธุรกิจส่วนตัวในระดับหนึ่ง

Return (ผลตอบแทน)

คราวนี้เรามาลองดูในด้านของ Return กันบ้าง ว่าเราอยากให้เป็นขนาดไหนอย่างไร เราจะต้องไม่ลืมว่า การทำงานส่วนตัว, ทำธุรกิจส่วนตัว ซึ่งต้องลงเงิน (หลายกรณีต้องลงเงินเป็นจำนวนมากกว่าการซื้อหุ้นด้วยซ้ำไป) และยังต้องลงแรงที่เป็นต้นทุนเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งต้องนำมาคำนวณเป็นต้นทุนด้วย ว่าจริงๆ แล้วได้ค่าตอบแทนเป็นจำนวนสัดส่วนร้อยละเท่าไร ในความเป็นจริง ผลตอบแทนที่ได้จากการทำงานส่วนตัวจะได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากว่ายังคงเป็นการทำงานอยู่ดี (ลักษณะของ self-employed คือจะได้ค่าตอบแทนจากค่าแรงของตัวเอง) ในขณะที่ผลตอบแทนที่ได้จากการทำธุรกิจส่วนตัว (คือมีคนอื่นมาช่วยทำงาน) อาจจะมากกว่าในกรณีที่มีจำนวนคนที่มาช่วยงานเป็นจำนวนมาก (เป็นการดำเนินงานในลักษณะของธุรกิจและได้รับผลตอบแทนที่เรียกว่า surplus หรือส่วนเกิน จากการทำงานของคนอื่น)

ต่อไปเราลองมาพิจารณาในเรื่องของการลงทุนโดยการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างความเสี่ยงและผลตอบแทนเป็นอย่างไรกัน

สำหรับท่านที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์มาเป็นเวลานาน คงไม่ต้องอธิบายมากถึงเรื่องของราคาของหุ้นแต่ละตัวที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน เพราะท่านเหล่านั้นจะทราบดีว่า ราคาหุ้นนั้นขึ้นอยู่กับสารพัดเหตุ โดยที่ในหลายๆ ครั้งก็ไม่ถูกต้องตามสิ่งที่ควรเป็น ถ้าฟังดูแล้วไม่เข้าใจ ก็อาจจะอธิบายง่ายๆ เพิ่มเติมโดยยกตัวอย่างเช่น ราคาหุ้นสูงเกินไปจากการปั่นหุ้นขึ้นไป หรือราคาต่ำเกินไปจากการทำราคาให้ต่ำลงมากๆ เพื่อเก็บของ (เรียกเป็นภาษาตลาดฯ ว่าการทุบหุ้น) เป็นต้น (หากจะให้อธิบายวิธีการปั่นหุ้น และการทำราคาหุ้นลงเพื่อการเก็บของ คงจะต้องเขียนแยกออกเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก) นอกจากการมีคนทำราคาให้ผิดปกติแล้วนี้ ก็อาจจะเกิดจากสภาวะแวดล้อมทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการซื้อหรือขายอย่างบ้าคลั่งด้วยความกล้าหรือความกลัว (Panic-Buy คือไล่ซื้อไม่ว่าจะราคาเท่าไรอาจจะเพราะว่ากลัวตกรถ, หรือ Panic-Sell คือการขายทุกราคาไม่ว่าจะราคาถูกแค่ไหนเพราะกลัวรถจะคว่ำ) ก็เป็นไปได้อีกเช่นกัน

ดังนั้นเราจะเห็นว่า ความผิดปกติของราคาหุ้นที่เกิดขึ้นได้นี้ เป็นไปได้ในสองทิศทางคือ หุ้นของบริษัทหนึ่งๆ มีราคาแพงเกินไป หรือมีราคาถูกเกินไป ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเมื่อมีสภาวะผิดปกติเกิดขึ้น โดยสภาวะที่นักลงทุนประเภท "คอยจ้องหาโอกาส" จะชอบใจเป็นพิเศษก็คือเมื่อ "หุ้นมีราคาถูกเกินไป(มาก)" เหตุการณ์อย่างนี้ จะเกิดขึ้นเมื่อมีอะไรก็ตามทำให้นักลงทุนทั่วไปเกิดความกลัว เทขายหุ้นออกมาจำนวนมาก ถ้าผสมกับการไม่มีใครต้องการซื้อหุ้นนั้นด้วยแล้ว ราคาของหุ้นดังกล่าวจะยิ่งตกต่ำลงอย่างมาก ทำให้นักลงทุนที่ได้ทำการบ้านมาแล้ว ได้เตรียมตัวให้พร้อมอยู่แล้วและรู้ว่าหุ้นของบริษัทใด ควรมีราคาทีแท้จริงเท่าไร มีทักษะในการเข้าซื้อหุ้นและปรับพอร์ตการลงทุน และมีเงินเหลือรอไว้พร้อม ก็สามารถใช้โอกาสที่ตลาดไม่มีเหตุผลนี้ เข้าซื้อหุ้นที่หมายตาเอาไว้นั้นได้ในราคาที่มีส่วนลดมากๆ จากนั้นก็มีความสุขกับการรับผลประโยชน์โดยที่ไม่ต้องออกแรงมากนักครับ

โดยสรุปแล้วก็คือ

1. ในเวลาปกติ เมื่อตลาดมีเหตุผล ราคาของหุ้นอาจจะพอใกล้เคียงกับค่าที่แท้จริงของหุ้นนั้น
2. ในบางช่วงเวลา เมื่อตลาดมีเหตุผลน้อยลง หุ้นสามารถที่จะมีราคาที่ไม่ถูกต้องได้
3. นักลงทุนที่ฉลาด จะต้องทำการบ้าน ศึกษาบริษัทต่างๆ เอาไว้ล่วงหน้า และสามารถรู้ได้ว่า ราคาหุ้นที่เหมาะสมของบริษัทหนึ่งๆ ควรจะเป็นเท่าไร
4. นักลงทุนชั้นเลิศ จะต้องเตรียมเงินไว้พร้อม และมีความอดทนเป็นเลิศ เมื่อถึงเวลาอันสมควรที่ตลาดไม่มีเหตุผล ยอมตั้งราคาขายหุ้นของบริษัทชั้นดีในราคาที่ต่ำกว่าที่สมควรที่รู้อยู่ในใจแล้วมากๆ จะได้มีโอกาสเข้าซื้อหุ้นนั้นได้ในราคาต่ำกว่าค่าที่แท้จริงของมัน

ในที่สุดแล้ว ในระยะยาว ราคาของหุ้นใดๆ ก็จะเป็นไปตามผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ เอง โดยที่หากนักลงทุนสามารถซื้อหุ้นในราคาที่ต่ำเป็นพิเศษ ในเวลาที่เกิดเหตุการณ์เทขาย (ผมอยากเรียกว่า เทกระจาด เหลือเกิน) ในที่สุดท้าย ก็จะได้ทั้งผลประโยชน์ทางด้านปันผล (ที่คิดเป็นอัตราที่สูงกว่าปกติ เนื่องจากสามารถซื้อหุ้นมาได้ในราคาต่ำกว่าปกติ) และการสะท้อนกลับของราคากลับไปยังราคาที่เหมาะสมของมันเอง

กฏทุกอย่างมีข้อยกเว้นฉันใด High Risk - High Return ก็มีข้อยกเว้นฉันนั้น
การเตรียมตัวให้พร้อม หมายถึงการศึกษาล่วงหน้าในบริษัทที่สนใจ การรอคอย และการเตรียมทุนทรัพย์เอาไว้ เป็นวิธีที่จะได้มาซึ่ง Low risk, High return แต่ในขณะเดียวกัน หากเพื่อนๆ ไม่ได้ทำการบ้านให้ดี แต่ดูเพียงราคาขึ้นลงของหุ้นในการตัดสินใจซื้อขาย ก็สามารถกลายเป็น High risk, Low return ได้เช่นกันนะครับ

Credit >> http://www.muegao.blogspot.com

ตลาดหุ้นกับการพนัน

ตลาดหุ้นกับการพนัน

ตลาดหุ้นนั้น เป็นเหมือนดาบสองคม ถ้าใช้ให้ดีก็เป็นประโยชน์ ถ้าใช้ไม่ดีก็กลายเป็นโทษได้ การเปรียบตลาดหุ้น กับสนามฟุตบอล หรือวงการฟุตบอลนั้น ถือได้ว่าใกล้เคียงไม่น้อย เพราะว่าโดยพื้นฐานแล้ว กีฬาเป็นสิ่งดีมีประโยชน์ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ส่งเสริมให้คนรู้จักการแพ้ ชนะ และการให้อภัย แต่อย่างไรก็ตาม มนุษย์ก็ยังคงอาศัยสิ่งที่อยู่รอบตัว ในการสร้างสรรค์ทั้งคุณและโทษให้กับตัวเองและสังคมได้เสมอ (โดยที่มักจะมีคนบางกลุ่มได้ผลประโยชน์แฝงอยู่) จึงเห็นสิ่งที่เรียกว่า การพนันฟุตบอล การแทงบอล โต๊ะบอล หรือแม้แต่ล้มบอล ก็ตามที

ย้อนกลับมาที่ตลาดหุ้นก็เช่นกัน ผมถือว่าตลาดหลักทรัพย์นั้นนับได้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยก็ว่าได้ ลองคิดดูในเวลาก่อนที่จะมีตลาดหลักทรัพย์สิ ว่าเมื่อคนเราต้องการที่จะเรียกระดมทุน ย้าย เปลี่ยนมือ (แม้กระทั่งเปลี่ยนมือจากเจ้าของคนหนึ่ง ไปยังอีกคนหนึ่งแทบจะทั้งหมด) การจะทำอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก ต้องจัดการตกลงกันเอง ตกลงกันได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ราคาถูกต้องมากบ้าง ถูกต้องน้อยบ้าง แล้วแต่การต่อรอง แต่เมื่อเกิดตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมาในโลกนี้ การต่างๆ ดังที่ว่ามาทั้งหมดนั้นก็ง่ายขึ้นมาก การเปลี่ยนมือ เปลี่ยนเจ้าของของกิจการ เป็นบางส่วน (หรือแม้แต่เป็นส่วนมาก ส่วนใหญ่) ทำได้ง่ายมากเพียงไม่กี่วินาที ผมจึงถือว่านี่คือสิ่งมหัศจรรย์ของโลกเลยอย่างหนึ่งทีเดียว

ส่วนเรื่องการมองเห็นตลาดเป็นโอกาส หรือวิกฤตนั้น ขึ้นกับตัวของเราเอง เปรียบไปก็เหมือนกับคนที่เข้าไปดูฟุตบอล หากดูเพื่อการบันเทิง ดูเพื่อการศึกษา ดูเพื่อเอามาปรับปรุงการเล่นของตัวเองให้ดีขึ้น (หรือแม่แต่เล่นกีฬาอื่นๆ อยู่) ก็จะเป็นประโยชน์ แต่หากใช้สนามฟุตบอลในแง่ลบ เช่นเป็นแหล่งทำให้เกิด "ตัวตั้ง" ซึ่งก็คือผลการแข่งขัน แล้วนำมาแทงว่าใครจะแพ้เสมอ หรือชนะ ก็จะกลายเป้นโทษได้

ตลาดหุ้นก็เช่นเดียวกัน ในระยะเวลาอันสั้น ราคาหุ้นยังไม่ได้สะท้อนถึงผลประกอบการที่แท้จริงของบริษัทจดทะเบียนต่างๆ การขึ้นลงของราคาหุ้นจึงเป็นการขึ้นลงจากการ ให้ราคา, จากความคาดหวัง หรือแม้แต่จากการ ทำราคา ก็ตามแต่ ซึ่งกับหุ้นของบางบริษัทในบางเวลา การแกว่งของราคาเนื่องจากสาเหตุดังกล่าว มากมายเกินกว่าผลประกอบการของบริษัทนั้นๆ ด้วยซ้ำไป การเข้าไปซื้อหรือขายหุ้นตามการขึ้นลง โดยไม่ได้ไตร่ตรองถึงความสมเหตุสมผลของราคาที่ซื้อหรือขายนั้น ก็คือการ "เก็งกำไร" หากทำบ่อยเข้าและผสมกับข่าวที่ได้รับ ก็จะกลายเป็นการ "เล่นหุ้น" ไป โดยหวังการขึ้นลงของราคาทำให้ได้กำไร โดยข้อเสียที่ถูกลืมไปก็คือผู้ซื้อขายมักจะไม่ได้ "เก็งขาดทุน" ไปด้วยพร้อมๆ กัน

ในระยะเวลาอันสั้น ตลาดหุ้นเป็น zero-sum game ก็คือเมื่อมีคนหนึ่งได้ อีกคนหนึ่งจะเสีย ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจาก "ค่าแทง" ที่อยู่ในตลาดนั้นเท่ากัน มูลค่าของบริษัทยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปได้ในช่วงเวลาอันสั้นเช่นนั้น แต่ในระยะเวลาที่นานกว่า หากเศรษฐกิจดี หรือ บริษัทมีการดำเนินกิจการที่ดี การซื้อ-ขายหุ้นของบริษัทหนึ่งๆ นั้นจะไม่ใช่ zero-sum game แต่เป็นผลรวมแบบเพิ่มขึ้น (positive-sum game) เหตุผลก็เพียงง่ายๆ เพราะว่าบริษัทมีกำไร ทำให้มูลค่าที่จับต้องได้ของบริษัทมีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้ที่ซื้อหุ้นไว้ในราคาที่ไม่แพงเกินไปจะได้ประโยชน์กันถ้วนทั่ว

สอนเล่นหุ้น

สอนเทรดหุ้น

สอนมือใหม่เล่นหุ้น


หากจะตอบคำถามที่่ว่า เล่นหุ้นเหมือนกับเล่นพนันฟุตบอลไหม? คำตอบคงเป็นว่าใกล้เคียงกันมาก แต่ถ้าถามเพิ่มอีกสักนิดว่า การลงทุนในหุ้นเหมือนกับเล่นพนันฟุตบอลไหม คำตอบคงต่างไปจากนี้จนแทบจะตรงกันข้ามได้เช่นกัน สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าอะไรจะเป็นอย่างไร ถ้าไม่โชคร้ายจริงๆ แล้ว ทุกอย่างขึ้นกับการเลือกที่จะทำอะไร และไม่ทำอะไรของตัวนักลงทุนเองครับ

Credit >> http://www.muegao.blogspot.com