ข้อผิดพลาดของนักลงทุนมือใหม่

อน เริ่มต้นด้วยการเดาการเติบโตของยอดขาย สมมติว่าบริษัทมียอดขายปีนี้เท่ากับ 100 ล้าน ใช้หลักสถิติก็ย้อนไปดูปีก่อนๆว่ากำไรโตปีละ 20% ทุกปีติดต่อกันมา10ปี เดาว่าปีหน้าก็คงโต 20% เหมือนกัน

ขั้นต่อมาก็ประมาณการต้นทุน ก็สังเกตุอีกว่าต้นทุนขายปีนี้เท่ากับ 50 ล้านบาทและโตในอัตราเดียวกับยอดขาย ก็เดาอีกว่าปีนี้ก็คงเหมือนเดิมโต 20% เหมือนกับยอดขาย

ส่วนต้นทุนที่เหลือก็เท่าเดิมที่20ล้านมา 10 ปีแระก็ให้เป็นค่าคงที่ไป

สรุปว่ากำไรปีหน้าเท่ากับ
กำไรปีหน้า = ยอดขายปีหน้า-ต้นทุนขายปีหน้า-ต้นทุนคงที่
120-60-20 = 40ล้าน ..........เย้

2. ค่า PE ที่เหมาสมของอุตสาหกรรมคือ 10 เท่า
ดังนั้นราคาที่เหมาะสมคือ 40*10= 400 ล้านบาท (ทั้งบริษัทมีหุ้นเดียว)

3 ราคาตลาดของหุ้นตัวนี้อยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมที่ 400 ล้านบาทมาก เห็นดังนี้ก็รีบขายบ้า้้นขายรถมาซื้อ

ดูผ่านๆไปก็เหมือนดูดี ทุกอย่างไม่มีความคิดเราเข้ามาเกี่ยวข้องใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ซึ่งไม่เคยโกหกใครอย่างเดียว แต่นี่ก็เป็นอคติอย่างหนึ่งคือมีอคติว่ามันไม่มีอคติ ในตัวอย่างเราบอกว่ายอดขายปีหน้าจะโต 20% ก็ต้องถามกลับว่าเหตุมันเหมือนเดิมหรือเปล่า เมื่อเหตเปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน ยกตัวอย่างบริษัท CEI ทำพัดลมติดเพดานยอดขายโตทุกปีวันดีคืนดีลูกค้ารายใหญ่หนีไปสั่งผลิดที่จีนยอดขายหายไป 90% แล้วไม่กลับมาอีกเลย สถิติทุกอย่างที่หามาใช้ไม่ได้ในวันเดียว จนบัดนี้(พ.ศ.2554)ก็ัยังตอบไม่ได้ว่าเลิกผลิตพัดลมแล้วจะทำอะไรให้บริษัทมีกำไร ตอนนี้ก็ขายของเก่ากินไปเรื่อยๆ

สรุปว่า จะวิเคราะห์หุ้นก็ต้องมองหุ้นตามความเป็นจริง เห็นอย่างที่มันเป็น ก็คือไตรลักษ์คือทุกสิ่งมีเหตุก็เกิดหมดเหตุก็ดับบังคับไม่ได้ แล้วอยู่กับหุ้นอย่างมีความสุขครับ

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/blog-post_21.html


อาชีพนักลงทุน

อาชีพนักลงทุน บทสัมภาษณ์ ด.ร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จากรายการ money talk มีประโยชน์ดีก็มาแบ่งปันกัน เขาตั้งคำถามเปิดประเด็นว่าเป็นนักลงทุนอย่างเดียวเป็นอาชีพได้หรือไม่

ด.ร.นิเวศน์ บอกว่าอาชีพนักลงทุนก็คือคนที่มีมีทรัพย์สินที่ไปลงทุนและออกดอกออกผลให้เลี้ยงตัวเองได้ ผลตอบแทนที่ปลอดภัยจากเงินทุนอย่างน้อย 5% ของเงินลงทุนต่อปีหรือคิดง่ายๆว่ามีทุนมากกว่ารายจ่ายประมาณ 200 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

คุณสมบัติ ของคนที่จะยึดอาชีพนี้ ต้องมีความทุ่มเท มีความรู้การลงทุนอย่างถูกต้อง รู้จักความเสียง เทคนิคการลดความเสียง บริษัทไหนถูกแพง หุ้นตัวไหนเก็งกำไร หุ้นตัวไหนลงทุน ฯลฯ พื้นหลังควรมีความรู้ทางธุรกิจ อ่านงบการเงินให้เป็นเพราะคือภาษาของธุรกิจ

ข้อดีก็คือมีชีวิตอิสระ ไม่มีเวลาเข้าออกงาน ไม่มีเจ้านาย ส่วนข้อเสียไม่มีฐานะในสังคมเพราะไม่มีตำแหน่ง ไม่มีสวัดิการ รถประจำตำแหน่ง

สำหรับเด็กที่พึงจบมาแล้วอยากเป็นนักลงทุนเลย ด.ร.ไม่แนะนำให้ทำงานซักพักแล้วค่อยมาทำได้ีเรียนรู้ชีวิตก่อน ถ้าเป็นนักลงทุนตั้งแต่ทีแรกเพื่อนก็ไม่ค่อยมี ประสบการณ์ก็น้อย ลองสำรวจว่าตัวเองรักที่จะทำอะไร ควรทำคู่ขนานกันไป จนทุนถึงระดับนึกก็ออกมาได้

สุดท้ายด.รให้นิยามของนักลงทุนว่าเป็นจุดสูงสุดทางธุรกิจเพราะเป็นผู้จัดสรรเงินทุนให้กับกิจการต่างๆ กิจการไหนที่ทำแล้วสร้างมูลค่าเพิ่มมากๆ

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/blog-post.html


Logistics Management คืออะไร

logistics management คำนี้เริ่มดังในปี 1985 สมัยนั้นบริษัทต่างๆยังไม่ค่อยจัดการในภาพรวมซักเท่าไร บางบริษัทก็เน้นแต่การผลิต บางบริษัทก็ขายอย่างเดียว แต่หลังจากที่ Michael Porter เขียนในหนังสือชื่อดัง Competitive Advantage ว่าการที่จะส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้นั้นทุกแผนกต้องสัมพันธ์กัน เฮียPorterก็ทำมาเป็นแบบจำลองว่ามี 9 ปัจจัยตามรูปที่ทำให้กิจการมีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง
พอโมเดลนี้ออกมาทำให้ธุรกิจต้องรีบปรับปรุงตัวเองใุนทุกด้านทั้งโครงสร้าง องค์กร ไอที จัดซื้อ มาติดอยู่คำว่า "logistics" ทุกบริษัทงงเป็นไก่ตาแตกว่า logistics คืออะไรและ Inbound Logistics กับ Outbound logistics คืออะไรวะรวมถึง logistics management

ด.ร พงษชัย อธิคมรัตนกุลได้ให้ความหมายของคำว่า logistics management ว่า

    "การจัดการโลจิสติกส์ หมายถึง การบริหารจัดการขบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การดำเนินการ และการควบคุมการทำงานขององค์กร ให้เกิดการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การรวบรวม และการกระจายสินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ หรืออาจรวมถึงการบริการ ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด โดยคำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันถือว่าเป็นขบวนการหนึ่งในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน"

จากความหมายนี้คำว่า logistics management ประกอบด้วยสองคำครับคือ  logistics และคำว่า management ก็จะขออธิบายแยกดังนี้ครับ

1.  logistics สรุปเป็นคำสี่คำก็คือ เคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย ซึ่งบริษัทไหนๆก็มีกิจกรรมเหล่านี้ ก็จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ Inbound Logistics Outbound logistics
       1.1 Inbound Logistics ก็คือกิจกรรมเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย วัตถุดิบหรือชิ้นส่วน
       1.2 Outbound logistics ก็คือกิจกรรมเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย สินค้าหรือบริการไป หาลูกค้า

2. management ในการจัดการผู้บริหารมีหน้าที่สามอย่างคือ Planning Monitoring Controlling  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (ผลเท่าเดิมแต่ใช้วัตถุดิบน้อยลง) และประสิทธิผล(เน้นผลงานเป็นสำคัญเปลืองวัตถุดิบเท่าไหร่ไม่ว่า) โดยคำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ

สรุปวัตถุประสงค์หลักจริงๆของการจัดการโลจิสติกส์ก็คือการบริหารจัดการการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้านั่นเอง หรือเขียนเป็นหลักการ Seven Rights ไว้ท่องให้ขึ้นใจว่า
ได้ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการ (Right product & Right customer)
ตามปริมาณที่ลูกค้าสั่งซื้อ (Right quantity)
ถือเอาคุณภาพที่ตกลง (Right condition)
ส่งตามที่นัดหมาย (Right place)
ได้ตามเวลาที่กำหนด (Right time)
อยู่ในปริบทที่คุ้มต้นทุน (Right cost)

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/logistics-management.html


พันธบัตรรัฐบาล คือ

พันธบัตรรัฐบาล คือ

พันธบัตร (Bond) เป็นสัญญาที่ออกโดยผู้ขอกู้ยืม โดยจะมีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตร (หรือผู้ขอกู้ยืม) จะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตร (ผู้ให้กู้) ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพันธบัตร

พันธบัตรที่ไม่ระบุดอกเบี้ย (Zero Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่ไม่มีการจ่ายผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือเป็นงวดๆ หากแต่จะจ่ายในรูปของภารรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้น จากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก ณ วันครบกำหนดไถ่ถอนพันธบัตรที่ระบุดอกเบี้ย (Coupon Bond) : คือพันธบัตรที่มีสัญญาข้อผูกมัดที่ว่า ผู้ออกพันธบัตรจะต้องจ่ายผลตอบแทน (ดอกเบี้ย) ให้กับผู้ถือพันธบัตรตามอัตราและ ระยะเวลาที่กำหนดไว้ใน
พันธบัตร และรับซื้อพันธบัตรคืนที่ราคาหน้าตั๋วที่วันครบกำหนดอายุไถ่ถอน พันธบัตรที่มีการจ่ายดอกเบี้ยในแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate bond) : คือพันธบัตรที่ลดอัตราเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยของผู้ถือพันธบัตรให้ต่ำที่สุด โดยอัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตรจะจ่ายให้กับผู้ถือนั้น จะเป็นอัตราที่สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยของตลาดขณะนั้น พันธบัตรที่สามารถเรียกคืนได้ (Collable bond) : คือ พันธบัตรที่ผู้ออกสามารถขอซื้อคืนตามราคาที่กำหนดไว้ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยกระทรวงการคลังและบริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (State Enterprise Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยรัฐวิสาหกิจและบริหารโดยสำนักบริหารหนี้สาธารณะ หุ้นกู้ (Corporate Bond) : ตราสารหนี้ทั้งระยะสั้นและยาว ซึ่งออกโดยบริษัทเอกชน โดยทั่วไปจะจ่ายดอกเบี้ย 2 งวดต่อปี และไถ่ถอนคืนเมื่อถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน ตั๋วเงินคลัง (T-Bills) : ตราสารหนี้ระยะสั้นที่ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ย ซึ่งผลตอบแทนของตราสารหนี้ชนิดนี้จะออกมาในรูปแบบ การรับซื้อคืนในราคาที่สูงขึ้นจากราคาที่ผู้ออกขายให้ผู้ถือในตอนแรก

ตลาดแรกหรือตลาดพันธบัตรออกใหม่ (Primary Market) เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตรที่ออกใหม่ โดยจะเสนอขายให้กับนักลงทุนบางประเภทตลาดรองหรือตลาดค้าพันธบัตร (Secondary Market)เป็นแหล่งกลางในการเสนอขายและซื้อพันธบัตร ที่เคยผ่านการซื้อขายในตลาดแรกมาแล้ว ตลาดรองจะช่วยให้ผู้ลงทุนมีสภาพคล่องมากขึ้น โดยจะมีสถาบันการเงินธนาคารพาณิชย์และนายหน้าค้าหลักทรัพย์เป็นคนกลางในการซื้อขายพันธบัตรระหว่างผู้ลงทุน

ผู้ถือพันธบัตรสามารถขายพันธบัตรได้ทุกเมื่อ ณ ราคาที่ซึ่งจะตกลงระหว่างตัวผู้ถือและผู้ที่จะซื้อต่อจากผู้ถือ โดยสามารถซื้อขายได้ในตลาดรอง

อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ออกพันธบัตร สัญญาว่าจะจ่ายให้กับผู้ถือพันธบัตรเป็นงวดๆตลอดจนกระทั่งถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน เช่น พันธบัตรที่มีราคาหน้าตั๋ว 1,000 บาท และกำหนดดอกเบี้ย 10% แสดงว่าผู้ถือพันธบัตรจะได้รับดอกเบี้ย 10 % ของเงินต้น 1,000 บาท นั่นคือ ทุกปีจะได้รับดอกเบี้ย 100 บาท นั่นเอง

ระยะเวลาครบกำหนดที่ผู้ออกพันธบัตรจะไถ่ถอนพันธบัตรคืนหรือจ่ายเงินต้นคืนแก่ผู้ถือพันธบัตร ซึ่งระยะเวลาไถ่ถอนนี้อากมีระยะเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป

เป็นอัตราลดที่ทำให้มูลค่าปัจจุบันของดอกเบี้ยรับรายงวดและราคาที่ตราไว้เท่ากับราคาตลาด ปัจจุบันของพันธบัตรโดยถือว่าผู้ลงทุนจะถือพันธบัตรไปจนครบกำหนดไถ่ถอนผู้ออกพันธบัตร สามารถทำตามสัญญาในพันธบัตรได้ตามกำหนด และถือว่ามีการนำดอกเบี้ยรับไปลงทุนต่อ

Credit >> http://valueinvestor.orgfree.com


Return On Invested Capital (ROIC)

Return On Invested Capital (ROIC)

ROIC เป็นผลตอบแทนต่อการลงทุนของ Investors (ทั้งผู้ถือตราสารหนี้และผู้ที่หุ้นสามัญ)

สูตร ROIC = NOPAT/Invested Capital
สาเหตุที่ใช้ NOPAT ไม่ใช้ Net Icome เพราะว่าตัวส่วนเป็น Invested Capital
ซึ่งเป็นเงินลงทุนของผู้ลงทุนทั้งสองกลุ่ม ดังนั้นกำไรที่ใช้ควรเป็นกำไรก่อนที่จะจ่ายดอกเบี้ยออกไป

NOPAT = EBIT*(1-Tax)
Invested Capital หลักๆคิดว่าหาได้ 3 วิธีนะครับ

1.เอา Equity+Debt โดย Debt ในที่นี้ไม่ใช่ Liability นะครับ
(เพราะจะไม่รวม เจ้าหนี้การค้าและค่าใช้จ่ายค้างจ่าย)
แต่จะหมายถึงเงินที่มาจากผู้ให้กู้ เช่น กู้แบงค์ ออกตราสารหนี้ ออก Note Payable
โดยหากสังเกตุ มันคือ หนี้ที่มีดอกเบี้ย ครับ

2.เอา สินทรัพย์ทั้งหมด- หนี้ระยะสั้นที่ไม่มีดอกเบี้ย
เช่น เจ้าหนี้การค้าและค่าใช้จ่ายค้างจ่ายครับ

3.เอา Equity+(สินทรัพย์ระยะสั้น-หนี้ระยะสั้นที่ไม่มีดอกเบี้ย)

Credit >> http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=rinvestment&month=28-05-2011&group=5&gblog=8


การจ่ายหุ้นปันผล (stock dividend)

การจ่ายหุ้นปันผล (stock dividend)

เป็นวิธีการจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นสามัญอีกแบบหนึ่ง ส่วนมากจะกำหนดเป็นอัตราร้อยละของมูลค่า หุ้นสามัญ เช่น จ่ายหุ้นปันผล 10 % หมายความว่าผู้ถือหุ้นเดิมแต่ละคนจะได้รับหุ้นเพิ่ม 10 หุ้นจากหุ้นเดิม ที่ถืออยู่ 100 หุ้น ดังนั้นถ้ามีหุ้นสามัญอยู่ทั้งหมด 30 ล้านหุ้น หลังการจ่ายหุ้นปันผล บริษัทจะมีหุ้นสามัญทั้งสิ้น 33 ล้านหุ้น การออกหุ้นปันผลไม่มีส่วนกระทบต่อสัดส่วนความเป็นเจ้าของกิจการแต่อย่างใด บริษัทที่จ่ายหุ้นปันผล มักจะมีจุดมุ่งหมายที่จะเก็บเงินสดไว้เพื่อการลงทุน เช่น การจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ที่ใช้ในโรงงานหรือลงทุนในสินค้าคงเหลือและลูกหนี้ เพื่อการขยายตัวของธุรกิจตามแผนที่กำหนดไว้ บริษัทที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็วมักจะใช้เงินที่ได้จากกำไรสุทธิเพื่อเป็นเงินทุน บริษัทในลักษณะนี้จะไม่จ่ายปันผลเป็นเงินสด แต่จะจ่ายเป็นหุ้นโดยออกหุ้นใหม่ซึ่งมีจำนวนเท่ากับเงินปันผลทั้งสิ้นที่จะจ่าย ผลจากการออกหุ้นใหม่เพื่อมาจ่ายปันผลก็คือ ทำให้จำนวนหุ้นสามัญที่อยู่ในมือผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น แต่ไม่ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด เป็นแต่เพียงมีการโอนเงินจากบัญชีกำไรสะสมตามราคาตลาดในเวลานั้นไปเข้าบัญชีทุนหุ้นสามัญและส่วนเกินทุน ส่วนได้เสียของผู้ถือหุ้นที่มีอยู่ยังคงเดิม ในกรณีเช่นนี้ ถึงแม้บริษัทจะไม่จ่ายเงินปันผลก็ตาม แต่ว่าเงินส่วนนี้ได้ถูกเก็บไว้เพื่อการลงทุนซึ่งก่อให้เกิดรายได้ต่อไป ผลประโยชน์ที่ได้รับก็คือ ถ้าบริษัทสามารถขยายตัวได้ตามแผน กำไรต่อหุ้นจะสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นของบริษัทในอนาคตสูงขึ้น

Credit >> http://www.investnews.biz


ปันผลคือพื้นฐานหุ้น

ปันผลคือพื้นฐานหุ้น

หลักการหรือหัวใจของ Value Investment หรือการลงทุนแบบเน้นคุณค่าก็คือ  การหามูลค่าที่ควรจะเป็นหรือมูลค่า “พื้นฐาน” ของหุ้น  จากนั้นก็ดูว่าราคาหุ้นในตลาดเป็นเท่าไร  ถ้าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานที่คำนวณได้ก็ให้ซื้อ  ถ้าราคาหุ้นสูงกว่ามูลค่าพื้นฐานก็ให้ขาย  เพราะนักลงทุนแบบ VI เชื่อว่าในที่สุดราคาหุ้นจะวิ่งเข้าหามูลค่าพื้นฐานเสมอ

คำถามสำคัญมีอยู่ 2 ข้อ  นั่นคือ  หนึ่ง  มูลค่าพื้นฐานคืออะไร?  มาจากไหน?  อะไรเป็นตัวกำหนดมูลค่าพื้นฐานของหุ้น  พูดง่าย ๆ  คำนวณมูลค่าพื้นฐานอย่างไร?   ข้อสอง เมื่อไรเล่าที่ราคาจะวิ่งเข้าหาพื้นฐาน?  เป็นไปได้ไหมที่ราคาหุ้นอาจจะไม่สะท้อนพื้นฐานเป็นระยะเวลานานมาก  เผลอ ๆ ตลอดไป  กลายเป็นหุ้นที่อาจจะ  “ถูกตลอดกาล”  และถ้าเป็นอย่างนั้น  VI จะได้อะไร?

คำตอบทั้งสองข้อนั้นเกี่ยวเนื่องกันนั่นคือ  คำตอบของข้อแรกก็จะตอบคำถามของข้อสองได้   คำถามที่ว่ามูลค่าพื้นฐานคืออะไรนั้น  ถ้าจะตอบก็คือ  เป็นมูลค่าปัจจุบันของหุ้นที่เหมาะสมเมื่อเทียบกับผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้จากบริษัทตลอดไป  และผลตอบแทนที่ว่านั้นก็คือ  “ปันผล” ในอนาคตทั้งหมดของบริษัท

ถ้าจะพูดให้เห็นภาพที่เข้าใจได้ง่ายไม่เป็นวิชาการก็คือ  “เป็นราคาหุ้นที่เรายินดีที่จะจ่ายเงินซื้อเพื่อเก็บกินปันผลไปตลอดชีวิต  โดยที่เราจะไม่ขายหรือเป็นหุ้นที่เราไม่สามารถขายได้”  ดังนั้น  เวลาที่ผมจะซื้อหุ้น  ผมจะต้องคิดว่าราคาที่ผมจ่ายนั้น  ผมยินดีหรือไม่ที่จะเก็บมันไว้ตลอดชีวิตเพื่อรับปันผล  ถ้าคำตอบคือ  “ไม่เอา”  นั่นก็แปลว่าราคานั้นสูงเกินไป  อาจจะเป็นเพราะผมไม่แน่ใจว่าปันผลจะลดลง  หรืออาจจะเป็นเพราะว่าผมกลัวว่าอนาคตบริษัทอาจจะเจ๊งหรือธุรกิจตกต่ำลงมากและจ่ายปันผลน้อยลงเรื่อย ๆ ซึ่งผมจะ  “ไม่มีทางออก”   แต่ถ้าคำตอบของผมก็คือ  “เอา”  นั่นก็แปลว่าผมมั่นใจในตัวบริษัทว่าจะยังดีต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ   ปันผลในอนาคตนั้นมีโอกาสสูงที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ  ในขณะที่ความเสี่ยงที่ธุรกิจจะตกต่ำลงมีน้อยมาก  ดังนั้น  ผมยินดีซื้อและถือหุ้นตัวนั้นตลอดชีวิต

แน่นอน  ในชีวิตจริง   เราไม่จำเป็นที่จะต้องถือหุ้นตลอดชีวิตเพื่อเก็บกินปันผล  แต่เวลาพิจารณาซื้อหุ้นโดยอิงกับ  “มูลค่าพื้นฐาน”  ของหุ้น   เราจะต้องคิดว่าเราจะต้องเก็บหุ้นไว้ตลอดชีวิตจริง ๆ   ถ้าเราคิดว่าเราสามารถขายได้ทุกนาที  หรือเราสามารถขายได้ถ้า “สถานการณ์เปลี่ยน”  หรือแม้แต่เราจะขายเมื่อ  “บริษัทโตเต็มที่แล้ว”  ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นใน 3-4 ปีข้างหน้า  แบบนี้แสดงว่าเรายังไม่ได้ซื้อหุ้นโดยอิงกับมูลค่าพื้นฐานจริง ๆ  เราอาจจะ “เก็งกำไร”  โดยอาจจะอิงกับปัจจัยพื้นฐานบางส่วนเท่านั้น

นอกจากเรื่องของปันผลในอนาคตแล้ว  ปัจจัยที่สำคัญอีกตัวหนึ่งในการคำนวณหามูลค่าพื้นฐานของหุ้นก็คือ  “อัตราคิดลด”  ซึ่งก็คืออัตราผลตอบแทนที่เราต้องการในการลงทุนซื้อหุ้นตัวนั้น  อัตราผลตอบแทนนี้จะคล้าย ๆ  กับอัตราดอกเบี้ยที่เราได้ถ้าเราเอาเงินไปฝากธนาคารหรือลงทุนซื้อพันธบัตรซึ่งเราจะได้ผลตอบแทนที่แน่นอนเช่นปีละ 1% หรือ 3-4%  ตามลำดับ   แต่การลงทุนในหุ้นนั้นเราจะได้ปันผลที่มีอัตราไม่แน่นอนขึ้นกับผลกำไรของบริษัท  ดังนั้นเราจึงต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่าโดยเฉลี่ยเช่นอาจจะได้ผลตอบแทนประมาณปีละ 10%

ปัจจัยสำคัญตัวสุดท้ายที่สำคัญมากก็คือ  อัตราการเติบโตหรือการเพิ่มขึ้นของเงินปันผลในอนาคต  นี่คือสิ่งที่จะทำให้มูลค่าหุ้นสูงหรือต่ำอย่างมีนัยสำคัญ  เพราะถ้าปันผลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  เราก็จะได้ผลตอบแทนมากขึ้นทุกปีหรือเกือบทุกปี  ยิ่งนานปันผลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น  บางทีผ่านไป 15-20 ปี  เงินปันผลแต่ละปีอาจจะเพิ่มขึ้นเท่ากับเงินค่าหุ้นที่เราจ่าย  ถ้าเป็นแบบนี้มูลค่าของหุ้นก็จะมาก  แต่ถ้าปันผลไม่โตเลย  เคยได้เท่าไร  ผ่านไป 5-10 ปีก็ยังได้ปันผลเท่าเดิม  แบบนี้หุ้นก็จะมีมูลค่าน้อย

ผมคงไม่อธิบายวิธีคำนวณหามูลค่าพื้นฐานตามวิชาการซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเกินไป  แต่จะลองให้แนวคิดในการพิจารณาลงทุนซื้อหุ้นโดยใช้หลักการของ “มูลค่าพื้นฐาน”  ดังที่ได้กล่าวมา  โดยสมมุติว่าเราพบหุ้นตัวหนึ่งที่ทำธุรกิจโมเดิร์นเทรดหรือค้าปลีกสมัยใหม่ซึ่งผมเห็นว่าเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีผลประกอบการที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ผลประกอบการไม่ยากนัก

บริษัท ก. มีกำไรปีละ 0.40 บาทต่อหุ้น  จ่ายปันผลปีละ 0.30 บาท  ราคาหุ้นเท่ากับ 10 บาทต่อหุ้น  เราคาดว่ากิจการของบริษัทนี้จะเติบโตขึ้นประมาณปีละ 10% ไปได้เรื่อย ๆ  โดยที่บริษัทไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มทุนเพราะฐานะทางการเงินดีมากไม่มีหนี้สินจากสถาบันการเงินเลย   ถามว่ามองโดยพื้นฐานเราควรซื้อหุ้นบริษัทนี้หรือไม่

ก่อนอื่นลองคำนวณดูว่าในปีแรกที่เราลงทุนนั้น  เราจ่ายเงินค่าหุ้น 10 บาทและได้ปันผล 0.30 บาทเท่ากับว่าเราได้ปันผลปีแรก 3%  ดูแล้วก็อาจจะไม่น่าจูงใจอะไร  เพราะเราลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลซึ่งไม่มีความเสี่ยงเลยเรายังได้ดอกเบี้ยประมาณ 4%   แต่เนื่องจากกำไรของบริษัทน่าจะเพิ่มขึ้นได้ปีละ 10%  ซึ่งน่าจะทำให้บริษัทสามารถจ่ายปันผลได้เพิ่มขึ้นปีละ 10% เช่นกัน  ดังนั้น  ปีที่สองปันผลน่าจะเป็น 3.3%  และปีที่สามน่าจะเป็น 3.63%  ปีที่สี่เท่ากับประมาณ 3.99 หรือ 4% ซึ่งเท่ากับพันธบัตรแล้ว  หลังจากนั้นอัตราก็จะสูงกว่าไปเรื่อย ๆ  พอถึงปีที่ 10 ปันผลก็เท่ากับ 8.56% และเมื่อถึงปีที่ 37 ซึ่งอาจจะเป็นปีที่เราเกษียณ  ปันผลที่ได้ในแต่ละปีอาจจะเป็น 10 บาทเท่ากับราคาหุ้นในวันนี้และทำให้เราเกษียณอย่างมีความสุข   เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ  ตั้งแต่ปีที่ 4 ของการถือหุ้น  เราก็ได้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในตราสารการเงินอื่น ๆ แล้ว   ดังนั้น  เราจึงคิดว่า  ราคาหุ้น ก. ที่ 10 บาท  เป็นราคาหุ้นที่เหมาะสมกับพื้นฐานในแง่ของเราและเรายินดีที่จะซื้อมัน

คำถามต่อมาก็คือ  ถ้าราคาหุ้น ก. ที่ 10 บาทซึ่งเราคิดว่าถูก  แต่ถ้าถือแล้วมันไม่ขึ้นทั้งที่กำไรและปันผลของบริษัทก็ดีขึ้นตามที่คาดแต่ราคาหุ้นกลับไม่ขึ้นซักทีเป็นเวลาหลายปี  แบบนี้เราควรจะขายทิ้งไหม?  คำตอบก็คือ  ไม่จำเป็น  จำไว้ว่าถ้าเรา “ลงทุนตามพื้นฐาน”  และมั่นใจว่าสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้ถูกต้อง  เราก็ถือมันไป  ผลตอบแทนของเรานั้น  เราต้องคิดว่ามันไม่จำเป็นที่จะต้องอาศัยนักลงทุนคนอื่นในการมาซื้อหุ้นต่อจากเราในราคาที่สูงขึ้น   แต่มันมาจากปันผลที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ของบริษัท   แต่เชื่อผมเถอะครับว่า  ในที่สุดแล้ว  คนจะต้องเห็นว่าบริษัทดีและเข้ามาซื้อหุ้นทำให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้น  ผมเองเคยถือหุ้นมา 3-4 ปีโดยที่ราคาไม่ไปไหน  แต่พอมันวิ่ง  มันก็ขึ้น  “ชดเชย”  ช่วงเวลาที่มันนิ่งในเวลาอันรวดเร็ว ประเด็นสำคัญก็คือ  VI ต้อง “รอเป็น”  ว่าที่จริง  การที่หุ้นไม่ขึ้นเลยทั้ง ๆ  ที่บริษัทดีขึ้นหรือจ่ายปันผลมากขึ้นเรื่อย ๆ  นั้น  กลับเป็นโอกาสที่เราจะซื้อหุ้นเพิ่มและทำกำไรมากขึ้น


Credit >> ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร