เครื่องหมายและสัญลักษณ์ต่างๆในตลาดหุ้นไทย

เพื่อให้นักลงทุนสามารถรับทราบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ และเพื่อเป็นการเตือนให้นักลงทุนเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะทำการขึ้นเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่าง ๆ เพื่อแจ้งให้นักลงทุนทราบ เรามาศึกษากันว่า แต่ละสัญลักษณ์ มีความหมายเช่นไร

เครื่องหมายหุ้นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ

XD (Excluding Dividend) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล
XI (Excluding Interest) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิรับดอกเบี้ย
XE (Excluding Exercise) แสดงการปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้น เพื่อให้สิทธิแก่ผู้ถือหุ้นในการนำตราสารสิทธิไปแปลงสภาพเป็นหุ้นอ้างอิง
XR (Excluding Right) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นออกใหม่
XW (Excluding Warrant) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้น
XS (Excluding Short-term Warrant) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิรับใบสำคัญแสดงสิทธิในการจองซื้อหุ้นระยะสั้น
XT (Excluding Transferable Subscription Right) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุนที่โอนสิทธิได้
XP (Excluding Principal) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิรับเงินต้นที่บริษัทประกาศจ่ายคืนในคราวนั้น
XM (Excluding Meetings) ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิเข้าประชุมผู้ถือหุ้น
XN (Excluding Capital Return) ผู้ซื้อหุ้นไม่มีสิทธิในการรับเงินคืนจากการลดทุน
XA (Excluding All) ผู้ซื้อหุ้นไม่ได้สิทธิทุกประเภท

เครื่องหมายหุ้นที่แสดงการห้าม หรือ เตือน

NP (Notice Pending) บริษัทจดทะเบียนต้องรายงาน และตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างรอข้อมูลจากบริษัท
NR (Notice Received) ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับการชี้แจงข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนที่ขึ้น
เครื่องหมาย NP แล้ว และจะขึ้นเครื่องหมาย NR เป็นเวลา 1 วัน
SP (Suspension) ห้ามซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราวโดยแต่ละครั้งมีระยะเวลาเกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขาย
H (Halt) ห้ามซื้อขายหุ้นเป็นการชั่วคราวโดยแต่ละครั้งมีระยะเวลาไม่เกินกว่าหนึ่งรอบการซื้อขาย

Credit >> http://www.setmai.com/


NVDR คืออะไร

เนื่องจากกฏหมายในประเทศไทยได้จำกัดการลงทุนของชาวต่างชาติเอาไว้ ไม่ให้ถือหุ้นของแต่ละบริษัทเกินสัดส่วนที่กำหนด เพื่อป้องกันการทุ่มซื้อกิจการจากต่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยก็ต้องการให้นักลงทุนต่างชาติ มาลงทุนให้มากเช่นกัน จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง  ”บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด” (Thai NVDR Company Limited)”

บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จะทำหน้าที่ออกตราสารเอ็นวีดีอาร์ (NVDR) ซึ่งจะอ้างอิงตรงกับหลักทรัพย์ทุกตัวที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในระดับราคาที่เท่ากัน เมื่อนักลงทุนซื้อตราสารเอ็นวีดีอาร์ตัวไหน บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด ก็จะนำเงินนั้นไปลงทุนในหลักทรัพย์ตัวนั้น

ผู้ถือตราสารเอ็นวีดีอาร์ จะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการเงิน (Financial Benefit) ได้เสมือนลงทุนในหุ้นของบริษัทจดทะเบียนทุกประการไม่ว่าจะเป็นเงินปันผล สิทธิในการจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนหรือใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ (Warrant) แต่ไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ถ้าจะสรุปให้เข้าใจง่ายกว่านี้ คือ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด เหมือนกับเป็นตัวแทนในการถือหุ้นแทนนักลงทุนต่างชาติ เพราะกฏหมายควบคุมไม่ให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นของแต่ละบริษัทมากเกินไปจนกระทั่งสามารถเข้าไปมีสิทธิในการกำหนดทิศทางบริษัทในฐานะผู้ถือหุ้นได้ ดังนั้นถ้านักลงทุนต่างชาติอยากซื้อหุ้นตัวไหนในตลาดหลักทรัพย์ ก็เลือกซื้อผ่าน (NVDR) แทน ผลประโยชน์ที่ได้รับก็เหมือนกับการซื้อขายหุ้นทั่วไป เพียงแต่จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น

ข้อควรทราบก็คือ หุ้น NVDR ไม่ได้จำกัดให้ซื้อเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น นักลงทุนไทยก็สามารถซื้อได้เช่นกัน โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหญ่บางราย ที่ไม่ต้องการให้ชื่อของตนปรากฏขึ้นมาในรายชื่อของผู้ถือหุ้นใหญ่ของแต่ละบริษัทที่ลงทุน ก็จะเลือกซื้อหุ้น NVDR แทน

*** บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด จัดตั้งเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2543 มีทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งสิ้น 10 ล้านบาท โดยตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยถือหุ้นร้อยละ 99.99 ของทุนจดทะเบียน บริษัทประกอบธุรกิจโดยการออกใบแสดงสิทธิในผลประโยชน์ที่เกิดจากหลักทรัพย์อ้างอิงไทย (Non-Voting Depository Receipt :NVDR) เพื่อขายให้แก่ผู้ลงทุน***

- หากท่านต้องการซื้อหุ้น NVDR สามารถที่จะสั่งซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ที่ท่านเป็นสมาชิกได้เลย แต่ถ้าท่านซื้อขายหุ้นด้วยตัวเองผ่านทางอินเตอร์เน็ต ก็เพียงแค่เลือกประเภทหุ้นเป็น NVDR โดยเมื่อซื้อแล้วรายชื่อหุ้นที่แสดงจะเป็นชื่อหลักทรัพย์ที่ลงทุน ตามด้วย -R

Credit >> http://www.setmai.com/


Defensive Stock คือหุ้นแบบไหน

ในสภาพเศรษฐกิจที่ไม่ค่อยดีเท่าไรนัก เรามักจะได้ยินนักวิชาการด้านการลงทุน ออกมาแนะนำผู้ลงทุน ให้เน้นไปที่หุ้นประเภท Defensive Stock  วันนี้เรามาทำความรู้จักกับหุ้นประเภทนี้กัน

คำว่า Defensive Stock แปลว่า หุ้นตั้งรับ , ความหมาย คือ หุ้นที่มีเสถียรภาพสูงภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย

ในขณะที่ธุรกิจอื่น ๆได้รับผลกระทบในทางลบจากสภาพเศรษฐกิจที่แย่ แต่หุ้นของบริษัทที่มีการดำเนินการอยู่ในรูปแบบ Defensive จะไม่ได้รับผลมากนัก เนื่องจากยังคงมีความต้องการใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทำให้กำไรของบริษัทยังคงที่เช่นเดิม

ตัวอย่างของหุ้น Defensive Stock เช่น กิจการประเภทระบบสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า ,ประปา ) , อาหาร ,ยา ,โรงพยาบาล เป็นต้น

จากที่ยกตัวอย่างข้างต้น ถ้าจะขยายความให้เห็นได้ชัด  เช่น กิจการไฟฟ้า ถึงแม้ว่าวงจรเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงตกต่ำ แต่ปริมาณการใช้ไฟฟ้าในบ้านเรือน ก็ไม่ได้ลดน้อยลงไป

หุ้น Defensive Stock ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า non-cyclical stock ความหมายคือ เป็นหุ้นที่ไม่ได้อยู่ในวงจรเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตามแม้ว่าหุ้นประเภทนี้ จะมีความมั่นคง และให้ผลตอบแทนที่ดี ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจแย่ แต่ในทางกลับกัน ในช่วงที่เศรษฐกิจดี หุ้นประเภทนี้ ก็ยังให้ผลตอบแทนที่คงที่ไม่เพิ่มขึ้น มีอัตราการผลตอบแทนที่ต่ำเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น

Credit >> http://www.setmai.com


PEG Ratio คืออะไร

Price/Earnings To Growth หรือ PEG Ratio คือ อัตราส่วนที่ใช้ในการประเมินมูลค่าหุ้น ซึ่งถูกคิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขจุดอ่อนของ P/E Ratio ที่ไม่ได้มีการนำเอาอัตราการเติบโตของผลกำไรมาร่วมคำนวนด้วย ทำให้ค่า P/E ของหุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง (Growth Stock) อาจจะดูมีค่ามากเกินไปจนไม่น่าลงทุน ทั้ง ๆ ที่ความจริงแล้วเมื่อพิจารณาถึงเปอร์เซ็นต์การเติบโต มูลค่าหุ้นยังอยู่ในระดับที่น่าลงทุนอยู่

วิธีคำนวน ค่า PEG Ratio ทำได้โดยนำค่า P/E มาหารด้วย เปอร์เซ็นต์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth)

สำหรับ เปอร์เซ็นต์การเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) นักลงทุนแต่ละท่านอาจจะเลือกใช้ตัวเลขที่แตกต่างกัน บางคนใช้อัตราเติบโตเฉลี่ยใน 5 ปีล่าสุด ,บางคนใช้อัตราการเติบโตปีล่าสุดเพียงปีเดียวมาใช้ เป็นต้น

จากการที่ตัวแปรซึ่งใช้คำนวนมีความแตกต่างกัน ทำให้ค่า PEG Ratio ของแต่ละคนไม่เท่ากัน ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจ หากดูข้อมูลการวิเคราะห์ของนักวิชาการจากหลายแห่งแล้วไม่ตรงกัน

ค่า PEG Ratio เหมือนกับ P/E คือ Ratio คือ  หุ้นตัวไหนที่มีค่าน้อย แสดงว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุน

มาตรฐานโดยส่วนมาก จะแนะนำกันว่าค่า PEG Ratio ไม่ควรเกิน 1 เท่า

ตัวอย่าง วิธีคำนวน PEG Ratio

หุ้น A มีค่า P/E = 16 , มีเปอร์เซ็นต์อัตราการเติบโตเฉลี่ยใน 5 ปี ที่ผ่านมาอยู่ที่ 20%

นำ 16 หารด้วย 20 จะ = 0.8 เท่า

Credit >> http://www.setmai.com/

กระแสเงินสด หรือ Cash flow คืออะไร

Cash flow หรือ กระแสเงินสด เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการอยู่รอดของธุรกิจ การที่บริษัทมีเงินสดอยู่ในมือมากเพียงพอ จะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริษัทนั้นสามารถชำระเงินเจ้าหนี้ จ่ายค่าจ้างพนักงาน รวมไปถึงชำระค่าใช้จ่าย และการลงทุนต่าง ๆ ได้อย่างมั่นคง ในขณะเดียวกัน บริษัทไหนที่มีปัญหาติดขัดเรื่องกระแสเงินสด แสดงว่ากำลังมีปัญหาในการบริหารการเงินภายในอยู่ ซึ่งจะส่งผลให้มีปัญหาเรื่องหนี้สิน และล้มละลายได้

จากรายละเอียดข้างต้น Cash flow จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนนำมาวิเคราะห์บริษัท ว่ามีการบริหารเหมาะแก่การเข้าไปร่วมทุนหรือไม่

กระแสเงินสด (Cash flow) คือ การได้มาและการใช้จ่ายเงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสด ,เงินสดที่เข้าสู่บริษัท จะเรียกว่า Cash flow in ส่วนเงินที่ออกจากบริษัทเรียกว่า Cash flow out
กระแสเงินสด (Cash flow) ถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภทดังนี้

1. กระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน (Operational Cash Flows) คือ เงินสดที่เข้าหรือออกจากบริษัท ซึ่งมีผลมาจากการดำเนินงานของบริษัท เช่น เงินจากการขายสินค้า ,เงินที่จ่ายค่าจ้าง ,เงินที่จ่ายค่าวัตถุดิบ เป็นต้น

2. กระแสเงินสดจากกิจกรรมลงทุน คือ (Investment Cash Flows) คือ เงินสดที่เข้าหรือออกจากบริษัท ซึ่งมีผลมาจากการลงทุน เป็นงินที่ได้จากการขายสินทรัพย์ของบริษัท

3. กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงิน (Financing Cash Flows) คือ เงินสดที่เข้าหรือออกจากบริษัท ที่มีผลมาจากกิจกรรมทางการเงิน เช่น ดอกเบี้ยที่ได้รับ หรือ ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายเพื่อชำระหนี้

** นักลงทุนบางคนพิจารณาการซื้อหุ้นของบริษัทต่าง ๆ โดยดูจากผลกำไรของบริษัทเท่านั้น ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดได้

จริงอยู่ที่กำไรของบริษัทเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แต่ต้องทราบด้วยว่า ด้วยเทคนิคทางบัญชีและการทำธุรกรรมที่ไม่ใช้เงินสด บริษัทที่เราเห็นข้อมูลว่ามีกำไรมาก อาจจะกำลังอยู่ในสภาพที่มีความเสี่ยงทางการเงินสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากกำไรดังกล่าวก่อให้เกิดเงินสดเพียงเล็กน้อย

ยกตัวอย่างเช่น บริษัทที่มียอดขายสูงมากแต่เป็นยอดขายเครดิตที่ยังไม่ได้รับเป็นเงินสดจริง ๆ เราอาจเห็นว่าบริษัทนั้นมีกำไร น่าจะมีการบริหารจัดการที่ดี แต่ความเป็นจริงหากไม่ได้เป็นเงินสดมาก็สามารถทำให้เกิดผลกระทบกับบริษัทได้ **

Credit >> http://www.setmai.com/


Growth Stock คืออะไร

หุ้นที่เติบโตสูง หรืิอ Growth Stock คือ หุ้นของบริษัทที่มีผลประกอบการเติบโตในอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดและก็มีแนวโน้มที่จะโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต

จุดที่น่าสนใจของหุ้นประเภทนี้คือ บริษัทมักจะไม่จ่ายปันผลหรือจ่ายในอัตราที่ต่ำ เนื่องจากบริษัทต้องการเก็บผลกำไรสะสมไว้เพื่อลงทุน อีกทั้งราคาของหุ้นก็มักจะสูงเกินกว่ามูลค่าพื้นฐานในปัจจุบัน เพราะนักลงทุนคาดการณ์ผลกำไรที่บริษัทจะได้รับในอนาคตล่วงหน้าไว้แล้ว

หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี มักจะเป็นหุ้นประเภทเติบโตสูง หุ้นที่เติบโตสูงนี้ บางครั้งอาจจะพบในชื่อ glamor stock

Credit >> http://www.setmai.com/


Free Float คืออะไร

Free Float คือ ปริมาณการถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย เป็นปริมาณหุ้นที่ไม่ได้ถือโดยผู้ลงทุนที่มีส่วนร่วมในการบริหารหรือถือหุ้นเพื่อเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร และ ผู้ถือหุ้นเพื่อเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ได้แก่

- กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์

-  ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมากกว่า 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มดังต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน

- ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้สัดส่วนหุ้น Free Float ของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทัพย์ จะต้องไม่น้อยกว่า 15%และมีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 150 ราย

หากบริษัทใดมีจำนวนหุ้นที่ถือโดยรายย่อย ( Free Float ) น้อยกว่า 15% เมื่อครบปีที่ 1 จะถูกประกาศชื่ออยู่ในรายการบริษัทที่มี Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์

จากนั้นหากยังแก้ปัญหาไม่ได้เมื่อครบปีที่ 2 จะถูกประกาศให้บริษัทเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนและขึ้นเครื่องหมาย NC  (Non – Compliance) พร้อมทั้งหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ (SP) จนกว่าจะได้รับคำชี้แจงถึงแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวของบริษัท

และหากในปีที่ 3 บริษัทดังกล่าวไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยได้เกินกำหนด บริษัทนั้นก็จะถูกย้ายไปอยู่ในกลุ่ม NPG (NPG หรือ Non Performing Group) และขึ้นเครื่องหมาย SP จนกว่าปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไข

แนวทางแก้ไขสำหรับบริษัทซึ่งมีสัดส่วนจำนวนหุ้น Free Float น้อยกว่า 15%

- การเสนอขายหุ้นเพิ่มให้นักลงทุนรายย่อย การแตกมูลค่าหุ้น หรือการจ่ายหุ้นปันผล

สามารถตรวจดูอัตราส่วน Free Float ของแต่ละบริษัทได้ที่ไหน

- หุ้นของบริษัทที่อยู่ใน SET สามารถตรวจสอบได้ ที่นี่

- หุ้นของบริษัทที่อยู่ใน MAI สามารถตรวจสอบได้ ที่นี่

หุ้นที่มี Free Float สูง หรือ ต่ำ จะเป็นอย่างไร

หุ้นที่มีเปอร์เซ็นต์สัดส่วน Free Float ต่ำ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะถูกควบคุมโดยนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้นได้ง่าย เมื่อเจ้าของหุ้นต้องการให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลง ทิศทางราคาก็จะเคลื่อนไหวอย่างหวือหวามากกว่าหุ้นที่มีFree Float สูง

หุ้นที่มี Free Float สูง แสดงว่าเจ้าของหุ้นปล่อยหุ้นออกสู่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ส่วนที่จะปล่อยมากเพราะอะไร ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท บางบริษัทอาจเป็นเพราะกิจการมีแนวโน้มไม่ดีผู้บริหารเลยไม่ถือไว้ หรืออาจจะเป็นเหตุผลอื่นก็ได้

หุ้นที่มี Free Float ต่ำ อาจจะมีสภาพคล่อง หรือ ปริมาณการซื้อขายต่ำ แต่เมื่อใดที่มีแรงซื้อเข้ามา ราคาก็จะพุ่งสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว

Credit >> http://www.setmai.com/