EV/EBITDA

EV/EBITDA

คือยังงี้นะครับ พยายามมองค่าตัวเลขต่างๆให้เป็นแบบพ่อค้าหรือนักธุรกิจมอง อย่ามองเป็นนักบัญชีหรือนักคณิตศาสตร์ครับ

EV/EBITDA คืออัตราส่วนทางการเงินอย่างนึง ที่เกิดจาก

EV หรือ Enterprise value แปลว่าส่วนของเจ้าของ(คล้ายๆกับ equity นั่นแหละครับ แต่เป็น equity ที่ราคาตลาดเลย) ถ้าคุณ จขกท อยากจะ take over สักบริษัทนึง ผมสมมติ AOT
ผมก็ต้องซื้อหุ้น AOT ให้ครบ 100% หรือพูดง่ายๆว่า ราคาหุ้นxจำนวนหุ้น ก็คือ market cap นั่นแหละครับ. ซึ่ง AOT market cap ประมาณ 80,000ล้าน
คราวนี้ผม take over บริษัทได้ ผมก็ได้ทุกอย่างของบริษัทแหละครับ ทั้งเงินสด ลานบิน รวมทั้งหนี้สินด้วย
ดังนั้นผมก็ต้องมาจ่ายหนี้ให้บริษัทด้วย เช่น AOT มีหนี้ 70,000 ล้าน market cap 80,000ล้าน พอผมใช้เงิน 80,000ล้านซื้อบริษัทแล้ว ผมก็ต้องจ่ายอีก 70,000 เพื่อใช้หนี้ให้บริษัทด้วย สรุปผมต้องจ่ายเงิน 150,000ล้านเพื่อซื้อ AOT

แต่เดี๋ยวก่อน AOT มีเงินในบริษัทราวๆ 20,000 ล้าน ถ้าผมได้บริษัทนี้ผมก็สามารถเอาเงินสดทั้งก้อนไปช่วยจ่ายหนี้ได้ หรือจ่ายแค่ 130,000ล้าน

สรุปง่ายๆว่า EV คือเงินที่ผมต้องจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของจริงๆ


คราวนี้มาดู EBITDA หรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมต่างๆ ประเด็นหลักของ EBITDA คือเรื่องค่าเสื่อม ซึ่งบริษัทที่มีทรัพย์สินเป็นอาคารเป็นส่วนใหญ่จะมีการตัดค่าเสื่อมเป็นจำนวนมาก ซึ่งค่าเสื่อมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ใช้จริงๆ เพราะเงินทุกบาทที่ตัดค่าเสื่อมยังอยู่ในมือเรา(ถ้าสนใจลองศึกษาเรื่องค่าเสื่อมดูนะครับ)

*** แต่ตรงนี้บางคนก็แย้งว่า ค่่าเสื่อมก็ต้องตัดสิ เพราะพอมันพังเราก็ต้องซื้อใหม่
แต่บางคนบอกว่า ตอนเราซื้อเราก็จ่ายเงินไปแล้ว แล้วมาตัดค่าเสื่อมอีกก็เหมือนหักรายจ่ายซ้ำซ้อน ***

แล้วบริษัทแบบไหนที่เราต้องสนใจค่าเสื่อม ก็เช่น CPN, BGH, AOT หรือแม้กระทั่ง DTAC กับ ADVANC ซึ่งทั้ง DTAC และ ADVANC ตัดค่าเสื่อมปีละหมื่นล้าน AOT ก็ปีละ 4,000 ล้าน ทำให้พอได้กำไรขั้นต้นออกมา ก็ต้องมาหักค่าเสื่อมก่อนถึงจะออกมาเป็นกำไรสุทธิ แต่เงินที่หักออกไปก็ไม่ได้หายไปไหน อยู่ในบริษัทนั่นแหละ
(จริงๆสำหรับเจ้าของกิจการค่าเสื่อมถือได้ว่าเป็น tax shield อย่างนึง เพราะเอาไปลดภาษีได้ครับ)
แต่บางบริษัทเราก็ไม่ได้สนใจค่าเสื่อมมากนัก เช่น CPALL เพราะถึงแม้จะมี 7-11 อยู่ถึง 6,000กว่าสาขา ปต่ตัดค่าเสื่อมจริงๆแค่สาขาละไม่กี่แสน ผมจำตัวเลขได้ไม่แม่นแต่รู้สึกทั้งปีจะตัดค่าเสื่อมราวๆ 400ล้าน(ไม่ชัวร์ตัวเลขนะครับ)
หรืออย่าง BLA ที่ขายประกันชีวิต ไม่ค่อยมีสาขาเท่าไหร่ อุปกรณ์ก็ไม่ค่อยมีอะไร อาคารแค่ไม่กี่ร้อยล้าน เทียบกับรายได้เป็นหมื่นล้านก็แกล้งๆทำไปไม่เห็นก็ได้ครับ

ดังนั้น EBITDA คือกำไรก่อนหักหลายๆอย่างเพื่อดูความสามารถในการทำกำไรแบบเน้นๆครับ(ไม่เอาภาษีมาคิดเพราะบางที่เสียน้อยเสียมาก บางที่เข้ามาใหม่ไม่เสียภาษี หรือบางบริษัทกู้มาแพงกู้มาถูก)

ดังนั้นเมื่อเอา EV/EBITDA จะดูเหมือน P/E ครับแต่ใช้ factor หลายตัวเข้ามามากขึ้นอย่างที่บอกข้างต้น

เช่น AOT เมื่อกี้ ที่ผมซื้อได้ที่ 130,000ล้าน ตัวนี้กำไรปีละแค่ 2,500ล้าน ถ้าดูแค่นี้ก็ไม่น่าซื้อแล้วครับ take over ไปอีกกี่ชาติก็ไม่รู้จะคืนทุน
แต่ถ้าดูที่ EBITDA ก็จะเห็นว่าสูงถึง 16,000 ล้าน เรียกว่าไม่ถึง 10 ปีก็คืนทุนได้(130,000/16,000 <10) แล้วนี่ยังไม่นับที่จะมีผู้โดยสารมากขึ้นอีกทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้นอีก แถมมี DCA ด้วย อืม คุ้มๆ

ดังนั้น EV/EBITDAใช้ประมาณ PE ครับ(ย้ำอีกที) แต่จะใช้ตัวไหนก็ต้องดูครับ ถ้าตัวไหนค่าเสื่อมมันมากๆ มันจะบดบังกำไรเราเหลือนิดเดียวทำให้เรามองว่ามันไม่คุ้ม แต่พอดูเงินที่บริษัทได้จริงๆอาจจะคุ้มแสนคุ้มก็ได้ครับ

หรือบางคนอาจจะบอกว่า "เอ๊ะ!!! ดอกเบี้ยกับภาษีมันต้องจ่ายนะ มันคนละเรื่องกับค่าเสื่อม" จะใช้เป็น EBDA โดยหักภาษีกับดอกเบี้ยออกก็ได้ครับ โดยส่วนตัวผมชอบใช้แบบนี้มากกว่า เพราะคิดว่ามันเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไปจริงๆ

ส่วนใครจะคิดว่าค่าเสื่อมพอมันหมดก็ต้องซื้อใหม่ หักไปก็ถูกแล้ว จะกลับไปใช้ที่ PE ก็ได้ แต่ถ้าใครมองอีกอย่างจะใช้ EBITDA, EBIT หรือ EBDA ก็ได้

Credit >> http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=greenpluss&month=04-2012&date=27&group=30&gblog=48


การหามูลค่าหุ้น

การค้นหา “มูลค่าหุ้น” จึงจำเป็นสำหรับผู้ลงทุน เพราะจะทำให้เรารู้ว่า เมื่อไรควร “ซื้อ” และเมื่อไรควร “ขาย” ถึงจะได้กำไรที่ดีที่สุด..

การลงทุนด้วยวิธีนี้ “ต่างจาก” การเก็งกำไรหุ้นอย่างสิ้นเชิง เพราะการเก็งกำไรจะเป็นการหากำไรจากการ “คาดเดา” ทิศทางของราคาเป็นหลักเท่านั้น

ดังนั้น หุ้นที่ดีจึงอาจไม่ใช่หุ้นที่ดีก็ได้ ถ้าหากราคาหุ้นสูงเกินไป

นักลงทุนเอกของโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อหุ้นที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาที่พวกเขาคิดว่าเป็นมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเพียงใด

หุ้นปตท.สผ. ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กำไรโต 5-6 เท่า เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขึ้นมา 100% คนก็จะรีบขายออก แต่ถ้าวัดมูลค่าหุ้นจะพบว่า กำไรของบริษัทจะโตเรื่อยๆ และราคาหุ้นยังไปได้อีก ควรจะถือต่อไปอีก เพราะราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าจริง แต่อย่างหุ้นเรือ ก่อนหน้านั้นค่าพีอี 2-3 เท่า คนก็จะคิดว่าราคาถูก ซึ่งจริงๆแล้ว กำไรบริษัทไม่ได้ต่อเนื่อง ทำให้มีราคาแพง จะเห็นว่า วันนี้ราคาหุ้นร่วงลงมา 40-50% และค่าพีอีสูง ”

ดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้การหามูลค่าหุื้้นวิธีต่างๆ  หุ้นจากเงินปันผล (Dividend Discount Model) การคิดมูลค่าแบบการใช้ส่วนลดของกระแสเงินสดอิสระ (DCF – Discount Cashflow Model) การวัดมูลค่าหุ้นที่กำลังเติบโต (Growth Stock Valuation) การหามูลค่าหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) รวมทั้ง การหามูลค่าของวอร์แรนท์ (Warrant)

แต่วิธีการที่ดีที่สุดในมุมมองของเขา ก็คือ โมเดลคิดมูลค่าหุ้นแบบการใช้ “ส่วนลดของกระแสเงินสดอิสระ” (DCF – Discount Cashflow Model) เพราะเป็นวิธีที่คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อมูลค่าหุ้นไว้อย่างครบถ้วน

วิธีวัดมูลค่าแบบนี้จะเป็นการตีมูลค่าบริษัทจาก “กระแสเงินสดอิสระของบริษัท”

 ค่าของบริษัทจะขึ้นอยู่กับการสร้างกระแสเงินสด โดยผู้ลงทุนจะต้องประมาณการกระแสเงินสดของบริษัท หักด้วยต้นทุน จะเท่ากับมูลค่า เมื่อนำมาเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ถ้ามูลค่าหุ้นมากกว่าราคา ก็ควรซื้อและถือไว้ โดยยึดหลักว่า ให้ซื้อคุณค่าของกิจการ ไม่ต้องสนใจราคาหุ้นในตลาด

“หุ้นของบริษัทจะมีค่า ก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถผลิตเงินสดได้ แม้ว่าจะมีกำไรมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถสร้างเงินสดได้ หุ้นบริษัทนั้นก็จะไม่มีค่าใดสำหรับนักลงทุนเลย”

แม้วิธีวัดมูลค่าแบบ DCF จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่เหมาะกับการวัดมูลค่าในธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้แยกไม่ออกระหว่างกระแสเงินสดของบริษัทกับสินค้าของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การหาดูค่า P/E , P/BV ก็มีประโยชน์ เหมือนเป็น “ตะแกรงร่อนหุ้น” ชั้นแรกได้

“หุ้นบางตัวทำให้เราตัดทิ้งไปได้เลย แต่ตัวไหนที่คิดจะซื้อจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วผมจะทำ DCF เสมอในขั้นตอนสุดท้าย เพราะต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราต้องถือหุ้นตัวนี้ตลอดไปแม้ภาวะตลาดไม่ดี เงินปันผลในอนาคตที่เราจะได้ ก็คุ้มกับเงินลงทุนของเราด้วย”

 การวัดมูลค่าหุ้นว่า อย่าละทิ้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพราะทั้งสองอย่างต้องประกอบกัน ห้ามนำผลประกอบการในอดีตมาตั้งสมมติฐานว่า ผลประกอบการในอนาคตจะแนวโน้มเดียวกันกับอดีต ต้องพยายามศึกษาด้วยว่า บริษัทกำลังมีแผนงานอะไรบ้างในอนาคต เพื่อให้รู้ว่าอนาคตจะแตกต่างจากอดีตแค่ไหน

ส่วนเคล็ดลับในการวัดมูลค่าหุ้นให้ประสบสำเร็จนั้น ต้องทำการบ้านมาก่อน เพราะนอกเหนือจากวิธีวัดมูลค่าหุ้นที่แท้จริงแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนักลงทุนในการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตของบริษัทได้ใกล้เคียงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย

“นักลงทุนต้องรวบรวมข้อมูลบริษัทก่อนที่จะนำมาประเมินมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้บริหาร ธุรกิจบริษัท ผลกำไร แผนการลงทุนในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพของบริษัทเบื้องต้นก่อน”
วัดมูลค่าหุ้น อาจเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งก็ได้  ต้องมีsafty factor ทุกครั้งป้องกันความเสี่ยงสัก 2 เท่า ยิ่งมากยิ่งดี

“อย่าซื้อหุ้นที่ราคาเท่ากับมูลค่าหุ้นพอดี เพราะนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น รวมถึงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการคลาดเคลื่อนในการวัดมูลค่าหรือเหตุการณ์ร้ายในอนาคตที่บริษัทคาดไม่ถึง นักลงทุนจึงควรลงทุนราคาในกระดานต่ำกว่ามูลค่าพอควร”

สุดท้าย ห้า..มั่นใจในตัวเอง  ถ้าพบว่ามูลค่าหุ้นที่วัดได้ต่ำกว่าราคาในกระดานอย่างมาก นักลงทุนควรมั่นใจในราคานั้น อย่ากลัวที่ทำอะไรไม่เหมือนคนส่วนใหญ่

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของนรินทร์ มีอยู่เพียง 3-4บริษัท โดยเขาจะซื้อเฉพาะหุ้นที่สามารถมองแนวโน้มการเติบโต 3-5 ปีได้ ซึ่งมีอยู่ไม่มากในตลาดแต่ไม่ใช่ปัญหา

“ผมถือคติในตลาดมีหุ้น 500 ตัว เราสนใจแค่ 10 ตัวก็รวยได้เหมือนกัน ถ้าเราทุ่มเทใช้เวลาศึกษาหุ้น 10 ตัวให้รู้ลึกซึ้งกว่าคนอื่น ผมมีหุ้นในพอร์ตแค่ 3-4 ตัวเท่านั้น และมีหุ้นที่ติดตามอยู่แต่ยังไม่ซื้อเพราะราคาแพงเกินไปอีกประมาณไม่เกิน 10 ตัว หุ้นที่มีประวัติไม่ดีผมไม่เคยมองเลย”

สุมาอี้ บอกว่า เป้าหมายผลตอบแทนของเขาจะอยู่ราว 15% ต่อปี จะไม่เน้นกำไรมาก แต่เน้นรักษากำไรให้ได้ทุกปี การไม่ซื้อของแพงช่วยทำให้ไม่เคยขาดทุนหนักๆ ผลตอบแทนในระยะยาวอาจจะดีกว่าคนที่หวังกำไรอย่าง aggressive ซึ่งที่ผ่านมากำไรเกินเป้า 15% ทุกปี แต่ถือว่าส่วนที่เกินมาเป็นเสบียง เพราะในอนาคตจะต้องมีปีที่เราทำผลงานได้ไม่ดีด้วย

ฉะนั้น กฎในการลงทุน จึงต้องซื้อหุ้นต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมด ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายก็ยังได้กำไร อย่าเทรดหุ้นทุกวัน ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด

ควรเน้นหุ้นเติบโตสูง จะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากกว่า เพราะแม้ downside จะสูงถึง 100% แต่ upside ไม่มีขีดจำกัด เพราะพอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆตัว แม้จะผันผวนมากแต่จะวิ่งไกลกว่าพอร์ตหุ้นที่เต็มไปด้วยบลูชิพในระยะยาวๆ

Credit >> www.srangsookjai.com


ข้อมูลสำหรับนักลงทุน VI

ข้อมูลสำหรับนักลงทุน  Vi นะครับ สำหรับจะหาหุ้นสักตัว หาราคาที่เหมาะสมเข้าซื้อ

P/E
P/BV
PEG
Discount cash flow
Net free cash flow
Net Asset Value
1. มีจุดดีและจุดด้อยอย่างไร
2. เหมาะที่จะประยุกต์ใช้กับบริษัทในแต่ละอุตสาหกรรมใดอย่างไร
ขอขอบคุณ ล่วงหน้าครับ

เป็นคำถามที่ดีครับ

P/E ข้อดีคือวิเคราะห์ไม่ยาก ข้อเสียคือ การใช้ P/E อาจพลาดได้เพราะบริษัทอาจจะมีรายได้หรือรายจ่ายรายการพิเศษแต่ก็แก้ไม่ยาก ด้วยการตัดออก ข้อเสียอีกอย่างคือ P/E ไม่ได้สะท้อนนโยบายทางบัญชีที่ต่างกันเช่น ค่าเสื่อมราคา รวมทั้งไม่ได้สะท้อนถึง Capital expenditure cycle เช่น หุ้นที่เพิ่งตั้งโรงงานกับหุ้นอีกตัวที่เครื่องจักรกำลังหมดอายุไม่ควรมี P/E เท่ากันครับ รวมทั้งไม่ได้สะท้อนถึงหนี้และเงินสดในมือบริษัท บริษัทที่มีเงินสดเหลือเฟือกับบริษัทที่หนี้ท่วม หากปัจจัยที่เหลือเหมือนกันหมดก็ไม่ควร P/E เท่ากันครับ

P/BV ข้อดีคือเป็นตัวบอก downside risk ของหุ้นว่ามีแค่ไหน หุ้นที่ P/BV ต่ำๆ ก็มีความปลอดภัยในการลงทุนสูงกว่าหุ้นที่ P/BV สูงมากๆ แต่ข้อเสียคือ P/BV ไม่ได้บอกถึงความสามารถในการทำกำไร หรือ ROE ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของผู้บริหารและวัฒนธรรมที่ดีหรือแย่ขององค์กร รวมทั้ง BV ไม่ได้สะท้อนถึงสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น แบรนด์เนม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสินค้า หรือลิขสิทธ์ต่างๆ ได้ รวมทั้ง P/BV เป็นการมองอดีต ไม่ได้มองถึงอนาคต ยกตัวอย่างเช่น มีชายคนนึงได้เงินมา 50 ล้าน แต่ใช้เงินฟุ่มเฟือยและไม่พยายามที่จะหาเงินเพิ่ม ใน 5 ปีข้างหน้าชายคนนี้อาจจะจนกได้ ในทางตรงกันข้าม ชายคนหนึ่งมีหนี้ที่ต้องแบกรับให้ครอบครับ 10 ล้าน แต่หากเป็นคนที่มีความรู้ มีความมานะพยายาม มีความใฝ่ดี ซื่อสัตย์ ใน 5 ปีข้างหน้าก็อาจจะเป็นเศรษฐีได้ ดังนั้น คุณจะซื้อหุ้นที่ BV สูงๆ แต่นับวันมีแต่แย่ลงหรือ P/BV สมเหตุสมผลหรือมีอนาคตล่ะครับ

PEG เป็นการวัดว่า P/E ของหุ้นตัวนั้นต่ำหรือสูงไปโดยพิจารณาประกอบกับการเติบโต ข้อดีคือใช้ง่าย ข้อเสียคือการ forecast growth ก็เป็นสิ่งที่ทำยากและโอกาสผิดสูง รวมทั้งการใช้ PEG ไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของหุ้น หุ้น 2 ตัวที่ growth เท่ากัน ตัวที่เสี่ยงมากกว่าควรมี P/E ต่ำกว่าครับ

Discount cash flow เป็นการวิเคราะห์ที่น่าจะดีที่สุด เพราะเป็นการปิดจุดด้อยของทุกๆ valuation เนื่องจากเป็นการประมาณการกระแสเงินสดในปัจจุบันและอนาคต และหักด้วยหนี้ซึ่งหมายถึงการพิจารณาอดีต ดังนั้นจะชดเชยข้อด้อยต่างๆ ของวิธี valuation ที่เอ่ยมาแล้วทั้งนั้น ได้แก่

- ใช้ free cash flow ดังนั้นนโยบายค่าเสื่อมราคาไม่มีผล และมีการนำรายจ่ายในการลงทุนมาหักออกด้วย
- มีการบวกด้วยเงินสด เงินลงทุนและหักด้วยหนี้ในตอนท้าย เป็นการสะท้อนถึงอดีตด้วย
- มูลค่ากิจการขึ้นกับกระแสเงินสดในอนาคต และมูลค่า terminate value ดังนั้นอนาคตมีความสำคัญไม่น้อยกว่าอดีต
- การทำ discount cash flow ใช้ discount rate มากน้อยตามความเสี่ยง ดังนั้นมีการนำความเสี่ยงของธุรกิจมาคิดด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมีครอบครัวหนึ่ง สมมุติหัวโบราณหน่อยนะครับ มีลูกสาวคนหนึ่งและมีชายมาสู่ขอหลายคน และพ่อแม่เป็นคนตัดสินใจเลือกลูกเขยให้ลูกสาวของตนเอง สมมุติว่าลูกเขยทุกคนมีนิสัยดีใกล้เคียงกัน พ่อแม่หลายคนอาจจะเลือกคนที่คิดว่าน่าจะดูแลลูกสาวได้ดีที่สุด คือน่าจะเงินให้มีความเป็นอยู่ที่สบาย อาจจะเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างจะวัตถุนิยมนะครับแต่คิดว่าเข้าใจง่ายสุด

หาก พ่อแม่พิจารณาเลือกลูกเขยจากสินทรัพย์ปัจจุบันเป็นหลักโดยที่ไม่ได้สนใจความ สามารถของลูกเคยที่จะมีผลต่อรายได้ในอนาคตหรือนิสัยการใช้จ่ายที่จะสะท้อน การใช้จ่ายในอนาคต แสดงว่าพ่อแม่คู่นั้นวิเคราะห์โดยใช้ P/BV เป็นหลัก

แต่ หากพ่อแม่พิจารณาโดยดูรายได้ในปัจจุบันของลูกเขยเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ พิจารณาถึงสินทรัพย์หรือหนี้สินในอนาคต หรือระยะเวลาการหารายได้ หรือความเสี่ยงของงานที่ลูกเขยทำ หรือนิสัยที่อาจจทำให้เสียรายได้ในอนาคต เช่น รายได้เดือนละ 5 แสนแต่มีหนี้ที่ต้องจ่ายถึง 15 ล้าน รายได้ของลูกเขยเดือนละ 5 แสนบาท แต่มีอาชีพเป็นนักกีฬาที่มีระยะเวลาการได้เงินเดือนสูงไม่นานนัก หรือเงินเดือนสูงมากแต่อาชีพที่ต้องมีความเสี่ยงสูง หรือรายได้สูงแต่ชอบเล่นการพนัน แสดงว่าพ่อแม่คู่นี้วิเคราะห์โดยใช้ P/E เป็นหลัก

หากพ่อแม่พิจารณาทุกองค์ประกอบรวมกัน คือสินทรัพย์หรือหนี้สินในปัจจุบัน รายได้ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ระยะเวลาการหารายได้ ความเสี่ยงของงานที่ทำ ก็แสดงว่าพ่อแม่คู่นี้วิเคราะห์โดยใช้ Discount cash flow เป็นหลักครับ

แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าการวิเคราะห์แบบ discount cash flow จะไม่มีวันพลาดนะครับ เพราะการใช้ discount cash flow คือการทำนายอนาคต ซึ่งต้องอาศัยสมมุติฐานหลายอย่างมาก ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวธุรกิจและตัวบริษัทมากในระดับ หนึ่ง และข้อมูลปลีกย่อยหลายอย่างเช่น อายุเครื่องจักร ภาระการลงทุนในอนาคต รวมทั้งควรจะมีการประเมิน corporate governance ของหุ้นด้วย ดังนั้นการมองอะไรที่ยาวๆ ก็มีโอกาสผิดสูงครับ

ดังนั้นผมจึงไม่ได้ ยึดติดการ valuation method อะไรเป็นหลักครับ อาจจะยึด dcf มากที่สุดแต่ก็จะพิจารณาถึง P/E P/BV EV/EBITDA ประกอบด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาผู้บริหารครับ หากทุก valuation ดีหมด แต่ผู้บริหารผมทราบว่า corporate governance แย่ ผมอาจจะต้องขอซื้อหุ้นตัวนี้ที่ discount มากๆ หรือไม่ซื้อเลยก็ได้ครับ เพราะอาจจะมีอะไรที่เป็นการ destroy value ของหุ้นได้ในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากผู้บริหารดีมาก ผมก็ยอมจ่าย premium ครับ ซึ่งการ value ผู้บริหารเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องอาศัยการอ่านและติดตามข้อมูล เป็นอย่างมาก

Credit >> http://www.srangsookjai.com


DCF หรือ Discounted cash flow

DCF หรือ Discounted cash flow

เป็นการหามูลค่าของสินทรัพย์ 1 ใน 3 วิธีอันได้แก่

1. Cost approach
2. Market approach
3. Income approach

โดย DCF เป็นเครื่องมือนึงของวิธีที่ 3 โดยทำการคาดการณ์รายได้ของบริษัทที่จะทำได้ใน 5-10 ปีข้างหน้า แล้วทำการหามูลค่าปัจจุบันด้วย discounted rate ที่เหมาะสม

โดยมีตัวแปรที่ใช้คำนวณหลักๆ คือ
1. มูลค่าของผลตอบแทนในแต่ละปี (CF) ซึ่งมีหลาย model เช่น Net income, Dividend, Free cashflow, etc...
2. discounted rate (i) อันนี้แล้วแต่ model ที่จะใช้ ถ้าเป็น dividend approach model ก็อาจใช้ required return ของ investor เลย แต่ถ้าเป็น net income หรือ free cash flow ต้องใช้ WACC ของกิจการ หรือใช้ Return from risk free investment ก็จะได้อีกความหมายหนึ่ง แต่ถ้าจะเอาลึกๆจริงๆ จะใช้อันไหนก็ได้ แต่ความหมายของ NPV ที่คำนวณได้ก็จะเปลี่ยนไปตาม discounted rate ที่ใช้เอง
3. ระยะเวลาที่จะทำ projection (N ปี) ให้ project ไปเท่าที่เราจะคาดการณ์ได้ก็พอ เพราะไม่งั้นจะยิ่งเดายิ่งมั่วเข้าป่าไป ซึ่ง cash flow หลังจากช่วงที่เรา project ได้ เราก็จะคิดเป็น terminal value อยู่แล้วไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เอามารวมในมูลค่ากิจการ

ซึ่งไอ้การเดา เอานี่แหละที่มันจะทำให้เกิดความผิดพลาด ดังนั้นเราจึงต้องเลือกกิจการที่มี DCA - Durable competitive advantage หรือความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะได้คาดการณ์กระแสเงินสดล่วงหน้าได้แม่นยำ

เสร็จแล้วก็หา NPV ซะ จากสูตรไปเปิดในหนังสือที่ไหนก็มี

NPV = Sum of [CFi/(1+i)^n] ; n=1-->N

โดย NPV ที่คำนวณได้ คือมูลค่าของสินทรัพย์ หรือกิจการนั้น
หากเราสามารถซื้อ Asset นี้ได้ด้วยราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมัน
ก็เรียกว่ามี Margin of safety
ซึ่งเหมือนกับแนวคิดเรื่อง Safety factor ในการออกแบบ
และการกำหนด Safety factor ก็ขึ้นกับความมั่นใจในการคำนวณของเรานั่นเอง
สำหรับคุณบัฟเฟต เค้าใช้ Safety factor ประมาณ 2 เท่านะ คือหา NPV ได้เท่าไรก็จะซื้อที่ครึ่งราคา
และเข้าใจว่าเค้าใช้ FCF แต่ละปีแทนค่าใน CFi ในสูตรข้างบน
วิธีการประเมินราคาหุ้นนั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี โดยแบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ Discounting Model กับRelative Model

1. Discounting Model วิธีการประเมินราคาหุ้นแบบนี้มีวิธีคิดโดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มูลค่าของหุ้นจะเกิดจากการคิดกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตแล้วปรับ ลดมาอยู่ในมูลค่าปัจจุบัน วิธีที่คิดจะได้เห็นกันบ่อยๆก็คือ Dividend discounted model โดยประเมินจากปันผลที่คาดที่ว่าจะได้รับในอนาคต หรือวิธี Discount cash flow โดยหลักมีคิดคล้ายๆกัน คือเอากระแสเงินสดสุทธิที่เป็นอิสระ คือไม่ต้องใช้ลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์เพื่อรักษาสภาพของธุรกิจเอาไว้ แล้วคำนวณมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

2. Relative Model วิธีนี้จะใช้การประเมินมูลโดยการเปรียบเทียบ พื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า ของ 2 สิ่งที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน ควรมีมูลค่าใกล้เคียงกัน ของที่มีคุณภาพที่สูงกว่าก็ควรมีมูลค่าสูงกว่า โดยสิ่งที่เอามาวัดเป็นคุณภาพของหุ้นนั้นก็มีใช้กันอยู่หลายอย่าง เช่น p/e, p/bv, p/fcf, p/sales ฯลฯ

จากพื้นฐานของการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 2 รูปแบบ ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันพอสมควร

พวก กลุ่ม Discount มีข้อดีคือสามารถพิสูจน์ออกมาเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ชัดเจนทำให้ดูว่ามี ความน่าเชื่อถือสูง แต่กลับมีข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องประมาณอนาคตของบริษัทออกมาเป็นตัวเลขเป็นไปเป็นระยะเวลาหลาย ปี ซึ่งการประมาณตัวเลขเหล่านี้ให้ได้ใกล้เคียงความจริงเพียงแค่ปีสองปีก็นับ ว่ายากมากแล้ว ยิ่งเราต้องประมาณออกไปนานเท่าไหร่ โอกาสที่จะคาดการณ์ผิดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และวิธีนี้ยังมีเลขอีกตัวที่ต้องใช้คืออัตราส่วนคิดลด หรือ โดยการคิดก็มีหลายแบบอีก บางคนอาจจะใช้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย หรือ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการในการลงทุน ซึ่งแต่ละคนก็คิดได้ต่างกันไป จากการที่ต้องมีการประมาณตัวเลขผลประกอบการในอนาคต และอัตราส่วนคิดลด ทำให้ราคาที่คำนวณได้จากวิธี Discount นั้นแตกต่างกันมาก คน 2 คนที่มีข้อมูลหุ้นตัวหนึ่งเท่าๆกันอาจจะประเมินราคาออกมาห่างกันเป็นเท่าตัว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฉะนั้นการใช้งานจริงก็อาจจะยากเอามากๆ และเสียเวลาคิดนานมากเช่นกันกว่าจะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือออกมา บางครั้งวิธีผมมองว่าเป็นวิธีแบบสั่งได้ อยากได้ราคาเป้าหมายเท่าไหร่บอกมา แก้ตัวเลขนิดๆหน่อยราคาเป้าหมายก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องแล้ว แต่ผลลัพธ์คือ ปวดหัวเวลาคิด แถมยังเอามาใช้งานจริงไม่ค่อยได้

วิธีการหาราคาหุ้น กลุ่ม Relative นี้มีข้อดีอย่างหนึ่งเลยคือง่าย ... ไม่ต้องใช้สูตรคณิตศาสตร์ซับซ้อนอะไรเลยครับ เพิ่งแค่ บวก ลบ คูณ หาร เป็นก็หาได้ไม่ยาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่มากเช่นกัน คือดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ พิสูจน์ไม่ค่อยได้ นอกจากนี้การประเมินก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับหุ้นบางประเภทอยู่พอสมควร
dcf ใช้สำหรับบริษัทที่สามารถทราบ free cash flow ในระยะยาวๆ ได้
สามารถใช้เป็นราคาที่ควรจะเป็นในระยะยาว
เหมาะสำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆปี
การลงทุนเป็นลักษณะ stand alone
DCF ยุ่งยากในการคาดคะเนกระแสเงินสดในอนาคต
ประมาณว่า ต้องใช้สมมติฐานมาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าได้ข้อมูลดี มูลค่าหุ้นที่คำนวณได้น่าจะแม่นยำกว่า
DCF จะใช้ได้ดีมากๆเมื่อเราสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดของบริษัทในระยะยาวได้ค่อน ข้างใกล้เคียง

ข้อเสีย
คำนวณ free cash flow & terminal value ให้ถูกต้องในระยะยาวได้ยาก
การคำนวณยุ่งยากกว่า
ไม่ได้เอาอารมณ์ของตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง
dcf หากจะใช้ค่าการเติบโตของfcfก็ต้องรู้ว่ากิจการกำลังจะทำอะไรในอนาคต หากใช้ค่าในอดีต ก็เสี่ยงน่าดู ปรกติไม่ค่อยใช้วิธีนี้เท่าไหร่ครับ เพราะมองไกลๆไม่ค่อยเห็น ไม่เหมาะกับ dcf คือ
1. แบงค์ ประกัน การเงิน ให้ใช้ cash flow to equity แทน
2. พวก conglomarate หรือ holding company เพราะถือหุ้นบริษัทเยอะไป ขี้เกียจคิดเลข

PE ใช้กำหนดราคาเป้าหมายในระยะสั้น การคำนวณเป็นลักษณะเปรียบเทียบ
คำนวณง่าย และ เข้าใจความหมายได้ง่าย
เอาอารมณ์ของตลาดเข้ามาคิดด้วย
ปัญหาคือ ระวังอย่าไปติดกับ E ปัจจุบัน หรือ E ที่ผ่านมา
กับอีกตัวคือ บางอุตสาหกรรมหรือ บริษัท ถึงแม้จะทำ E ได้ดี
แต่ Cash ที่ได้กับต้องไปลงทุนเพิ่มในทรัพย์สิน เช่น เครื่องจักร
ซึ่งมีโอกาสล้าสมัย เสื่อมค่ามาก ทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่ในงบดุลนั้น
อาจแฝงเอาความด้อยค่าไว้อยู่มากก็ได้
ต้องพิจารณาอุตสาหกรรมและหุ้นแต่ละตัวไป
p/e ก็ต้องดูคุณภาพของeที่กลายเป็นเงินสดจริง การใช้ค่าตัวคูณก็ต้องประเมินจากความสามารถในการทำกำไรในอนาคต แสดงว่าต้องเข้าใจในธุรกิจก่อนทั้งนั้น

ข้อเสีย
กำหนด pe ที่เหมาะสมได้ยาก (มีหลายแบบให้เลือก เช่นใช้อุตสาหกรรมเดียวกันมาเฉลี่ย หรือ กำหนดเอาตามคุณภาพบริษัท)
ไม่ได้ดูระยะยาว ดูแค่ปีต่อปี
สามารถ mid lead the price ได้ถ้าใช้ pe ของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ตัวอย่างการนำไปใช้

การหา FCF เพื่อดูว่าแต่ละปี บริษัทมีเงินสดสุทธิที่แท้จริงที่บริษัทสามารถนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ กับผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะการจ่ายปันผล หรือ การลงทุนในอนาคต ได้ปีละเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของกำไรด้วย เพราะบางบริษัท มีกำไรสูง แต่ FCF ต่ำเพราะว่าต้องใช้การลงทุนมากเพื่อเพิ่ม growth แต่บางบริษัทสามารถเพิ่ม growth ได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก ยกตัวอย่าง 2 บริษัท

บริษัทแรก มีกำไรปีละ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 400 ล้าน แต่ต้องลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และต้องลงทุนเพิ่มอีก 1500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500+400-200-1500 = -800 ล้านบาท

บริษัท 2 มีกำไรปีละ 500 ล้าน ค่าเสื่อม 50 ล้าน ต้องลงทุน 50 ล้านเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และลงทุน 100 ล้านเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500 + 50 -50 – 100 = 400 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัท 1 และ 2 มีกำไรสุทธิเท่ากัน แต่มี FCF ต่างกันมาก เพราะแม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะมีการลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย 15% ในปีหน้าเหมือนกันแต่จำนวนเงินลงทุนต่างกันมากเมื่อเทียบกับกำไรที่เท่ากัน ดังนั้นหากหุ้นทั้ง 2 ตัวมี p/e เท่ากัน เราควรซื้อหุ้นตัวที่ 2 อย่างแน่นอนครับ และโดยทั่วไปหุ้นตัวที่ 2มักจะมี p/e สูงกว่าตัวที่ 1 พอสมควร แต่นักลงทุนมักจะรู้สึกว่าหุ้นตัวที่ 2 เป็นหุ้นแพง และตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่ถูก และอาจจะติดกับดับ value trap ได้ครับเพราะหุ้นตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่มีคุณภาพกำไรต่ำครับ ลองสังเกตได้ว่า หุ้นอิเลคทรอนิกส์ หรือยานยนต์ บางตัวมีลักษณะคล้ายๆ หุ้นตัวแรกครับ

Credit >> http://www.srangsookjai.com

การวิเคราะห์เศรษฐกิจ

การวิเคราะห์เศรษฐกิจ

                 การวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Economic analysis) เป็นขั้นตอนแรกของการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งจะต้องทำก่อนเพื่อให้ทราบถึงสภาวะเศรษฐกิจโดยรวมและจะมีแนว โน้มเป็นอย่างไรในอนาคต

                1.1.ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เนื่องจากระยะนี้เศรษฐกิจโดยรวมอยู่ในภาวะถดถอยจะเกิดภาวะเงินฝืดและตึงตัว (Deflation and tight money) ให้กำไรของธุรกิจต่างๆมีแนวโน้มลดลง การลงทุนในหุ้นให้ผลตอยแทนไม่ดีเท่ากับลงทุนในพันธบัตร ผู้ถือพันธบัตรได้ดอกเบี้ยในอัตราที่กำหนดไว้ในพันธยบัตร ประกอบกับอัตราดอกเบี้ยลดลงทำให้ราคาพันธบัตรสูงขึ้น

                1.2.ภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัว (Recovery) ระยะเศรษฐกิจช่วงนี้เริ่มฟื้นตัวภาวะเงินคลายตัว และดอกเบี้ยมีอัตราลดลงไปแล้วจากภาวะถอถอย ทำให้ต้นทุนด้านการเงินต่ำลง ส่งผลให้ธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้นการลงทุนในช่วงระยะเวลานี้นักลงทุนจะโยกย้ายเงินจากตลาดพันธบัตรไปสู่ตลาดหุ้น

                1.3 ภาวะเศรษฐกิจรุ่งเรือง (Prosperity) ช่วงนี้เศรษฐกิจมีอัตราการขยายตัวที่สูงมาก ทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นในช่วงนี้ธนาคารกลางประเทศต่างเริ่มแทรกแทรงตลาดทำให้ดอกเบี้ยสูงขึ้นซึ่งไม่เป็นผลดีต่อตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร สินทรัพย์ที่ได้รับการตอบแทนสูงจะเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ รวมไปถึงทองคำด้วย เพราะสิ้นค้าเหล่านี้ปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อนักลงทุนจึงโยกออกจากตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรนำเงินไปลงทุนในสินค้าโภคพันธ์

                1.4.ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อ (Stagflation) ในช่วงเศรษฐกิจโดยรวมมีอัตรา ขยายตัวสูง ธุรกิจต่างๆ ธุรกิจต่างๆจะเริ่มกู้เงินลงทุนสูงขึ้นแต่เมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวขึ้น ต้นทุนทางการเงินของธุรกิจจะปรับตัวขึ้น ในช่วงนี้ผลกำไรบริษัทต่างลดลง ในช่วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้นนักลงทุนจะนำเงินมาฝากธนาคาร


P/E P/BV และ ROE

ถ้าใครได้ลงทุนในแนว VI มานานระดับหนึ่ง หรือได้อ่านหนังสือที่เกี่ยวกับแนวทางการลงทุนแบบเน้นคุณค่าทั้งของไทยและของฝรั่ง น่าจะคุ้นเคยกับอัตราส่วน 3 ตัวที่เขียนไว้ที่ชื่อเรื่องในวันนี้…

ยังไงสำหรับคนที่อาจจะยังเป็นมือใหม่ ผมจะขอทบทวนความหมายของอัตราส่วนทั้ง 3 ตัวอีกรอบนะครับ

P/E – ย่อมาจาก Price/Earning per Share ถ้าสมมติว่ากำไรของบริษัทไม่เติบโตเลย P/E จะหมายถึงระยะเวลาคืนทุน เช่น P/E 5 เท่าหมายถึงระยะเวลาลงทุน 5 ปี … P/E นี่ยิ่งต่ำยิ่งดีครับ

P/BV – ย่อมาจาก Price/Book Value ซึ่ง Book Value นี่จริงๆก็คิดมาจากส่วนของผู้ถือหุ้น (Equity) หารด้วยจำนวนหุ้น … ยิ่งเราซื้อหุ้นได้ต่ำกว่า BV มากเท่าไหร่ (P/BV ต่ำ) ก็หมายความว่าเราสามารถซื้อหุ้นได้ในราคาต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชีของบริษัท ซึ่งตามตำราทั่วๆไปก็จะบอกว่า P/BV ยิ่งต่ำยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้เป็นฐานก็คือเลข 1 เท่า

ROE – ย่อมาจาก Return on Equity หรือกำไรสุทธิหารด้วยส่วนของผู้ถือหุ้น เป็นอัตราส่วนที่ Buffett นั้นให้ความสำคัญค่อนข้างมาก ความหมายของ ROE นั้นเป็นตัวที่บ่งบอกว่า เงินที่บริษัทเก็บเอาไว้ทุกบาทนั้น บริษัทสามารถนำไปทำให้งอกเงยได้ในอัตราผลตอบแทนเท่าไหร่ … เพราะฉะนั้น ROE ยิ่งสูงก็ยิ่งดี ตัวเลขมาตราฐานที่มักจะใช้กันคือความสูงกว่า 12 – 15% อย่างต่อเนื่องหลายๆปี

ที่กล่าวไปข้างต้นก็เป็นสิ่งที่หนังสือทั่วๆไปให้ความหมายไว้ แต่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงความสัมพันธ์ของ Ratio ทั้ง 3 ตัวนี้ซักเท่าไหร่ .. ผมจะลองผูกสูตรให้ดูกันนะครับ

P/E = Price/EPS = Price/(Net Profit/Number of Share)
P/BV = P/BV = Price/(Equity/Number of Share)
ROE = Return/Equity = (Net Profit/Equity)

ลองเอาผูกกันดูนะครับ จะได้ P/BV = P/E x ROE

จากที่หนังสือทั่วไปบอกว่าหุ้นที่ดีจะต้องมี P/E ต่ำ P/BV ต่ำ ROE สูง ลองมาใส่ในสูตรจะเห็นว่ามันมีความขัดแย้งกันอยู่พอสมควร

1. สมมติว่าให้หุ้นตัวหนึ่งมี P/E คงที่ที่ 10 เท่า ถ้า ROE เท่ากับ 5% หรือ 0.05 จะได้ P/BV 0.5 ก็จะเห็นว่า P/E หุ้นตัวนี้อยู่ในระดับกลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำไป P/BV ก็ต่ำเพียง 0.5 ก็ถือว่าถูกมาก แต่ ROE ที่ 5% นั้นจริงๆแล้วถือว่าต่ำมาก

2. สมมติให้หุ้นอีกตัวหนึ่งมี P/E เท่ากับ 10 เหมือนกัน ROE 20% P/BV จะเท่ากับ 2 ซึ่งจะเห็นว่าถ้ามองจาก P/BV นั้นอาจจะมองว่าหุ้นราคาไม่ถูกแล้ว เพราะแพงกว่ามูลค่าทางบัญชีถึง 1 เท่า แต่ถ้ามองในแง่ของ ROE ที่สูงถึง 20% ก็จะเห็นว่าหุ้นตัวนี้มีคุณภาพดีมากๆตัวหนึ่ง

แล้วปัญหาก็คือเราจะเลือกซื้อหุ้นตัวไหนดี เบอร์ 1 หรือ เบอร์ 2 เพราะจากสูตรข้างต้นจะเห็นว่า P/BV ต่ำกับ ROE สูงนั้นมักจะไม่มาด้วยกัน … เราจะต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

ในมุมมองของผม ส่วนใหญ่การลงทุนที่ผ่านมาที่ทำให้ผมประสบความสำเร็จอยู่ซ้ำๆคือ หุ้นประเภท 2 ที่มี ROE สูงแม้จะมี P/BV สูง … เพราะฉะนั้นเวลาลงทุนจริงๆ ผมแทบจะไม่ได้มอง P/BV เลยครับ ส่วนใหญ่ก็จะมอง P/E ROE และอนาคตของบริษัทซะมากกว่า ซึ่งตอนนี้มาดูหุ้นใน Port ของผม ก็เป็นหุ้นที่มี P/BV อยู่ในระดับ 3 – 4 เท่าทั้งนั้น (มีเพียงตัวเดียวที่ P/BV ประมาณ 1 เท่าหน่อยๆ) และ ROE ประมาณ 30-40%

สาเหตุที่ผมเลือกหุ้นที่มี ROE สูงมากกว่าหุ้นที่มี P/BV ต่ำ เพราะการลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้น ก็แบ่งออกเป็น 2 แนวหลักๆคือ แนวเกรแฮมที่เน้นหุ้นที่ราคาถูกเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะเน้นการซื้อหุ้นที่ P/BV ต่ำ P/E ต่ำ และแนวที่ 2 คือ แนว Buffett ที่เน้นหุ้นที่มีคุณภาพสูงราคาเหมาะสม คือซื้อที่มี ROE สูงอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มจะดีต่อไป ในขณะที่ P/E ก็ไม่แพงมากเกินไป การลงทุนทั้ง 2 แนวนั้นถ้าจริงๆแล้วผมว่าใช้ได้ดีทั้งคู่ แต่จากผลงานของทั้งบัฟเฟตเทียบกับเกรแฮมก็จะเห็นว่าแม้เกรแฮมจะทำผลงานได้ดีแต่ Buffett นั้นทำผลงานได้ดีกว่ามาก …

แล้วเมื่อไหร่เราถึงจะควรซื้อหุ้นที่มี ROE ต่ำและมี P/BV ต่ำ?

1. เมื่อนักลงทุนเป็นนักลงทุนที่อาจจะไม่มีความรู้หรือไม่มีเวลาติดตามข่าวสารการลงทุนอย่างต่อเนื่อง การลงทุนในหุ้นที่มี P/E และ P/BV ต่ำหลายๆตัว (ผมว่าอย่างต่ำต้อง 10 ตัว) เนื่องจากเป็นการลงทุนที่มีการพิสูจน์มาระดับหนึ่งแล้วว่าให้ผลตอบแทนที่ชนะตลาดได้ แต่สำหรับคนที่มีความรู้ในด้านการลงทุนด้านธุรกิจ และต้องการผลตอบแทนที่สูงกว่า ผมว่าการซื้อหุ้น P/BV ต่ำคงไม่ใช่คำตอบที่ดีเท่าไหร่

2. เมื่อเราเจอหุ้นที่มีพื้นฐานเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สมมติมีหุ้นตัวหนึ่ง ในอดีตอาจจะมีผลกำไรที่ไม่ค่อยดีทำให้มีค่า ROE ต่ำอยู่นาน แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพียงพอว่าบริษัทมีพื้นฐานที่เปลี่ยนไป เช่น มีการลงทุนในโครงการบางอย่างที่ได้ผลดีมากและสามารถสร้างกำไรในอนาคตได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่ง ROE ในอนาคตจะเพิ่มสูงขึ้น ถ้าเรามีโอกาสได้เจอหุ้นแบบนี้ โอกาสที่จะกำไรหลายๆเท่าต้วนั้นมีสูงมาก หุ้นพวกนี้เห็นได้บ่อยๆในกลุ่มธุรกิจวัฏจักร ที่อยู่ในช่วงต่ำสุดของ Cycle และกำลังมีแนวโน้มที่ดี ในอดีตก็จะเห็นหุ้นเรือเมื่อหลายๆปีก่อนมี ROE ต่ำมากๆ P/BV ก็ต่ำมากๆเช่นกัน จนค่าระวางเพิ่มขึ้น ROE ก็เพิ่มขึ้นสูงถึงระดับ 100% ใครได้ซื้อหุ้นพวกนี้ไว้ลงทุนระยะยาวจนปัจจุบันน่าจะทำกำไรได้หลาย 10 เท่าภายในระยะเวลาไม่นานมากนัก

จริงๆแล้วค่า ROE นี่ยังมีความหมายลึกๆที่สามารถเขียนได้อีกเยอะเลย .. ยังไงผมจะเก็บเอาไว้ต่อในคราวหน้าละกันนะครับ ..

####

ROE (ต่อ)

เมื่อบริษัทใดๆก็ตาม ทำธุรกิจมีกำไร บริษัทมีทางเลือกหลักอยู่ 4 ทางในการจัดสรรเงินดังกล่าว ได้แก่

1. เก็บเงินไว้ลงทุนต่อ – ถ้าบริษัทมีแผนในการลงทุน และคิดว่าการเก็บกำไรเอาไว้ลงทุนต่อ จะทำให้บริษัทมีกำไรในอนาคตที่ดีขึ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี

2. เก็บเงินไว้จ่ายคืนหนี้ – ถ้าบริษัทมีหนี้สินมากเกินไป หรือภาระดอกเบี้ยสูงซึ่งทำให้บริษัทความเสี่ยงมาก บริษัทก็ควรเก็บเงินบางส่วนไว้จ่ายคืนหนี้สินเพื่อลดภาระดอกเบี้ยและลดความเสี่ยง

3. จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล – ถ้าบริษัทไม่มีแผนในการใช้เงินลงทุน การจ่ายเงินสดคืนออกมาให้กับผู้ถือหุ้นก็เป็นทางเลือกที่ดี เพราะการที่บริษัทเก็บเงินสดไว้กับบริษัทมากๆ โดยเอาเงินไปฝากธนาคารจะให้ผลตอบแทนที่ต่ำ สู้จ่ายออกมาเป็นเงินปันผล แล้วให้ผู้ถือหุ้นเอาเงินไปลงทุนต่อเองจะดีกว่า

4. ซื้อหุ้นคืน – กรณีที่บริษัทมีเงินสดเหลือและไม่มีแผนในการลงทุน พร้อมกับการที่ราคาหุ้นของบริษัทนั้นมีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง บริษัทนั้นอาจจะนำกำไรที่เหลือมาซื้อหุ้นของบริษัทคืน เพื่อทำให้จำนวนหุ้นน้อยลง กำไรต่อหุ้นก็จะดีขึ้น รวมถึงปันผลในอนาคตก็จะสูงขึ้นเพราะตัวหารน้อยลง

ทางเลือกทั้ง 4 วิธีนั้นสามารถแสดงถึงวิธีการบริหารจัดการกับเงินของบริษัทได้เป็นอย่างดี และทางเลือกทั้ง 4 นั้นก็มีผลกระทบกับค่า ROE โดยแสดงเป็นตัวอย่างได้ดังนี้

บริษัท A – อยู่ในธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง บริษัทเห็นว่าการเก็บผลกำไรไว้ลงทุนต่อจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า บริษัทจึงไม่จ่ายเงินปันผลออกมาและเก็บเงินไปลงทุนทั้งหมด ถ้าเราดูจาก ROE จะเห็นว่าค่า E จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเพราะบริษัทกำไรจะไปทำให้ E เพิ่มขึ้น (เพราะบริษัทไม่ได้จ่ายเป็นเงินปันผลออกมา) แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทลงทุนเพิ่มขึ้นรายได้ก็เพิ่มขึ้น กำไร (Return) ก็เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้น ROE ของบริษัท A จะยังคงสูงต่อไป ตราบใดก็ตามที่บริษัท A สามารถนำไปลงทุนได้อย่างเหมาะสม (สูงกว่าค่า ROE เดิมของบริษัท) หุ้น A จะถือว่าเป็นหุ้น Growth Stock ที่น่าลงทุนตัวหนึ่ง

บริษัท B – อยู่ในธุรกิจที่ผ่านช่วงลงทุนครั้งใหญ่มาไม่นาน ในอดีตบริษัทต้องลงทุนขยายกำลังการผลิตครั้งใหญ่เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการสินค้าของบริษัทจนทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาบริษัทต้องกู้หนี้ยืมสิ้นเป็นจำนวนมากทำให้อัตราส่วน D/E ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นถึง 2.5 เท่า บริษัทเห็นว่าการมีหนี้สินมากจะทำให้ความเสียงของบริษัทนั้นสูงเกินไป บริษัทจึงเก็บผลกำไรไว้คืนหนี้สิ้นเพื่อลด D/E ลงให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ จะเห็นว่าทางเลือกนี้ทำให้ค่า E เพิ่มขึ้น (เพราะกำไรแล้วไม่จ่ายออกมาเป็นปันผล) แต่อย่างไรก็ ทั่วไปเมื่อบริษัทมีการลงทุนครั้งใหญ่แนวโน้มรายได้ของบริษัทมักจะอยู่ในช่วงขาขึ้น (ถ้าบริษัทคาดการณ์ถูก) ทำให้กำไรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นค่า ROE ก็จะคงอยู่ในระดับสูง การคืนหนี้ก็จะทำให้บริษัทนั้นมีผลตอบแทนที่ดีในระดับความเสี่ยงที่ลดลงได้ บริษัท B นั้นจะเห็นตัวอย่างได้ชัดเจนจากหุ้น cycle ในช่วงต้อนๆของวงจรขาขึ้นบริษัทจะลงทุนเป็นจำนวนมาก แล้วค่อยมาคืนหนี้ทีหลัง ถ้าทุกอย่างเป็นไปตามที่คาดหุ้น B ก็น่าลงทุนไม่น้อยเหมือนกัน

บริษัท C – อยู่ในธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว แทบไม่มีการเติบโต รายได้และกำไรคงที่มาหลายปี แต่ในขณะเดียวกันเมื่อบริษัทไม่เห็นการเติบโตบริษัทจึงไม่จำเป็นต้องลงทุนเพิ่มเติมทำให้สามารถจ่ายปันผลได้ 100% ถึงแม้ว่ากำไรจะไม่เพิ่ม (R คงที่) แต่ค่า E ก็ไม่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน (ได้กำไรมาเท่าไหร่ก็จ่ายปันผลหมด จึงไม่มีสะสมเป็นกำไร) ค่า ROE ก็จะคงที่ต่อไป ถ้า ROE ของบริษัทอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องเช่น 15% ติดต่อกันนานๆ หุ้น C จะจัดได้ว่าเป็นหุ้นปันผลที่น่าลงทุนอีกตัวหนึ่ง

บริษัท D – เหมือนกับบริษัท C ทุกประการ แต่เนื่องจากผู้บริหารเห็นว่าหุ้น D ในกระดานนั้นมีราคาถูกมาก แทนที่บริษัทจะจ่ายออกมาเป็นเงินปันผล บริษัทจึงซื้อหุ้นคืนจากตลาดแทน การซื้อหุ้นคืนนั้นทำให้ส่วนทุนนั้นลดลง (ค่า E ลดลง) ถ้าบริษัทซื้อหุ้นคืนทุกปีโดยใช้เงินเท่ากับกำไรที่ทำได้ในแต่ละปีค่า E จะคงที่ไปเรื่อยๆ ถึงแม้ค่า R จะไม่เพิ่มขึ้น แต่ ROE ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับเดิมได้ต่อไป

ถ้าหุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นมีค่า ROE ที่สูงอยู่แล้ว และบริษัทสามารถใช้ทางเลือกทั้ง 4 ในการบริษัทเงินเพื่อทำให้ค่า ROE ไม่ลดต่ำลงจากเดิมได้ หุ้นทั้ง 4 ตัวนั้นจะจัดได้ว่าเป็นหุ้นที่น่าลงทุนได้ทั้งหมด

วันนี้ดูเรื่องจะค่อนข้างซับซ้อนหน่อยนะครับ ผมพยายามหาทางอธิบายให้ง่ายแล้วก็ยังทำได้เต็มที่แค่นี้ ถ้าให้พูดให้ฟังอาจจะเข้าใจง่ายกว่า พิมพ์เองมันช้า เอาว่าถ้าใครสงสัยส่วนไหนลองถามๆกันมาดูนะครับ

####

ROE กับ D/E

มีแถมให้อีกหน่อย เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของ ROE กับ D/E ซึ่งคงหาอ่านจากหนังสือทั่วไปไม่ได้นะครับ เพราะผมคิดของผมเอง …

ปกติผมจะชอบลงทุนในหุ้นที่มีค่า ROE อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะอย่างที่กล่าวไปว่าค่า ROE ที่สูงสม่ำเสมอนั้นแสดงให้เห็นว่าบริษัทใช้เงินได้อย่างเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามอาจจะมีบางบริษัทที่สามารถทำให้ค่า ROE นั้นสูงได้โดยการกู้เงินมาลงทุนเยอะๆ การกู้เงินเยอะขึ้นจะทำให้ค่า D/E (dept/equity) สูงซึ่งค่า D/E นี้แสดงถึงความเสี่ยงทางการเงินของบริษัท เมื่อเข้ามาลงทุนหลายๆคนคงจะได้ยินที่เค้าบอกกันว่า “High Risk High Return” กันใช่ไหมครับ ในการวิเคราะห์บริษัทเองผมก็ให้ความสำคัญกับประโยคนี้เช่นกัน คือถ้าบริษัทมีค่า D/E ที่สูง บริษัทก็ควรจะมีค่า ROE ที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย แต่ถ้าผมไปเจอบริษัทไหนที่มีแนวโน้มค่า D/E สูงขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ROE นั้นไม่เพิ่มขึ้น (อาจจะคงที่หรือลดลง) ผมจะถือว่าเป็นหุ้นที่ควรระวัง เพราะค่า D/E ที่สูงแสดงว่า High Risk ถ้า ROE ไม่เพิ่มขึ้น แสดงว่า Low Return หุ้นแบบนี้หลีกเลี่ยงไว้ดีกว่า แต่ในทางกลับกันถ้าเจอหุ้นที่ D/E ลดลงแต่ ROE เพิ่มขึ้น แบบนี้ต้องรีบตระครุบเอาไว้เพราะเราจะได้หุ้น Low Risk High Return มาประดับ Port

ปล. ค่า ROE ในแต่ละปีอาจจะผันผวนได้พอสมควร เพราะฉะนั้นเราไม่ควรให้ค่า ROE รายปีมาหลอกเราได้ ควรจะตรวจสอบย้อนหลังไปหลายๆปี เพื่อให้เห็นแนวโน้มของมัน จะได้นำมาใช้ได้ถูกต้อง

Credit >> http://www.sarut-homesite.net



การตีความงบการเงิน

บทนำ ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับงบการเงิน

งบการเงินสำคัญมี 3 ชนิด คือ

1) งบกำไรขาดทุน บอกเราว่า บริษัททำกำไรเท่าใดในช่วงเวลาหนึ่งๆ

2) งบดุล บอกเราว่า บริษัทสินทรัพย์รวม หนี้สินเท่าใด และมูลค่าที่แท้จริงของบริษัทในวันนั้นๆเป็นเท่าใด

3) งบกระแสเงินสด ให้ข้อมูลการไหลเข้า-ออกของเงินสดของธุรกิจ

บทที่ 1 งบกำไรขาดทุน

ในการค้นหาบริษัทชั้นยอด วอร์เรนพบว่า รายการแต่ละรายการที่ประกอบกันเป็นงบกำไรขาดทุนของบริษัท สามารถบอกเขาได้ว่าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาวที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่งคั่งอันมหาศาลอย่างที่ต้องการหรือไม่ ส่วนต่างของกำไรเป็นอย่างไร ค่าใช้จ่ายการค้นคว้าและพัฒนาสูงหรือไม่เพื่อที่จะคงความได้เปรียบ

ปัจจัยเหล่านี้ประกอบกันเป็นข้อมูลที่เขาเก็บเกี่ยวจากงบกำไรขาดทุน ..สำหรับวอร์เรนแหล่งที่มาของรายได้สำคัญกว่าตัวรายได้เสมอ

1.1 รายได้ ; ความจริงที่ว่าบริษัทมีรายได้มาก ไม่ได้หมายความว่ารายได้ที่เข้ามาเป็นกำไร แต่ต้องนำต้นทุนและค่าใช้จ่ายต่างๆของธุรกิจมาหักจากยอดรวมรายได้ เท่ากับ ‘รายได้สุทธิ’

1.2 ต้นทุนสินค้าขาย ; ต้นทุนสินค้าขาย หรือต้นทุนรายได้ คือ ต้นทุนของสินค้าที่บริษัทซื้อมาเพื่อขาย หรือต้นทุนของวัสดุและแรงงานที่ใช้ในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ขายก็ได้ ต้นทุนสินค้าขาย ยิ่งต่ำยิ่งดี

1.3 กำไรขั้นต้น/ส่วนต่างกำไรขั้นต้น ;

กำไรขั้นต้น คือเงินที่บริษัททำได้จากรายได้ขั้นต้นหลังจากหักต้นทุนของวัตถุดิบและแรงงานที่ใช้ในการทำสินค้าแล้ว แต่ยังไม่รวมค่าใช้จ่าย เช่น ค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ค่าเสื่อมราคา และต้นทุนของดอกเบี้ยในการดำเนินธุรกิจ

สิ่งที่วอร์เรนค้นพบคือ บริษัทที่มีเศรษฐกิจยอดเยี่ยมที่ได้เปรียบในระยะยาวมักจะมีส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูง (Gross Profit Margin) สม่ำเสมอกว่าบริษัทอื่น โดยสิ่งที่สร้างส่วนต่างกำไรขั้นต้นสูงให้กับบริษัทคือ ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน ซึ่งทำให้บริษัทมีอิสระในการกำหนดราคาผลิตภัณฑ์และบริการที่จำหน่ายสูงกว่าต้นทุนสินค้าขายได้มาก

**ทั้งนี้ ส่วนต่างกำไรขั้นต้นไม่ได้เป็นหลักประกันว่าบริษัทจะรอดพ้นจากความล้มเหลว แต่ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ตัวแรกๆว่า บริษัทมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนและมีความสม่ำเสมอ ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย คุณปู่ท่านนี้จึงตรวจสอบตัวเลขส่วนต่างกำไรขั้นต้นของบริษัทในช่วง 10 ปีล่าสุด เพื่อความมั่นใจว่าบริษัทมีความสม่ำเสมอ

1.4 ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการ ;

- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและบริหาร (SG&A) : ค่าใช้จ่ายเหล่านี้รวมถึง เงินเดือนของผู้บริหาร ค่าโฆษณา ค่าเดินทาง ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับกฎหมาย ค่าคอมมิสชั่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมดและอื่นๆ

ในการค้นหาบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน บริษัทที่มี SG&A ยิ่งต่ำจะยิ่งดี และหากสามารถคงความต่ำอย่างสม่ำเสมอก็จะยิ่งดีขึ้นอีก

แต่ถ้าหากเราเจอบริษัทที่มีค่า SGA ใก้เคียง หรือมากกว่า 100% ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หมายความว่าเรากำลังเล่นอยู่กับบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงมาก ทำให้ไม่มีบริษัทใดสามารถมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้

ฐานะทางการเงินของบริษัทที่มีค่า SGA ต่ำ สามารถถูกทำลายลงด้วย R&D และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนที่สูง และหนี้ก้อนโต วอร์เรนจะหลีกเลี่ยงธุรกิจประเภทนี้ไม่ว่าราคาจะเท่าใดก็ตาม เช่น บริษัทที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีทั้งหลาย ถึงแม้บริษัทจะมี SGA ต่ำแต่จะมี R&D สูง เพราะถ้าบริษัทไม่มีการลงทุนทางด้านการค้นคว้าพัฒนา ผลิตภัณฑ์ก็จะล้าสมัยและต้องเลิกธุรกิจ

- ค่าใช้จ่ายทางด้านการวิจัยและพัฒนา ;

บริษัทที่ต้องจ่ายเงินจำนวนมหาศาลในการวิจัยและพัฒนา มีข้อเสียแฝงอยู่ในความได้เปรียบในการแข่งขันที่จะทำให้ฐานะการเงินระยะยาวของธุรกิจมีความเสี่ยงอยู่เสมอ เช่น บริษัทยา เมื่อสิทธิบัตร/ลิขสิทธิ์หมดอายุ ความได้เปรียบของบริษัทก็จะลดลง หรือความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของบริษัทลดลง หรือมีเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาแทนที่ ความได้เปรียบในวันนี้อาจเป็นความล้าสมัยในวันพรุ่งนี้ได้ นั่นหมายความว่า ความได้เปรียบนั้นไม่ใช่ ของตาย และอะไรที่ไม่ใช่ของตาย วอร์เรนจะไม่สนเด็ดขาด

- ค่าเสื่อมราคา ; คุณปู่ เชื่อว่าบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนมีแนวโน้มที่จะมีค่าเสื่อมราคาเมื่อเทียบเป็นอัตราร้อยละกับกำไรขั้นต้นต่ำกว่าบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันที่รุนแรง

1.5 ดอกเบี้ยจ่าย ;

ดอกเบี้ยที่บริษัทจ่ายออกไปสำหรับหนี้สินของบริษัท ค่าใช้จ่ายนี้เรียกว่าต้นทุนทางการเงิน ที่สะท้อนให้เห็นถึงหนี้สินท้้งหมดที่บริษัทมีในบัญชี ยิ่งบริษัทมีหนี้มากเท่าใด ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายก็สูงขึ้น

ทั้งนี้ การที่บริษัทที่มีดอกเบี้ยจ่ายสูงเมื่อเทียบกับรายได้จากการดำเนินกิจการ อาจมาจากการที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรง เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการลงทุนสูงเพื่อให้สามารถแข่งกับชาวบ้านเค้าได้ หรือเป็นบริษัทที่มีเศรษฐกิจของธุรกิจยอดเยี่ยมซึ่งมีหนี้จากการซื้อกิจการด้วยเงินกู้

สิ่งที่วอร์เรนค้นพบคือ บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมักจะมีดอกเบี้ยของรายได้จากการดำเนินกิจการจ่ายน้อยหรือไม่มีเลย

1.6 กำไร (ขาดทุน) จากการขายสินทรัพย์และอื่นๆ ;

รายการนี้คือ รายได้และค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับการดำเนินกิจการ ค่าใช้จ่ายที่ไม่ปกติและไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย รายการเหล่านี้รวมถึงการขายสินทรัพย์ถาวร เช่น ที่ดิน โรงงาน

**เนื่องจากมันเป็นรายการที่จะไม่เกิดขึ้นอีกและไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการปกติ วอร์เรนจึงเชื่อว่าในการจะตัดสินใจว่าบริษัทมีความได้เปรียบหรือไม่น้ั้น เขาจะไม่นำรายการนี้มาคำนวณรวมกับกำไรสุทธิของบริษัท

1.7 กำไรก่อนหักภาษี ;

นอกจากการลงทุนที่ได้รับการยกเว้นภาษีแล้ว ผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนทุกรูปแบบ จะถูกนำเสนอต่อตลาดในรูปก่อนการหักภาษี และเนื่องจากการลงทุนทุกชนิดจะต้องมีการแข่งขัน เพราะฉะนั้น การคิดถึงธุรกิจภายใต้เงื่อนไขที่เท่าเทียมจึงง่ายกว่า ดังนั้น คุณปู่จึงใช้ตัวเลขนี้เพื่อคำนวณผลตอบแทนที่จะได้รับเมื่อเขาจะเข้าซื้อธุรกิจ

1.8 ภาษีจ่าย ;

สิ่งที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ภาษีจ่าย ก็คือ มันสะท้อนให้เห็นถึงรายได้ก่อนหักภาษีที่แท้จริงของบริษัท เพราะบางครั้งหลายบริษัทชอบอวดว่า ธุรกิจทำเงินได้มากกว่าที่ทำได้จริง ดังนั้น วิธีหนึ่งที่จะรู้ว่าพวกเขาพูดความจริงหรือไม่ก็คือ ไปดูเอกสารที่บริษัทยื่นต่อ กลต. ว่าพวกเขาเสียภาษีรายได้เท่าไร โดยให้ดูตัวเลขที่ระบุว่า รายได้จากการดำเนินกิจการก่อนหักภาษี แล้วหัก % ภาษีออก หากจำนวนที่ได้ไม่เท่ากับจำนวนที่บริษัทระบุไว้ในภาษีจ่าย ก็เริ่มสงสัยบริษัทที่คุณดูได้เลย

1.9 กำไรสุทธิ ;

แนวคิดที่วอร์เรนใช้เมื่อเขาดูกำไรสุทธิ ที่จะช่วยให้เขาตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่

- แรกสุด คือ ประวัติของกำไรสุทธินี้มีแนวโน้มสูงขึ้น/สม่ำเสมอหรือไม่

- กำไรสุทธิต่อยอดรวมรายได้ ยิ่งสูงยิ่งดี

*ข้อยกเว้นของกฎข้อนี้คือ ธุรกิจธนาคารและสถาบันการเงิน เมื่อมีอัตราร้อยละระหว่างกำไรสุทธิและยอดรวมรายได้สูงผิดปกติ มักจะหมายถึงความไม่มีประสิทธิภาพของฝ่ายบริหารความเสี่ยง ความจริงมันกำลังบ่งบอกถึงการยอมรับความเสี่ยงมากกว่าเพื่อทำกำไรอย่างง่ายๆ ซึ่งในเกมของการให้กู้ยืมเงินแล้ว มักจะเป็นสูตรสำเร็จของปัญหาในระยะยาว

1.10 กำไรต่อหุ้น ;

ปกติแล้วกำไรที่สม่ำเสมอ แสดงให้เห็นว่า บริษัทกำลังขายผลิตภัณฑ์ตัวเดียวหรือหลายตัวซึ่งไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆอันเป็นงานที่มีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนกำไรที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หมายความว่า บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่งพอที่ทำให้บริษัทสามารถสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาดด้วยการโฆษณาหรือขยายกิจการ

บริษัทที่วอร์เรนจะถอยห่างคือ บริษัทที่มีกำไรไม่แน่นอน มีกำไรสลับกับขาดทุน ไม่คงที่ สิ่งนี้บอกให้รู้ว่าบริษัทนี้อยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันที่รุนแรงและมีแนวโน้มที่จะรุ่งหรือดับไปเลยก็ได้

บทที่ 2 งบดุล

งบดุล แบ่งเป็น 2 ส่วน : ส่วนแรก คือ สินทรัพย์ ส่วนที่สอง คือ หนี้สินและส่วนผู้ถือหุ้น

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น

หลักง่ายๆ คือ ข้างซ้าย เท่ากับข้างขวา เขาถึงเรียกว่างบดุลไงละ ท่านผู้ชม (อันนี้คิดเอง ไม่มีในหนังสือ 555+)

2.1 สินทรัพย์ ;

2.1.1 สินทรัพย์หมุนเวียน ; คือ เงินสด หรือสิ่งที่สามารถเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในเวลาที่สั้น (ภายใน 1 ปี) ที่สามารถนำมาใช้ได้เมื่อการเงินของบริษัทเริ่มมีปัญหาและแหล่งเงินทุนสำหรับใช้ในธุรกิจประจำวันเริ่มร่อยหรอ ประกอบด้วย..

- เงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ;

การที่เงินสดหรือรายการเทียบเท่าเงินสดมีตัวเลขสูง แสดงว่าบริษัทมีความได้เปรียบในการแข่งขันซึ่งสามารถทำเงินสดได้เป็นกอบเป็นกำ(เป็นสิ่งที่ดี) หรือบริษัทเพิ่งขายกิจการใดกิจการหนึ่ง หรือพันธบัตรมูลค่ามหาศาล (ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก)

ปกติแล้ว บริษัทต่างๆจะเก็บเงินสดไว้จำนวนหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจ แต่ถ้าเมื่อใดบริษัทมีเงินกองโต บริษัทจะใช้เงินสดส่วนเกินขยายธุรกิจ ซื้อกิจการใหม่ที่ต่างจากเดิม หรือลงทุนโดยการซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ซื้อหุ้นคืน หรือนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น แต่บ่อยครั้งธุรกิจจะเก็บไว้เพื่อเป็นเงินสำรองสำหรับวันที่ธุรกิจไม่สดใส

โดยส่วนตัวของวอร์เรนแล้ว เขาสนใจบริษัทที่สร้างเงินจำนวนมหาศาลจากธุรกิจที่กำลังทำอยู่/กิจการโดยตรง นั่นหมายถึงว่าบริษัทมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวเหนือคู่แข่ง

แต่ถ้าเมื่อใดบริษัทกำลังประสบปัญหา หากเราเห็นเงินสดและหลักทรัพย์ที่สามารถขายได้จำนวนสูง และไม่มีหนี้เลยหรือมีเพียงเล็กน้อย เป็นไปได้มากที่บริษัทจะฝ่าฟันพายุไปได้ แต่ถ้าบริษัทประสบปัญหาขาดเงินสด และกอดหนี้กองโตไว้ เป็นไปได้ว่าเรือกำลังจะจม จงสละเรือซะ

- สินค้าคงคลัง ;

หลายธุรกิจมีความเสี่ยงกับการล้าสมัยของสินค้าคงคลัง ความได้เปรียบของบริษัทผู้ผลิตที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน คือ การที่ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่ายไม่เคยเปลี่ยน หมายความว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่ม่วันล้าสมัย..นี่คือความได้เปรียบที่วอร์เรนต้องการเห็น บริษัทที่สินค้าคงคลังและกำไรสุทธิสูงขึ้นสอดคล้องกัน บอกเราว่าบริษัทกำลังมองหาวิธีทำกำไรด้วยการเพิ่มยอดขาย และการเพิ่มยอดขายทำให้ต้องเพิ่มสินค้าคงคลัง เพื่อบริษัทจะสามารถจัดสินค้าให้ตามใบสั่งซื้อได้ทันเวลา

บริษัทผู้ผลิตที่มีสินค้าคงคลังพุ่งสูงเพียงสองสามปี แล้วก็ลดฮวบลงอย่างรวดเร็ว มักจะมีโอกาสเป็นไปได้มากว่า จะเป็นธุรกิจซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง

- ลูกหนี้การค้าสุทธิ ;

หากบริษัทมียอดลูกหนี้การค้าสุทธิต่ำกว่าคู่แข่งเมื่อคิดเป็นร้อยละต่อยอดขายเบื้องต้น แสดงว่าบริษัทนั้นน่าจะมีความได้เปรียบในการแข่งขัยที่บริษัทอื่นๆไม่มี

**หมายเหตุ ลูกหนี้การค้า – หนี้เสีย = ลูกหนี้การค้าสุทธิ

- ค่าใช้จ่ายล่วงหน้า ;

เป็นเงินที่บริษัทชำระค่าสินค้าหรือบริหารล่วงหน้าสำหรับสิ่งที่จะได้รับในอนาครอันใกล้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ครอบครองสินค้าหรือได้รับประโยชน์จากการซื้อ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นสินทรัพย์ของบริษัท ตัวอย่างเช่น เบี้ยประกันภัยสำหรับปีที่จะมาถึงซึ่งชำระไปแล้วล่วงหน้า

- สินทรัพย์หมุนเวียนอื่นๆ ;

สินทรัพย์ที่ไม่ใช่เงินสด แม้จะครบกำหนดภายใน 1 ปี แต่ขณะนี้ยังไม่อยู่ในมือของบริษัท เช่น ภาษีคืนที่ยังไม่ได้บันทึกบัญชี ซึ่งมีกำหนดได้รับภายใน 1 ปี

2.1.2 สินทรัพย์ที่ไม่หมุนเวียน เป็นสินทรัพย์ที่ไม่สามารถเปลี่ยนหรือจะเปลี่ยนเป็นเงินสดได้ในอีก 1 ปีข้างหน้า เช่น อาคาร-ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร ,เงินลงทุนระยะยาว เป็นต้น

- อาคาร-ที่ดิน โรงงาน และเครื่องจักร ;

บริษัทที่ไม่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน จะต้องเผชิญกับการแข่งขันเสมอ หมายความว่าพวกเขาจะต้องปรับปรุงโรงงานผลิตบ่อยๆ เพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ส่วนใหญ่แล้วต้องทำก่อนที่เครื่องจักรหมดอายุใช้งาน ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายสูงอย่างต่อเนื่อง

บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนจะเปลี่ยนเครื่องจักรหรือปรับปรุงโรงงานหลังจากที่มันหมดสภาพแล้วเท่าน้ัน และบริษัทจะสามารถระดมเงินทุนภายในบริษัทเพื่อสร้างโรงงานใหม่หรือซื้อเครื่องจักรใหม่ได้

การผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีความสม่ำเสมอไม่ต้องเปลี่ยนแปลงบ่อย เท่ากับกำไรที่สม่ำเสมอ ผลิตภัณฑ์ที่สม่ำเสมอหมายถึงการไม่ต้องใช้เงินมหาศาลในการปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักรเพื่อคงความสามารถในการแข่งขัน ทำให้บริษัทมีเงินในการลงทุนในธุรกิจที่สร้างรายได้อื่น ในการจะรวยได้ สิ่งแรกที่เราต้องทำเงินก่อน ซึ่งถ้าทำเงินได้มากก็จะช่วยได้มาก และวิธีหนึ่งในการทำเงินได้มากคือ การไม่ต้องจ่ายเงินเป็นจำนวนมากเพื่อแข่งขันกับใคร

- ค่าความนิยม ;

การซื้อบริษัทหลายๆบริษัทในราคาเกินกว่ามูลค่าตามบัญชี เมื่อใดที่เห็นค่าความนิยมของบริษัทเพิ่มขึ้นตามปีที่ผ่านไป เราสามารถเดาได้ว่าบริษัทนั้นซื้อธุรกิจเข้ามาใหม่ ซึ่งอาจเป็นสิ่งที่ดีถ้าบริษัทที่ซื้อมานั้นมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน

- สินทรัพย์ไม่มีตัวตน ;

คือ สินทรัพย์ที่ไม่สามารถจับต้องได้ รวมถึงสิทธิบัตร ลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ ตราสินค้า เป็นต้น ยกตัวอย่างโคคา โคล่า ที่เครื่องหมายการค้าของโค้กมีมูลค่ากว่า $100,000 ล้าน โดยมูลค่าที่แท้จริงในฐานะสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ถูกซ่อนอยู่ ไม่ได้สะท้อนออกมาในงบดุลของบริษัท รวมถึงริกลี่ย์ Pepsi McDonald หรือ Walmart ..OMG!!

- การลงทุนระยะยาว ;

คือ บัญชีสินทรัพย์ในงบดุลบริษัทที่บันทึกมูลค่าของการลงทุนระยะยาว มากกว่า 1 ปี เช่น หุ้น พันธบัตร และอสังหาริมทรัพย์ โดยรายการนี้ จะต้องบันทึกราคาสินทรัพย์ในราคาต้นทุนที่ได้มาหรือในราคาตลาด

ทั้งนี้ การลงทุนระยะยาวสามารถบอกถึงแนวคิดของผู้บริหาร เช่น พวกเขาลงทุนในธุรกิจอื่นที่สามารถแข่งขันได้ยั่งยืน? หรือธุรกิจที่อยู่ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงมากหรือไ่ม่? สิ่งที่วอร์เรนมองหา คือ ผู้บริหารของบริษัทธรรมดาๆที่รู้แจ้งแล้ว ทำการลงทุนในบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน นี่คือวิธีที่เขาสร้างเบิร์คเชียร์ .

** ยอดรวมสินทรัพย์ เป็นสิ่งสำคัญในการบ่งชี้ว่า บริษัทมีการใช้สินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ โดยสามารถดูจาก อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม ซึ่งได้มาจากการหารกำไรสุทธิด้วยยอดรวมสินทรัพย์ วอร์เรนพบว่า อัตราส่วนผลตอบแทนต่อสินทรัพย์ที่สูงมากๆอาจเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเปราะบางของความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนของบริษัทได้ เช่น การระดมทุน $43,000 ล้าน เพื่อซื้อกิจการโคคา โคล่านั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่การระดมทุน $1,700 ล้าน เพื่อซื้อมูดี้ส์ มีความเป็นไปได้ เพราะต้นทุนที่ต่ำกว่าในการเข้าสู่ธุรกิจของมูดี้ส์

2.2 หนี้สิน ;

2.2.1 หนี้สินหมุนเวียน ; คือ หนี้สินและภาระผูกพันที่บริษัทเป็นหนี้อยู่และจะครบกำหนดภายในปีบัญชีนั้น ประกอบด้วย

- เจ้าหนี้การค้า คือ เงินที่บริษัทเป็นหนี้คู่ค้าซึ่งขายสินค้าและบริการให้แก่บริษัทด้วยเงินเชื่อ

- ค่าใช้จ่ายค้างจ่าย คือ หนี้สินที่บริษัทก่อขึ้นตั้งแต่ยังไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ รวมถึง ภาษีค้างจ่าย เงินเดือนค้างจ่าย และค่าเช่าค้างจ่าย

- หนี้ระยะสั้น คือ เงินที่บริษัทติดหนี้และจะครบกำหนดชำระภายใน 1 ปีเช่น เงินกู้ระยะสั้นจากธนาคาร ตราสารหนี้ ในการลงทุนในสถาบันการเงิน

วอร์เรนจะหลีกเลี่ยงบริษัทที่กู้ระยะสั้นมากกว่าระยะยาว เช่น ธนาคารแห่งอเมริกา มีหนี้ระยะสั้น $2.09 ต่อทุกดอลล่าร์ของหนี้ระยะยาว นั่นคือ เมื่อเกิดปัญหาทางการเงิน บริษัทจะสูญเสียเงินมหาศาล ในขณะที่ธนาคารเวลส์ ฟาร์โก มีหนี้ระยะสั้น 57 cents ต่อทุก 1 ดอลล่าร์ของหนี้ระยะยาว ถือเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจแบบอนุรักษ์นิยม จะทำให้สามารถอยู่รอดได้จากสถานการณ์เลวร้าย

- หนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนด ;

บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนไม่ต้องการหนี้ระยะยาวหรือมีความต้องการน้อยมากในการดำเนินกิจการ ดังนั้น จึงมีหนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนดน้อย ดังนั้น หากเราเห็นบริษัทที่มีหนี้ระยะยาวที่กำลังจะครบกำหนดก้อนโต บริษัทนั้นจึงไม่น่าจะมีความได้เปรียบในระยะยาว

2.2.2 หนี้สินระยะยาว หมายถึง หนี้ที่ครบกำหนดชำระหลังจาก 1 ปีขึ้นไป สำหรับวอร์เรนเขาจะมองหาบริษัทที่มีหนี้ระยะยาวน้อยหรือไม่มีเลยในงบดุล เพราะว่าบริษัทเหล่านี้ทำกำไรได้มหาศาล และสามารถระดมเงินตัวเองเมื่อต้องการขยายบริษัทหรือซื้อกิจการได้โดยไม่ต้องกู้เงินก้อนโตจากธนาคาร

บริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรพอที่จะชำระคืนหนี้นะยะยาวภายใน 3-4 ปี เป็นตัวเลือกที่ดีในการหาธุรกิจช้ันยอดที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันระยะยาว

- ภาษีรายได้รอตัดบัญชี คือ ภาษีที่รอการชำระ

- ส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อย นั่นคือ เมื่อบริษัทซื้อหุ้นของอีกบริษัท บอดที่จะบันทึกในสมุดบัญชีคือ ยอดเงินที่จ่ายสำหรับหุ้น ซึ่งจะมาเป็นสินทรัพย์ภายใต้บัญชี การลงทุนระยะยาว แต่เมื่อบริษัทซื้อหุ้นมากกว่า 80% งบดุลของบริษํทที่ได้มาจะเปลี่ยนมารวมอยู่ในงบดุลของบริษัทได้

- หนี้อื่นๆ คือ บัญชีที่รวมหนี้เบ็ดเตล็ดทุกชนิดของบริษัท ซึ่งรวมถึงหนี้ที่คิดว่าจะเกิด ผลประโยชน์ค้างจ่ายที่ไม่ใช่ในระยะสั้น หนี้ดอกเบี้ยและภาษี ค่าปรับที่ยังไม่ชำระ และอนุพันธ์ต่างๆ

2.3 ส่วนของผู้ถือหุ้น คือยอดเงินที่เจ้าของ/ผู้ถือหุ้นของบริษัทลงทุนในกิจการเป็นก้อนแรกและปล่อยให้ธุรกิจที่ดำเนินอยู่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ

- หุ้นสามัญ ผู้เป็นเจ้าของหุ้นสามัญ มีสิทธิ์ในการเลือกคณะกรรมการบริษัท ได้รับเงินปันผลประจำปีหากมีมติให้จ่ายจากกรรมการ

- หุ้นบุริมสิทธิ์ ผู้ถือหุ้นไม่มีสิทธิ์ออกเสี้ยง แต่ยังคงได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ และได้รับก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ ในกรณีบริษัทล้มละลายก็มีสิทธิ์ที่จะได้รับเงินคืนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

* บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันมักจะไม่มีหุ้นชนิดนี้ เพราะว่าบริษัทจะไม่มีหนี้สินใดๆ เนื่องจากบริษัททำเงินได้มากพอจะนำไปใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆได้เอง อีกทั้งหุ้นบุริมสิทธิ์มีต้นทุนที่สูงมาก เพราะไม่สามารถหักเงินปันผลที่จ่ายออกจากกำไรก่อนหักภาษีได้

- ส่วนเกินมูลค่าหุ้น คือ ส่วนเกินจากราคาที่ตราไว้ในหลักทรัพย์

- กำไรที่ยังไม่ได้จัดสรร ; เป็นหนึ่งในตัวเลขที่สำคัญที่สุด เพราะหากบริษัทไม่ได้มีกำไรสะสมเพิ่ม มูลค่าสุทธิของบริษัทก็จะไม่เพิ่มขึ้น ยิ่งบริษัทเก็บกำไรไว้มากเท่าใด คลังกำไรของบริษัทก็โตเร็วยิ่งขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการเติบโตของกำไรในอนาคต แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ บริษัทต้องนำเงินนั้นไปซื้อบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนต่อไป ไม่ใช่ซื้อบริษัทมั่วซั่ว

- หุ้นซื้อคืน ; หนึ่งในลักษณะเด่นของบริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน คือการมีหุ้นซื้อคืนในงบดุล เมื่อใดก็ตามที่บริษัทซื้อหุ้นตนเองคืน ทุนของบริษัทจะลดลง ทำให้ผลตอบแทนต่อหุ้นสำหรับผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้น

บทที่ 3 งบกระแสเงินสด

3.1 กระแสเงินสดจากกิจกรรมต่างๆในการดำเนินธุรกิจ

กระแสเงินสดที่เกิดจากกิจกรรมหลักที่ก่อให้เกิดรายได้ของกิจการ เช่น จากการขายสินค้า, การจ่ายภาษีเงินได้, การจ่ายดอกเบี้ย, การซื้อสินค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ บริษัทที่ดีควรจะมีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก นั่นคือมีรายรับจากเงินสดมากกว่ารายจ่าย เพราะถ้ารายจ่ายมากกว่า บริษัทอาจจะต้องกู้เงินเพื่อมาจ่ายส่วนเกินรายรับ

3.2 กระแสเงินสดจากการลงทุน

การจ่ายเงินสดหรือเทียบเท่าเงินสดสำหรับสินทรัพย์ระยะยาวที่มีอายุมากกว่า 1 ปี เช่น อาคาร ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักร ลิขสิทธิ์ เป็นต้น

หากค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนสูงมากเป็นเวลาหลายปี มันจะเริ่มส่งผลต่อกำไรของบริษัท วอร์เรนจึงไม่ค่อยสนใจท่ี่จะลงทุนในบริษัทที่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลในการสร้างธุรกิจ แต่เขาจะลงทุนในบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับทุนในการดำเนินกิจการน้อยกว่าบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายมาก

3.3 กระแสเงินสดจากกิจกรรมทางการเงิน

บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนสามารถทำเงินได้มหาศาล ที่ทำให้เกิดปัญหาที่ทุกคนชอบคือ จะนำเงินไปทำอะไรดี?

หากบริษัทไม่อยากเก็บไว้เฉยๆ และก็ไม่ต้องการนำไปลงทุนเพิ่มในธุรกิจที่ทำอยู่ หรือหาธุรกิจใหม่ที่จะลงทุน บริษัทสามารถใช้เงินด้วยการจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือใช้ซื้อหุ้นคืน

หากบริษัทมีการซื้อหุ้นคืนทุกปีเป็นไปได้ว่าบริษัทนั้นมีโอกาสสูงที่จะทำกำไรมากมายให้บริษัทสามารถซื้อหุ้นคืนได้

พูดอีกอย่างก็คือ ประวัติการซื้อหุ้นคืนของบริษัทเป็นอีกตัวที่จะบ่งชี้ให้รู้ว่า บริษัทนั้นๆมีความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืนหรือไม่

Credit >> http://www.sarut-homesite.net