งบกระแสเงินสดกับบริษัทในตลาดหุ้น

บทความสอนอ่านงบกระแสเงินสดเขียนโดยคุณ chatchai [1] แห่งเว็ปไทยวีไอ สอนอ่านงบการะแสดเงินสด และไปเชื่อมโยงให้เห็นภาพของวงจรชีวิตของกิจการครับ


งบกระแสเงินสดนั้นจะเป็นงบที่แสดงการได้รับเงินสดและการใช้จ่ายเงินสดของกิจการ

งบกระแสเงินสดนั้นจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนตามกิจกรรมต่างๆของกิจการ ประกอบด้วย

1. กิจกรรมดำเนินงาน จะเป็นรายการที่เกี่ยวกับการดำเนินการตามปรกติของกิจการ ดังนั้นรายการนี้จะสามารถบอกเราได้ว่ากิจการนั้นดำเนินธุรกิจแล้วมีเงินสด รับมากกว่าจ่าย หรือว่าจ่ายมากกว่ารับ

2. กิจกรรมการลงทุน จะเป็นรายการที่เกี่ยวกับการลงทุนในสินทรัพย์ทั้งที่มีตัวตนและไม่มีตัวตน เช่น สิทธิบัตรต่างๆ และรายการที่ขายสินทรัพย์ทั้ง 2 ประเภท

3. กิจกรรมเกี่ยวกับการเงิน ทั้งการเพิ่มทุนจดทะเบียน การกู้ยืม/ชำระหนี้เงินกู้ยืม การจ่ายเงินปันผล

ดังนั้นการวิเคราะห์งบกระแสเงินสดจะสามารถบอกเราได้ว่า สถานะของบริษัทนั้นอยู่ในประเภทใด

1. ถ้าบริษัทมีเงินสดรับจากกิจกรรมทางการเงิน เช่น การเพิ่มทุน การกู้ยืม และบริษัทมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมการลงทุน แสดงว่าบริษัทยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น การดำเนินงานยังไม่สามารถหาเงินสดได้เพียงพอในการขยายการลงทุนที่ยังคง มากอยู่

2. ถ้าบริษัทมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน และมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมการลงทุน แสดงว่าบริษัทอยู่ในสถานะการเติบโต ธุรกิจของบริษัทสามารถหาเงินสดได้แล้ว แต่ยังคงมีภาระที่จะขยายการลงทุนอยู่

3. ถ้าบริษัทมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน และมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมทางการเงิน เช่น ชำระหนี้เงินกู้ แสดงว่าบริษัทอยู่ในสถานะที่โตเต็มที่ ไม่มีภาระที่จะขยายการลงทุนเพิ่มเติม

4. บริษัทจะมีเงินสดรับจากกิจกรรมดำเนินงาน และมีเงินสดจ่ายในกิจกรรมทางการเงิน คือ การจ่ายเงินปันผล แสดงว่าบริษัทอยู่ในสถานะ ห่านทองคำครับ คือบริษัทสามารถหาเงินสดจากการดำเนินงานได้ อีกทั้งยังไม่มีภาระการใช้เงิน ไม่ว่าจะเป็นการขยายการลงทุนหรือการชำระหนี้เงินกู้ บริษัทจึงมีเงินสดเหลือที่จะจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น

Credit >> http://www.investidea.in.th/2012/02/blog-post.html


Supply Chain Management คืออะไร

เป็นบทความที่ ด.ร.พงษ์ชัย อธิคมรัตนกุลเขียนไว้บน facebook ครับ ขอรวบรวมไว้กันลืม

คนสับสนคำว่า Chain เพราะไปแปลตื้นๆว่า"โซ่/ห่วงโซ่".ที่จริงแล้ว Chain ใน Supply Chain Managementแปลว่า "สัมพันธภาพหรือความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน" เช่นเดียวกับการแปล Supply เป็นภาษาเศรษฐศาสตร์ว่า "อุปทาน" ซึ่งกว้างไป ทั้งที่ใน SCM หมายถึง "วัตถุดิบ ชิ้นส่วน/ปัจจัยที่จำเป็นในการผลิต/แปรรูป" ดังนั้น Supply Chain ที่ถูก ควรแปลว่า"สัมพันธภาพ/ความสัมพันธ์เชื่อมโยงของวัตถุดิบ ชิ้นส่วน ปัจจัยที่จำเป็นในการผลิตแปรรูปหรือการดำเนินธุรกิจ โดยความสัมพันธ์เชื่อมโยงด้านซัพพลายนี้ มีผลต่อประสิทธิภาพ ศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขัน และการตอบสนองความต้องการของตลาดของบริษัทหนึ่งๆ

ตัวอย่างน้ำท่วม2554 หลายบริษัทมีปัญหาSupply Chain นั้นก็หมายถึงปัญหาด้านวัตถุดิบ ชิ้นส่วนหรือปัจจัยในการทำธุรกิจที่สัมพันธ์เชื่อมโยงกับบริษัท

อย่างเช่นบริษัทรถญี่่ปุ่น ประสบปัญหา Supply Chain อย่างหนักจากน้ำท่วมโรงงานผลิตชิ้นส่วนในไทย ทำให้ขาดวัตถุดิบ ชิ้นส่วนรถยนต์ป้อมโรงงานต่างๆ

หรืออย่างบริษัท computerทั่วโลก ก็ประสบปัญหา Supply Chain จากน้ำท่วมเช่นกัน เนื่่องจากโรงงานผลิต Harddisk ในไทยถูกน้ำท่วม ทำให้ไม่มีของผลิต

หรือในช่วงที่ของต่างๆตาม Tesco หรือ 7-11 ไม่มี ก็ปัญหาSupply Chainเช่นกัน เนื่องจากโรงงานหรือระบบโลจิสติกส์ถูกน้ำท่วม ทำให้สินค้าขาเข้าไม่มี

สัมพันธภาพหรือความสัมพันธ์เชื่อมโยงทางด้านซัพพลาย ถ้าเป็นเรื่องที่บริษัทจัดการภายในบริษัทได้เองก็จะเรียกเชิงทฤษฎีว่า "Internal Supply Chain" แต่ถ้าบริษัทต้องไปบริหารสิ่งที่เชื่อมโยงหรือมีปัจจัยความสัมพันธ์กับภายนอก ทีี่มาจากซัพพลายเออร์หรือลูกค้า จะเรียกว่า "External Supply Chain"

การบริหารจัดการที่เกี่ยวข้องซัพพลายซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์ (วัตถุดิบ ชิ้นส่วนหรือปัจจัยที่ป้อนธุรกิจ) จึงถูกเรียกว่า "Supply Chain Management" จำไว้นะครับ..แวดวงคนรู้จริงและผู้บริหารส่วนมากจะทับศัพท์ "Supply Chain Management" ว่า "การจัดการซัพพลายเชน" น้อยคนจะใช้ "การจัดการโซ่อุปทาน" คนไม่รู้ไม่เคยผ่านงานด้านนี้มา แบบว่า "เปิดพจนานุกรมเอา" ถึงจะใช้คำว่า "การจัดการโซ่หรือห่วงโซ่อุปทาน" เมื่อพูดถึง "Supply Chain Management" ผู้นำองค์กรให้ความสำคัญกับ Supply Chain Management มากขึ้น ทั้งนี้ก็เพราะอิทธิพลของ Global sourcing, Offshore Manufacturing, Business Outsourcing

Global Sourcing เกิดขึ้นเมื่อบริษัท จัดหาวัตถุดิบ ชิ้นส่วน/สินค้าทดแทนต่างๆ จากต่างประเทศเพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพซัพพลายให้ดีขึ้น

Offshore Manufacturing เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตัดสินใจไปตั้งโรงงานต่างๆในต่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตหรือสร้างโอกาสในการเจาะตลาดในต่างประเทศ

Business Outsourcing เกิดขึ้นเมื่อบริษัทตัดสินใจให้ บริษัทภายนอกดูแลหรือบริหารจัดการฟังก์ชันสำคัญๆของธุรกิจเช่น Sales, Procurement, Logistics

Best Practices ทั้ง 3 อย่างนี้ แม้ว่าจะทำให้บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพในการทำธุรกิจสูงขึ้น แต่ก็ส่งผลอย่างมากต่อการบริหารด้านซัพพลายของธุรกิจ Side Effect หรือผลกระทบกับซัพพลายของการดำเนินการดังกล่าวทั้ง 3 ทำให้บริษัทต้องพึ่งพาซัพพลายเออร์ภายนอกมากขึ้น เกิด Uncertainty&Risk มากขึ้น การพึ่งพาศักยภาพขีดความสามารถภายนอกมากขึ้น แม้ว่าเกิดผลดีในแง่ประสิทธิภาพ แต่ก็ทำให้บริษัท"depend on"ซัพพลายและซัพพลายเออร์มากขึ้นตามไปด้วย

ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการบริหารด้านซัพพลายในปัจจุบันเปลี่ยนรูปโฉมไปมาก เมื่อเปรียบเทียบกับในอดีตที่เน้นไปแค่เรื่องการจัดซื้อและการผลิตของบริษัท ขบวนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิตและโลจิสติกส์ต่างๆ จำเป็นต้องบูรณาการเข้าด้วยกัน เพื่อสอดรับกับ Global Sourcing, Biz Outsourcing, and Offshoring ซึ่งการบริหารแบบบูรณาการฟังก์ชันสำคัญทั้งสามนี้เข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดกับธุรกิจ ขณะที่ลด Uncertainty&Risk เราเรียกว่า SCM หรือ Supply Chain Management "จึงเกิดขึ้นและตั้งอยู่" บนอิทธิพลของ Global Sourcing, Offshore Manufacturing และBusiness Outsourcingนั้นเอง

Credit >> http://www.investidea.in.th/2012/01/supply-chain-management.html


ปัจจัยที่จะทำให้เล่นหุ้นประสบความสำเร็จ

ผู้ใหญ่ที่นับถือคนหนึ่งบอกผมว่าคนเราจะประสบความสำเร็จเป็นที่ 1 ได้ประกอบด้วยคำสามคำ
O : Opportunity โอกาสต่อให้เก่งแค่ไหนถ้าไม่มีโอกาสแสดงฝีมือชาตินี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
N : Network คบเยอะๆหลายๆกลุ่มจะช่วยให้โอกาสเข้าหาตัวได้มากขึ้น และช่วยแก้ปัญหาหลายๆอย่างให้เราได้อย่างไม่น่าเชื่อ
E : Expert ถ้าไม่เก่งจริงถึงมีโอกาสและเครื่อข่ายแค่ไหนก็ล้มเหลวครับ

จากปัจจัยของความสู่ความสำเร็จ สำหรับปัจจัยแรก O : Opportunity ,โอกาส สำหรับคนที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่เงินทุนไม่มี หาที่ลงไม่ได้ ขาดแรงงาน ฯลฯ ตลาดหุ้นเป็นสุดสุดยอดของคนที่แสวงหาโอกาสครับเพราะทุกวันที่ตลาดเปิด จะมีคนเสนอขาย (Offer) กิจการให้เราได้เข้าร่วมเป็นเจ้าของตลอดเวลา

โอกาสผ่านเข้ามาในชีวิตตลอดเวลา แต่มันจะเป็นโอกาสหรือแค่สิ่งที่ผ่านไปผ่านมา ก็ขึ้นอยู่กับทัศนคติตัวเราด้วยครับ สมมติมีวิกฤติเข้ามาบางคนมองเป็นโอกาส ในหัวใจเขาจะมีแต่คำว่า "ความหวัง" ในขณะที่บางคนเห็นแต่ปัญหา ในตลาดหุ้นจะมีหุ้นที่กำลังฟื้นตัวหรือหุ้น turnaround ถ้าคนธรรมดาก็จะเห็นแค่เป็นบริษัทเน่าๆแล้วปล่อยผ่านไปในขณะที่จะมีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เห็น "ความหวัง" เขาก็เข้าไปศึกษาและลงทุน เมื่อวันใดที่กิจการฟื้นตัวขึ้นมาก็สามารถสร้างผลตอบแทนได้หลายเท่าตัว ในเว็ป thaivi ที่ดังๆเป็นเซียนหุ้น turnaround ก็เช่นคุณ pak

ปัจจัยความสำเร็จตัวที่สอง N : Network หัวใจหลักของการลงทุนคือความเข้าใจธุรกิจ แตว่าแต่ละคนก็มีประสบการชีวิตที่ต่างกันทำให้ความเข้าใจในธุรกิจก็ไม่เท่ากัน ดังนั้นขีดจำกัดของการลงทุนก็คือขอบเขตความรู้ที่คุณมี ปู่วอเร็นเรียกว่า Cycle of knowledge แต่จากกที่ที่ผมเปิดคอร์สสอนลงทุนหุ้นมาก็มีนักเรียนมาเรียนหลายรุ่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือมีการแชร์ความรู้กัน หมวดธุรกิจหลายหมวดที่ไม่เคยลงทุนเพราะ Cycle of knowledge คลุมไม่ถึงทำให้ไม่เข้าใจธุรกิจและพลาดโอกาสลงทุนก็เปิดมากขึ้น

ปัจจัยความสำเร็จตัวสุดท้าย E : Expert ถ้าลงทุนโดยไม่มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงหัวใจของการลงทุนอย่างไรก็เจ้งครับ และความเชื่อมโยงระหว่างศาสตร์ต่างๆก็เจ้งครับ หรือไม่ก็ได้แต่ตามคนอื่นอย่างเดียว

Credit >> http://www.investidea.in.th/2012/01/blog-post.html


การเก็งกำไรค่าเงิน

ใครชอบเทรดรายวันต้องขอแนะนำตลาดฟิวเจอร์สค่าเงิน(ซื้อขายล่วงหน้า) ที่ที่เรียนกันว่า forex รับรองมันส์สะใจ สมัยก่อนตลาดนี้ไม่เปิดให้คนทั่วไปเทรดคนที่เทรดจะเป็นธนาคาร ใครชวนไปเทรดให้รู้ไว้เลยว่า"เถื่อน" จากข่าว "ดีเดย์เมษาเทรดฟิวเจอร์สค่าเงิน เล็งเปิดให้บุคคลธรรมดาซื้อขายได้"(ผู็จัดการ) คนทั่วไปเริ่มมีหวังแล้วครับ

ความมันส์ของตลาดนี้คือซื้อขายได้ 24 ชั่วโมง ตอนเช้าเทรดตลาดญี่ปุน บ่าย 2 เทรดตลาดลอนดอน ตอนค่ำเทรดตลาดอเมริกา พอตลาดเมกาปิดก็มาเทรดตลาดญี่ปุ่นต่อไม่ต้องหลับต้องนอน เทรดใช้เงินนิดเดียวใด้เสียเป็นเท่าตัวและก็หมดเนื้อหมดตัวได้ในวันเดียวได้เช่นเดียวกัน หุหุ ตลาด forex ใหญ่มากครับวันนึงเทรดกันมหาศาล ดูในรูปที่เปรียบเทียบขนาดตลาด

คนในตลาดมีสองจำพวกครับพวกแรกคือ Hedger หรือผู้ป้องกันความเสี่ยง มีประมาณ 10%ของการซื้อขาย สมมติเขานำเข้าสินค้าจากเมกาชิ้นละ 1 ดอลล่าห์ (สมมติวันที่ตกลงซื้ออัตราและเปลี่ยนอยู่ที่ 31 บาทต่อ 1 ดอลล่าห์) เอามาขายในไทย 40 บาท ได้กำไร 9 บาท แต่สมมติีอีกว่าวันที่จ่ายเงินค่าของที่นำเข้ามาอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 36 บาทแทนที่จะได้กำไร 9 ก็เหลือเพียง 4 บาทหักต้นทุนนู่นนี่นั่นแล้วขาดทุนกระจาย เขาเลยป้องกันความเสี่ยงโดยการโทรไปหาธนาคารตอนวันที่ตกลงซื้อจากเมกา บอกว่าขอซื้อดอลล่าล่วงหน้าที่ 31 บาท พอถึงวันส่งมอบของชำระเงินจริงผู้นำเข้าก็ได้อัตราแลกเปลี่ยนที่ 31 บาท ควบคุมต้นทุนได้

อีกพวกหนึ่งคือ speculator หรือนักเกร็งกำไร มีประมาณ 90% ของการซื้อขาย พวกนี้เขาไม่ได้นำเข้าส่งออกสินค้าอะไรทั้งสิ้น มีเงินมาดูกราฟแล้วก็ซื้อๆขายๆ ได้เงินก็ดีใจ เสียเงินก็หดหู่ พวกนี้วันๆไม่ทำอะไรครับลุ้นกันตัวเกร็งทั้งวัน เหมือนเข้าบ่อนเล่นไฮโลยังไงก็ไม่รู้ เหมาะกับพวกเล่น day trade มากครับ

ปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงินที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง สรุปมาจากการบรรยายของ k-bank ครับ

* ค่าเงินจะขึ้นกับสภาพเศษฐกิจ ทุกวันศุกร์ประมาณ 1 ทุ่ม เมกาก็จะประการตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น อัตราการว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ ยอดขายปลีก ฯลฯ ตัวเลขไม่ดีค่าเงิน USD ก็อ่อน ตัวเลขดีค่าเงิน USD ก็แข็ง เขาเทรดกันแค่นี้แหละไม่ต้องคิดมาก

* สงคราม เวลาเมกาสำแดงเดชไปถล่มประเทศนู้นี้นั้น ก็ต้องใช้เงินเยอะ ค่าเงิน USD ก็อ่อน
* น้ำมัน ทอง หุ้น อยู่ตรงข้ามกับ USD วันไหนทองราคาขึ้น USD ก็อ่อน
* ค่าเงินประเทศอื่น ยูโร หยวน บาท  อยู่ตรงข้ามกับ USD (หยวน กับ บาท วิ่งทางเดียวกัน)
* ตอนนี้ เมกากลัวจีนมากเพราะเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ จะบีบก็ตายจะคลากก็รอด
* ตอนต้นปี 54 ทุกคนคิดว่า USD พังแน่ค่าเงินต้องอ่อน แต่ปลายปี euro เจ้งซะงั้น คนก็เลยแห่กันมาซื้อ USD ทำให้เงินแข็งซะงั้น คาดการณ์ผิดหมด 555 ตอนนี้ค่าเงินก็เลยผันผวนทั่วโลก เพราะเมกาก็ยังเศรษฐกิจไม่ดีมาเท่าไร

trick
* ทองจะขึ้นช่วง มีนา-เมษา
    เหตุผล : ญี่ปุ่นเป็นผู้ให้กู้ดอกเบี้ยต่ำรายใหญ่ของโลก ช่วง มีนา-เมษา ทั่วโลกแห่กันมาใช้หนี้ ญี่ปุ่น รวมถึ่งเงินปันผลจากบริษัทลูกๆของญี่ปุ่นที่กระจายทั่วโลก เข้ามาช่วงนี้ คนก็แห่กันขาย USD ซื้อ YEN พอ USD อ่อนทองก็ขึ้น
* ช่วงบ่ายสอง ราคาจะสวิงกิ้งมากเพราะตลาดลอนดอนเปิด

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/blog-post_29.html


ข้อผิดพลาดของนักลงทุนมือใหม่

อน เริ่มต้นด้วยการเดาการเติบโตของยอดขาย สมมติว่าบริษัทมียอดขายปีนี้เท่ากับ 100 ล้าน ใช้หลักสถิติก็ย้อนไปดูปีก่อนๆว่ากำไรโตปีละ 20% ทุกปีติดต่อกันมา10ปี เดาว่าปีหน้าก็คงโต 20% เหมือนกัน

ขั้นต่อมาก็ประมาณการต้นทุน ก็สังเกตุอีกว่าต้นทุนขายปีนี้เท่ากับ 50 ล้านบาทและโตในอัตราเดียวกับยอดขาย ก็เดาอีกว่าปีนี้ก็คงเหมือนเดิมโต 20% เหมือนกับยอดขาย

ส่วนต้นทุนที่เหลือก็เท่าเดิมที่20ล้านมา 10 ปีแระก็ให้เป็นค่าคงที่ไป

สรุปว่ากำไรปีหน้าเท่ากับ
กำไรปีหน้า = ยอดขายปีหน้า-ต้นทุนขายปีหน้า-ต้นทุนคงที่
120-60-20 = 40ล้าน ..........เย้

2. ค่า PE ที่เหมาสมของอุตสาหกรรมคือ 10 เท่า
ดังนั้นราคาที่เหมาะสมคือ 40*10= 400 ล้านบาท (ทั้งบริษัทมีหุ้นเดียว)

3 ราคาตลาดของหุ้นตัวนี้อยู่ที่ 200 ล้านบาท ต่ำกว่าราคาที่เหมาะสมที่ 400 ล้านบาทมาก เห็นดังนี้ก็รีบขายบ้า้้นขายรถมาซื้อ

ดูผ่านๆไปก็เหมือนดูดี ทุกอย่างไม่มีความคิดเราเข้ามาเกี่ยวข้องใช้เครื่องมือทางคณิตศาสตร์ซึ่งไม่เคยโกหกใครอย่างเดียว แต่นี่ก็เป็นอคติอย่างหนึ่งคือมีอคติว่ามันไม่มีอคติ ในตัวอย่างเราบอกว่ายอดขายปีหน้าจะโต 20% ก็ต้องถามกลับว่าเหตุมันเหมือนเดิมหรือเปล่า เมื่อเหตเปลี่ยน ผลก็เปลี่ยน ยกตัวอย่างบริษัท CEI ทำพัดลมติดเพดานยอดขายโตทุกปีวันดีคืนดีลูกค้ารายใหญ่หนีไปสั่งผลิดที่จีนยอดขายหายไป 90% แล้วไม่กลับมาอีกเลย สถิติทุกอย่างที่หามาใช้ไม่ได้ในวันเดียว จนบัดนี้(พ.ศ.2554)ก็ัยังตอบไม่ได้ว่าเลิกผลิตพัดลมแล้วจะทำอะไรให้บริษัทมีกำไร ตอนนี้ก็ขายของเก่ากินไปเรื่อยๆ

สรุปว่า จะวิเคราะห์หุ้นก็ต้องมองหุ้นตามความเป็นจริง เห็นอย่างที่มันเป็น ก็คือไตรลักษ์คือทุกสิ่งมีเหตุก็เกิดหมดเหตุก็ดับบังคับไม่ได้ แล้วอยู่กับหุ้นอย่างมีความสุขครับ

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/blog-post_21.html


อาชีพนักลงทุน

อาชีพนักลงทุน บทสัมภาษณ์ ด.ร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร จากรายการ money talk มีประโยชน์ดีก็มาแบ่งปันกัน เขาตั้งคำถามเปิดประเด็นว่าเป็นนักลงทุนอย่างเดียวเป็นอาชีพได้หรือไม่

ด.ร.นิเวศน์ บอกว่าอาชีพนักลงทุนก็คือคนที่มีมีทรัพย์สินที่ไปลงทุนและออกดอกออกผลให้เลี้ยงตัวเองได้ ผลตอบแทนที่ปลอดภัยจากเงินทุนอย่างน้อย 5% ของเงินลงทุนต่อปีหรือคิดง่ายๆว่ามีทุนมากกว่ารายจ่ายประมาณ 200 เท่าของค่าใช้จ่ายต่อเดือน

คุณสมบัติ ของคนที่จะยึดอาชีพนี้ ต้องมีความทุ่มเท มีความรู้การลงทุนอย่างถูกต้อง รู้จักความเสียง เทคนิคการลดความเสียง บริษัทไหนถูกแพง หุ้นตัวไหนเก็งกำไร หุ้นตัวไหนลงทุน ฯลฯ พื้นหลังควรมีความรู้ทางธุรกิจ อ่านงบการเงินให้เป็นเพราะคือภาษาของธุรกิจ

ข้อดีก็คือมีชีวิตอิสระ ไม่มีเวลาเข้าออกงาน ไม่มีเจ้านาย ส่วนข้อเสียไม่มีฐานะในสังคมเพราะไม่มีตำแหน่ง ไม่มีสวัดิการ รถประจำตำแหน่ง

สำหรับเด็กที่พึงจบมาแล้วอยากเป็นนักลงทุนเลย ด.ร.ไม่แนะนำให้ทำงานซักพักแล้วค่อยมาทำได้ีเรียนรู้ชีวิตก่อน ถ้าเป็นนักลงทุนตั้งแต่ทีแรกเพื่อนก็ไม่ค่อยมี ประสบการณ์ก็น้อย ลองสำรวจว่าตัวเองรักที่จะทำอะไร ควรทำคู่ขนานกันไป จนทุนถึงระดับนึกก็ออกมาได้

สุดท้ายด.รให้นิยามของนักลงทุนว่าเป็นจุดสูงสุดทางธุรกิจเพราะเป็นผู้จัดสรรเงินทุนให้กับกิจการต่างๆ กิจการไหนที่ทำแล้วสร้างมูลค่าเพิ่มมากๆ

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/blog-post.html


Logistics Management คืออะไร

logistics management คำนี้เริ่มดังในปี 1985 สมัยนั้นบริษัทต่างๆยังไม่ค่อยจัดการในภาพรวมซักเท่าไร บางบริษัทก็เน้นแต่การผลิต บางบริษัทก็ขายอย่างเดียว แต่หลังจากที่ Michael Porter เขียนในหนังสือชื่อดัง Competitive Advantage ว่าการที่จะส่งมอบคุณค่าให้ลูกค้าได้นั้นทุกแผนกต้องสัมพันธ์กัน เฮียPorterก็ทำมาเป็นแบบจำลองว่ามี 9 ปัจจัยตามรูปที่ทำให้กิจการมีความสามารถในการแข่งขันเหนือกว่าคู่แข่ง
พอโมเดลนี้ออกมาทำให้ธุรกิจต้องรีบปรับปรุงตัวเองใุนทุกด้านทั้งโครงสร้าง องค์กร ไอที จัดซื้อ มาติดอยู่คำว่า "logistics" ทุกบริษัทงงเป็นไก่ตาแตกว่า logistics คืออะไรและ Inbound Logistics กับ Outbound logistics คืออะไรวะรวมถึง logistics management

ด.ร พงษชัย อธิคมรัตนกุลได้ให้ความหมายของคำว่า logistics management ว่า

    "การจัดการโลจิสติกส์ หมายถึง การบริหารจัดการขบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวางแผน การดำเนินการ และการควบคุมการทำงานขององค์กร ให้เกิดการเคลื่อนย้าย การจัดเก็บ การรวบรวม และการกระจายสินค้า วัตถุดิบ ชิ้นส่วนประกอบ หรืออาจรวมถึงการบริการ ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด โดยคำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันถือว่าเป็นขบวนการหนึ่งในการบริหารจัดการโซ่อุปทาน"

จากความหมายนี้คำว่า logistics management ประกอบด้วยสองคำครับคือ  logistics และคำว่า management ก็จะขออธิบายแยกดังนี้ครับ

1.  logistics สรุปเป็นคำสี่คำก็คือ เคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย ซึ่งบริษัทไหนๆก็มีกิจกรรมเหล่านี้ ก็จะแบ่งเป็นสองส่วนคือ Inbound Logistics Outbound logistics
       1.1 Inbound Logistics ก็คือกิจกรรมเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย วัตถุดิบหรือชิ้นส่วน
       1.2 Outbound logistics ก็คือกิจกรรมเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจาย สินค้าหรือบริการไป หาลูกค้า

2. management ในการจัดการผู้บริหารมีหน้าที่สามอย่างคือ Planning Monitoring Controlling  เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ (ผลเท่าเดิมแต่ใช้วัตถุดิบน้อยลง) และประสิทธิผล(เน้นผลงานเป็นสำคัญเปลืองวัตถุดิบเท่าไหร่ไม่ว่า) โดยคำนึงถึงความต้องการและความพึงพอใจของลูกค้าเป็นสำคัญ

สรุปวัตถุประสงค์หลักจริงๆของการจัดการโลจิสติกส์ก็คือการบริหารจัดการการเคลื่อนย้าย จัดเก็บ รวบรวม และกระจายเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้านั่นเอง หรือเขียนเป็นหลักการ Seven Rights ไว้ท่องให้ขึ้นใจว่า
ได้ผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการ (Right product & Right customer)
ตามปริมาณที่ลูกค้าสั่งซื้อ (Right quantity)
ถือเอาคุณภาพที่ตกลง (Right condition)
ส่งตามที่นัดหมาย (Right place)
ได้ตามเวลาที่กำหนด (Right time)
อยู่ในปริบทที่คุ้มต้นทุน (Right cost)

Credit >> http://www.investidea.in.th/2011/12/logistics-management.html