ทำไมหุ้นถึงลง

“ทำไมหุ้นถึงลง?” ฟังดูเหมือนคำถามง่ายๆที่ใครๆก็อยากรู้นะครับ แต่คำถามนี้ ถ้าลองไปถามนักลงทุนแต่ละท่านแล้วละก็ ผมเชื่อว่าจะได้รับคำตอบที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งคำตอบของใครจะถูกหรือผิดนั้นไม่เป็นไรเพราะต่างคนก็ต่างมุมมอง แต่ผมมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงนำมาเขียนเป็นบทความนี้ครับ

เมื่อไม่นานมานี้ Mark Minervini หนึ่งในเซียนหุ้นของอเมริกา ได้เขียนบล็อคส่วนตัวของเขาซึ่งพูดถึงสาเหตุที่ทำให้หุ้นลง โดย Mark บอกว่า ตัวเค้าก็ถูกถามตลอดเวลาเช่นกันว่า “หุ้นตัวนี้พื้นฐานก็ดี แต่ทำไมหุ้นถึงลง?”

ซึ่ง Mark ก็ตอบคำถามด้วยคำตอบสั้นๆง่ายๆว่า หุ้นมันลงก็เพราะ มีคนขายมากกว่าคนซื้อ ซึ่งเป็นไปตามหลักพื้นฐานในตลาด หรือกฏของ Demand Supply เท่านั้นเอง

และเขายังกล่าวอีกด้วยว่า สาเหตุ ที่ทำให้หุ้นขึ้นหรือลงนั้น จริงๆเราไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ สิ่งที่จำเป็นต้องเรียนรู้คือ การสังเกตพฤติกรรมของหุ้นผ่านทาง Price & Volume Action ต่างหาก

ใช่แล้วครับ! เหตุผลง่ายๆและจริงที่สุดที่ทำให้หุ้นลงก็เป็นอย่างที่ Mark ว่า ก็คือ มีคนขายมากกว่ามีคนซื้อ

เมื่อ Supply มากกว่า Demand จึงทำให้ราคาลดลง และบ่อยครั้งที่กว่านักลงทุนทั่วไปจะรับรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้หุ้นราคาลงมาอย่างรุนแรง ก็มักจะสายเกินกว่าที่จะหลีกเลี่ยงการขาดทุนไปแล้ว หรือในทางตรงกันข้าม คุณอาจจะพลาดกำไรก้อนโตไปเสียแล้ว เพราะนักลงทุนส่วนใหญ่มักจะมี ราคาเป้าหมาย หรือ ราคาที่ควรจะเป็น ของหุ้นที่ตัวเองสนใจอยู่เสมอ เมื่อราคาที่ปรากฏในตลาดนั้นแตกต่างไปจากสิ่งที่ตัวเองคิด ก็มักจะทุ่มเทความพยายามไปกับการค้นหาคำตอบว่าทำไมมันถึงไม่เป็นไปตามที่ตนได้คิดคำนวนเอาไว้

มีประโยคหนึ่งที่ Mark ได้ฝากเอาไว้ให้กับเหล่านักลงทุนว่า “A stock is like a painting, It’s only worth what someone else is willing to pay” หรือ “หุ้นก็เปรียบเสมือนกับภาพเขียน มันมีมูลค่าเท่าที่คนอื่นพอใจจะซื้อเท่านั้น”

ดังนั้น อย่ามัวยึดติดอยู่กับราคาที่คุณคาดหวังจะให้หุ้นของคุณเป็น เพราะคุณไม่ใช่คนกำหนดราคาหุ้น แต่ตลาดคือคนกำหนดราคาของหุ้นผ่านทาง Price & Volume Action ของหุ้นแต่ละตัวนั่นเอง

อ่านมาถึงตรงนี้ หลายๆท่านอาจจะไม่เห็นด้วย หรือรู้สึกว่าสิ่งที่ผมพยายามพูดถึงนั้นมันขัดกับหลักการลงทุนของตัวท่าน หลายท่านอาจจะคิดในใจขึ้นมาว่า ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ การที่เราไม่รู้สาเหตุของการขึ้นหรือลงของหุ้นแต่ละตัว แล้วเราจะมั่นใจได้ยังไงว่าหุ้นตัวนั้นมันจะขึ้นหรือมันจะลง?

คำตอบก็คือ การฝึกสังเกต Price & Volume Action อย่างที่ Mark ได้พูดถึงนั่นเองครับ

Credit >> http://www.sarut-homesite.net


เคล็ดลับลงทุนหุ้น 5 ข้อ

"จุดได้เปรียบของผม อยู่ที่การใช้เครื่องมือและสัญญาณทางเทคนิคประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นหลัก"
การลงทุนให้ประสบความสำเร็จนั้นมีหลายแนวทาง ทางหนึ่งก็คือการใช้กลยุทธ์ลงทุนแบบเทคนิเคิล เช่น .."ธิติ ธาราสุข" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชาร์ตมาสเตอร์ จำกัด ได้เผยเคล็ดลับการลงทุนว่า เขายึดหลักการลงทุน 5 ข้อ เป็นแนวทางก่อนก้าวเท้าเข้าลงทุนในตลาดหุ้น..



หนึ่ง..จะต้องรู้ถึงแนวโน้มของตลาด หรือภาพรวมก่อนว่า ก่อนลงทุนต้องมอง “แนวโน้มเป็นเพื่อนของคุณ” (Trend is Your Friends) ถ้าตลาดเป็นขาลงไม่จำเป็นต้องลงทุน แต่พอตลาดเป็นขาขึ้น ก็ค่อยกระโจนลงสู่ตลาดหุ้นได้

สอง..จังหวะเวลา (Timing) ที่เหมาะสมเข้าลงทุน เนื่องจากการเคลื่อนไหวของตลาดทุกอย่างมี "วัฏจักร" มีทั้งขาขึ้นและขาลง

"เล่นหุ้นในเชิงเทคนิค คุณต้องลงทุนในช่วงขาขึ้นเท่านั้น อย่าไปเสี่ยงลงทุนในช่วงขาลง หรือสัญญาณจะปรับตัวเป็นขาลง"

สาม..ต้องดูดีมานด์และซัพพลายของตลาด

ธิติบอกว่า หุ้นแต่ละตัวมีอุปสงค์และอุปทานเหมือนกับ "ตาชั่งวัด" จะมีการปรับตัวโยกขึ้น โยกลง และปรับสู่สมดุลเสมอ การเข้าสู่ตลาดตอนที่ตาชั่งแกว่งตัว ปรับจากการไม่สมดุลสู่สมดุล จะเกิดการปรับทิศทางแล้วค่อยเข้าลงทุนช่วงนั้น

"ช่วงที่ซัพพลายมากๆ จะเป็นช่วงเทขาย ขณะที่ซัพพลายน้อย ดีมานด์มากขึ้นถึงจุดสมดุล เราค่อยเข้าสู่ตลาด คือตลาดบ้านเราจะแกว่งตลอดเวลาตามดีมานด์และซัพพลาย"

สี่.."ห้ามโลภ"

หากได้กำไรเมื่อหุ้นขึ้นไป 1-2 ช่อง ให้ตัดขายทำกำไรทันที (ถ้าเล่นเร็ว) และให้คิดเสมอว่า หุ้นที่ขายแล้วแม้จะปรับตัวขึ้นไปอีก ให้ถือว่าคุณได้ถ่ายทอดความเสี่ยงแก่คนที่รับซื้อต่อ

"นักลงทุนบ้านเรา เวลาขายหุ้นไปแล้วขึ้น จะไปรับซื้ออีกครั้ง บางทีกลับเป็นความเสี่ยงที่มากขึ้น"

และห้า..พิจารณาตัวเองก่อนเข้าตลาด โดยให้พิจารณาว่าตัวเอง "ได้เปรียบ" นักลงทุนคนอื่นหรือไม่

"ถ้าคุณไม่ได้เปรียบ แสดงว่าคุณเสียเปรียบ ห้ามลงทุนเด็ดขาด เมื่อประเมินตัวเองว่าได้เปรียบใครบ้าง อย่างนักลงทุนบ้านเรามี 2 แสนคน ก็ต้องมาพิจารณาว่าเราได้เปรียบกี่คนในสองแสนคน ถ้าไม่ได้เปรียบ คำตอบคืออย่าลงทุน"

แนวทางการลงทุนของธิติ เขาจะใช้หลักวิเคราะห์หุ้นทางเทคนิค และตัดสินใจลงทุนเป็นรอบๆ โดยเขาจะลงทุนเพียง 2-3 รอบต่อปี เท่านั้น

"การลงทุนเชิงเทคนิคอล มันเป็นเหมือนเวทมนตร์ เพราะมักมีโอกาสจะได้ผลตอบแทนที่ดีเสมอ ผมจึงเปลี่ยนจากแนวการลงทุนปัจจัยพื้นฐาน มาเป็นการลงทุนเชิงเทคนิค ซึ่งลงทุนแล้วประสบผลสำเร็จจริง แม้หุ้นที่มีพื้นฐานดีแต่เรารอให้ราคาหุ้นปรับขึ้นไม่ไหว เพราะการปรับตัวขึ้นต้องใช้เวลานาน

และเมื่อเทียบกับผลตอบแทนของหุ้นบลูชิพจะน้อยกว่าการเล่นแบบเทคนิค ซึ่งเมื่อหาจังหวะลงทุนที่เหมาะสมได้ ผลตอบแทนที่ได้จะสูงกว่ามาก โดยไม่ต้องลงทุนตลอดปี ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ และปีหนึ่งๆ ผมจะลงทุน 2-3 รอบเท่านั้น และหากตลาดหุ้นไม่ใช่ขาขึ้น ก็จะไม่ต้องลงทุนเด็ดขาด"

วิธีการเล่นทางเทคนิคของธิติ เขาจะสร้าง "โปรแกรม" ที่เรียกว่า "BOT" ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่หาข้อมูลและค้นหาหุ้นในตลาด โดยสร้างเงื่อนไขว่าต้องการหุ้นแบบไหน และหุ้นตัวไหนมีสัญญาณเป็นบวก จากนั้นจะใช้ความสามารถของคนมาคัดเลือกหรือสกรีนหุ้นให้เหลือ 2-3 หุ้น ที่มีสัญญาณชัดเจนและน่าสนใจลงทุนเท่านั้น

"จุดได้เปรียบของผม อยู่ที่การใช้เครื่องมือและสัญญาณทางเทคนิค มาประกอบการตัดสินใจลงทุนเป็นหลัก"

ธิติบอกว่า เขาเริ่มลงทุนจริงจังเมื่อราวปี 2546 ซึ่งเป็นช่วงที่ดัชนีตลาดอยู่ที่ 380 จุด และได้ปรับขึ้นเป็น 800 จุด มูลค่าการซื้อขายของตลาดสูงถึง 8 หมื่นล้านบาทต่อวัน

"ตอนเริ่มลงทุนใหม่ใช้เงิน 2 แสนบาท จากนั้นขยับขยายไปเรื่อยๆ ตอนนั้นผลตอบแทนที่ได้จะคูณสอง จากนั้นมูลค่าพอร์ตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็น 5 แสนบาทได้

จากนั้นผมเริ่มลดพอร์ต เพราะดัชนีได้ปรับตัวสูงขึ้นเกินไป และมีสัญญาณลบออกมา โดยปกติเมื่อใดที่ค่าพีอีจะสูงถึง 31 เท่า แสดงว่าตลาดร้อนแรงเกินไปแล้ว จากนั้นจะปรับตัวลดลง แม้ช่วงนั้นค่าพีอีจะไม่ถึง 31 เท่า แต่มีสัญญาณบางอย่างไม่ดีออกมา ผมจึงกระโดดออกจากตลาด และลดพอร์ตลงมาเรื่อยๆ

ปัจจุบันมูลค่าพอร์ตหุ้นของเขาอยู่ที่ 3.8 แสนบาท หลังจากที่ได้ทยอยขายหุ้นนำกำไรออกไปบ้างแล้ว

ส่วนจำนวนหุ้นในพอร์ต เขาจะเล่นหุ้นไม่เกิน 5 บริษัท เพื่อให้สามารถดูภาพรวมทั้งหมดได้ โดยกระจายลงทุนในหุ้น 3 ส่วนหลัก คือ ลงทุนหุ้นกลุ่มนำเข้า กลุ่มส่งออก และหุ้นกลุ่มพลังงาน

"ผมจะไม่ลงทุนหุ้นใหญ่ เพราะเล่นเทคนิคจะไม่ลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และไม่สนใจเงินปันผล แต่เราสนใจว่าเมื่อเราซื้อหุ้นแล้ว หุ้นต้องขึ้น เมื่อขายแล้วหุ้นต้องลง ซึ่งเป็นหลักเทคนิคอล"

ธิติบอกว่า ผลตอบแทนการลงทุนใน 2550 ไม่ค่อยสูงมากนัก จะอยู่ประมาณ 28-32%

"เพิ่งจะตีตื้นตอน 2-3 เดือนที่ผ่านมาที่เราทำเงินได้มาก และหุ้นมีสัญญาณชัดเจนปรับตัวขึ้น จริง ๆ เริ่มตอนที่ตลาด Crash ไปครั้งหนึ่ง ช่วงนั้นเราจับสัญญาณได้ เราจึงเริ่มเข้าตลาด และซื้อเมื่อขึ้นไปสักพักจึงเริ่มขาย เราไม่สนใจว่าหุ้นนั้นเป็นอะไร แต่สนใจว่าเมื่อซื้อต้องขึ้น ขายต้องลง"

ปัจจุบันแนวทางการบริหารเงินส่วนตัวของผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทเน็กซ์วิว จะนำเงินลงทุน 30% ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ โดยซื้อบ้าน ทาวน์เฮ้าส์ จะซื้อเก็บและให้เช่า เงินลงทุนอีก 30% นำไปลงทุนในตลาดหุ้น

ส่วนที่เหลือ 40% เป็นเงินฝาก และลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)

Credit >> http://www.technicalday.com


การใช้อัตราส่วนต่างๆเพื่อหามูลค่า

อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) หรือมูลค่าทางบัญชี (P/B) นำมาใช้ประเมินมูลค่าแบบคร่าวๆ ได้ เช่น

1.    P/E ของกิจการใดต่ำกว่า P/E เฉลี่ยของกิจการอื่นที่ทำธุรกิจเดียวกันและมีขนาดใกล้เคียงกัน ทั้งที่ไม่มีปัญหาอะไร ย่อมถือว่า เป็นหุ้นที่ถูกกว่า ตลาดอาจจะให้มูลค่าผิดไปในบางช่วงเวลา และราคาจะกลับมาที่ควรจะเป็นได้
2.    P/B ที่ต่ำกว่า 1 หมายถึงราคาตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี โดยหลักการทางบัญชีแล้ว หากการบันทึกราคาครอบคลุมทั้งสินทรัพยที่มีและไม่มีตัวตนเป็นไปอย่างสมบูรณ์ P/B ควรจะเท่ากับ 1 ที่ P/B ต่ำกว่า 1 อาจจะเป็นไปได้จากหลายสาเหตุ อาทิ การบันทึกมูลค่าสินทรัพย์ไม่ได้ปรับราคาตามความเป็นจริง (เช่นที่ดิน เครื่องจักร มูลค่าแบรนด์ ลิขสิทธิ์ หรือมูลค่าโอกาสทางธุรกิจในอนาคต) หรือหากเป็นตามความเชื่อของการลงทุนแบบคุณค่าก็คือ นักลงทุนในตลาดประเมินมูลค่าหุ้นต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง หากเป็นกรณีนี้ นักลงทุนก็จะมีโอกาสทำกำไรหากราคาหุ้นกลับเข้ามาสู่มูลค่าที่เหมาะสม

อย่างไรก็ตามการใช้อัตราส่วนทั้ง P/E และ P/B ก็มีข้อจำกัดหลายอย่างเช่น

1.    มาตรฐานการบันทึกมูลค่าทางบัญชีของแต่ละบริษัทต่างกัน จึงไม่สามารถเทียบกันได้อย่างสมบูรณ์
2.    วิธีการทำบัญชีของแต่ละประเทศต่างกัน
3.    บอกความเสี่ยงของกิจการได้ไม่สมบูรณ์ อันที่จริง หุ้นที่ P/E และ P/B ต่ำนั้น จะมีค่าความเสี่ยงสูงกว่าโดยเฉลี่ย (ข้อมูลเพิ่มเติม ลองอ่าน Fama (1991) และ Fama (1998) )
4.    มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่า P/E ไม่บอกถึงความเติบโตของกิจการ อันที่จริง หุ้นที่มี P/E สูงก็เนื่องจากว่านักลงทุกคาดหมายการเติบโตที่สูงมากนั่นเอง

Credit >> http://th.wikipedia.org


การประเมินมูลค่ากิจการ

การลงทุนแบบคุณค่านั้นมีหลายแนวทางอยู่ที่การตีความ วิธีประเมินมูลค่าตามแบบของการลงทุนแบบเน้นคุณค่าของ ตามหนังสือ Value Investing from Graham to Buffett and Beyond ของ Greenwald และคณะ ได้แสดงไว้ 3 วิธี

    วิธีต้นทุนทดแทน (Replacement Cost) คือการหาว่าหากต้องการสร้างกิจการนี้ขึ้นมาใหม่ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ วิธีนี้จะแก้ไขการใช้มูลค่าทางบัญชี ซึ่งไม่ได้รวมต้นทุนการสร้างกิจการไว้ทั้งหมด เช่นค่าลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร แบรนด์ ความนิยมหรือใบอนุญาตประกอบกิจการเฉพาะ
    ความสามารถในการทำกำไร (Earning Power Value) พิจารณามูลค่ากิจการจากความสามารถในการสร้างเงินสด และ/หรือกำไรจากผลประกอบการ
    การเติบโต (Growth) พิจารณาความเติบโตของผลกำไร

Credit >> http://th.wikipedia.org


หลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า

ตามหลักการลงทุนแบบเน้นคุณค่า นักลงทุนจะประเมินมูลค่าบริษัทและหุ้นของบริษัทด้วยปัจจัยพื้นฐาน เมื่อได้มูลค่าที่เหมาะสมแล้วจึงพิจารณาราคาในตลาดหลักทรัพย์ หากพบว่าราคาของหลักทรัพย์ทั้งหมดต่ำกว่า ก็จะเข้าซื้อหุ้น ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าราคาในตลาดจะวิ่งไปหามูลค่าที่เหมาะสมในระยะยาว อันที่จริง หลักการลงทุนทุกรูปแบบยกเว้นแบบเทคนิคอล จะเลือกซื้อหุ้นเมื่อพบว่าราคาหลักทรัพย์ต่ำกว่ามูลค่าตามปัจจัยพื้นฐาน (หลักการทางเศรษฐศาสตร์ก็บอกเช่นกันว่า ให้ลงทุนในโครงการที่มี Abnormal Profit หรือ Economic Profit) ดังนั้น การเลือกหุ้นที่ราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน จึงมิไม่เป็นหลักการเฉพาะของการลงทุนแบบคุณค่าแต่อย่างใด ที่หลักการการลงทุนแบบคุณค่าแตกต่างกับวิธีการการลงทุนแบบอื่นๆก็คือ การลงทุนแบบคุณค่าเชื่อว่าอัตราส่วนทางบัญชี เช่น P/E และ P/BV ที่ต่ำ สามารถบ่งบอกว่าราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐาน ในขณะที่การลงทุนแบบอื่น อาทิ แบบ Growth เชื่อว่าอัตราเติบโตเร็วบ่งบอกว่ามูลค่าพื้นฐานของหุ้นนั้นสูงกว่าราคาปัจจุบัน (ซึ่งก็แปลว่า ราคาหุ้นต่ำกว่ามูลค่าพื้นฐานเช่นกัน นั่นเอง) สาเหตุที่หุ้นที่ P/E และ P/BV ต่ำมักจะมีราคาต่ำกว่าปัจจัยพื้นฐาน งานวิจัยบางส่วนบ่งบอกว่าเกิดจากปัจจัยทางจิตวิทยา โดยนักลงทุนส่วนใหญ่ประเมินหุ้นที่มีผลการดำเนินงานช่วงหลังๆไม่ค่อยดี หรือว่าหุ้นที่มีอัตราการเติบโตต่ำ ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ผลตรงนี้สนับสนุนความเชื่อของ เบนจามิน เกรแฮม

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าการวิจัยพบว่าการลงทุนแบบเน้นคุณค่าจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดในระยะยาว ก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการว่า สาเหตุของกำไรเกิดจากอะไร ฝ่ายหนึ่งดังที่กล่าวไปแล้ว เชื่อว่าสาเหตุเกิดจากผลทางจิตวิทยา (Behavioural Finance) นำโดยศาสตราจารย์ ริชาร์ด ทาเลอร์ เดเนียล คาห์เนมาน (โนเบล 2004) ฯลฯ โดยการงานวิจัยทางจิตวิทยาสนับสนุนในขณะที่อีกฝ่ายเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการที่หุ้นที่มีอัตราส่วนทางบัญชีต่ำนั้นมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นโดยทั่วไป ซึ่งค่ายนี้นำโดย ยูจีน ฟามา มาร์ค รูบินสไตน์ ฯลฯ โดยมีหลักฐานชี้ว่า หากมีการปรับ Asset Pricing Model โดยพิจารณาความเสี่ยงที่เกิดจากอัตราส่วนบัญชีเข้าไปด้วย การลงทุนแบบเน้นคุณค่านั้นไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงกว่าการลงทุนแบบทั่วไปแต่อย่างใด กำไรที่สูงกว่าเกิดขึ้นจากความเสี่ยงที่มากกว่าเท่านั้นเอง (ข้อมูลเพิ่มเติม: Fama and French (1996) )

ปัจจุบันได้มีหนังสือที่ออกมาเกี่ยวกับแนวทางดังกล่าวหลายเล่ม ที่ยอมรับนับถือว่าเป็นคัมภีร์ของนักลงทุนก็เช่น Security Analysis และ The Intelligent Investor โดยเบนจามิน เกรแฮม

อย่างไรก็ตาม ด้วยวิวัฒนาการในการลงทุน จึงมีแนวคิดอื่นเช่นการลงทุนในหุ้นโตเร็ว และปัจจัยทางการบริหารจัดการ ฟิล ฟิชเชอร์เป็นเจ้าของแนวคิดดังกล่าว ท่านเป็นนักลงทุนอีกท่านในยุคนั้นที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก และได้แต่งหนังสือชื่อ Common Stock and Uncommon Profit ขึ้นมา ในหนังสือนี้จะสอนให้นักลงทุนพิจารณาปัจจัยทางคุณภาพมากกว่า ปัจจัยทางปริมาณซึ่งหลักการนี้ต่างจากหลักการของเกรแฮมที่สอนให้นักลงทุนศึกษาปัจจัยทางปริมาณ

ปัจจุบันมีแนวคิดและหลักการต่างๆ ประยุกต์และแตกแขนงออกไปจากหลักการพื้นฐาน แต่ทุกแนวคิดก็ยังต้องอิงกับปัจจัยทางปริมาณ และปัจจัยทางคุณภาพ ร่วมกันเพื่อประเมินมูลค่าหุ้นที่เหมาะสม

Credit >> http://th.wikipedia.org


คุณลักษณะของงบการเงินที่ดี

หากเปรียบการทำธุรกิจเหมือนการทำสงคราม ผู้บริหารก็เหมือนแม่ทัพ ถ้าแม่ทัพเก่งก็จะรบชนะแย่งชิงทรัพยากรกลับมาให้นักลงทุนมั่งคั่งมากขึ้น (แต่ถ้าผลประกอบการเริ่มแย่ลงขอสละเรือก่อนนะ) ถ้าบริษัทจัดการธุรกิจดี(ทำเหตุดี) งบการเงินที่เป็นผลประกอบการควรจะมีลักษณะดังนี้

1.    จัดโครงสร้างกองทัพอย่างเหมาะสม โดยยุ่งอยู่กับแหล่งที่มาของเงิน (SF) และแหล่งที่ใช้ไปของเงิน (UF) ทั้งส่วนของหนี้สิน ทุน สินทรัพย์ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เช่นมีหนี้ไม่มากไม่น้อยไปธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดมาจ่ายภาระทางการเงินไหว วางแผนจัดหาเงินทุนหมุนเวียนอย่างเพียงพอในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต
2.    งบกำไรขาดทุนเหมือนการนำทัพไปเข้าโจมตี ถ้าแม่ทัพวางแผนรบมาดี เมื่อนำแผนไปปฏิบัติก็จะได้รายได้หักค่าใช้จ่ายแล้วเหลือกำไรกลับมาสร้างความมั่งคั่งให้ผู้ถือหุ้นได้ต่อเนื่อง
3.    เมื่อธุรกิจมีกำไรแหล่งที่มาของเงิน (SF) ก็จะมากขึ้น เงินสดด้านแหล่งที่ใช้ไปของเงิน (UF) ก็จะเพิ่มตาม หากไม่มีการขยายตัวของธุรกิจและเงื่อนไขการค้ายังเป็นเหมือนเดิม เงินสดในแหล่งที่ใช้ไปของเงิน(UF) จะเพิ่มขึ้น และผู้ประกอบการอาจตัดสินใจลดภาระหนี้ระยะสั้นลง ทำให้แหล่งที่มาของเงิน (SF) ที่ใช้ไปเพื่อสินทรัพย์หมุนเวียน มีส่วนของเงินทุนหมุนเวียนที่มาจากส่วนทุนของเจ้าของมากขึ้นเรื่อยๆ จนวันหนึ่งอาจไม่ต้องกู้เงินเลยก็เป็นได้ คงเหลือแต่การใช้แหล่งที่มาของเงิน (SF) จากเจ้าหนี้การค้าที่ไม่มีดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว สรุปง่ายๆก็คือหนี้สินจะลดลงเรื่อยๆนั่นเอง
4.    เฝ้าระแวดระวัง และคิดตลอดต่อการใช้ที่มาของเงิน (SF) ไปลงทุนในแหล่งที่ใช้ไป (UF) ของเงินอย่างเหมาะสมและไม่ใช้เงินผิดประเภท ถ้าผู้บริหารลงทุนผิดประเภทจะส่งผลให้อัตราหมุนเวียนทรัพย์สินลดลง (ยอดขาย/สินทรัพย์)

Credit >> http://www.investidea.in.th/2013/08/blog-post_14.html



ลงทุนหุ้น VI ควรถือยาวแค่ไหน

จะเป็น VI ที่จะถือหุ้นยาวๆ ไม่ใช่สักแต่ว่าซื้อหุ้นพื้นฐานดีแล้วถือระยะยาวแบบไม่สนใจใยดี นักลงทุนระยะยาวต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ...เพื่อประเมินว่าหุ้นที่เราถืออยู่เหมาะที่จะถือต่อหรือ ไม่?

-    หุ้นยังมีการเติบโตหรือไม่?
-    หุ้นยังคงมีศักยภาพการเติบโต (Potential growth) อยู่หรือไม่?
-    ราคาหุ้นถึงมูลค่าเมื่อคิดรวมการเติบโตในระยะยาวหรือยัง? (Room of growth)

เมื่อมีสัญญาณว่าหุ้นไม่มีการเติบโตแล้ว หมดศักยภาพเติบโตแล้ว หมดโอกาสเติบโตทางธุรกิจแล้ว หุ้นถึงมูลค่าแล้ว ต่อให้ถือหุ้นในเวลาสั้นแค่ไหนก็ควรขายทิ้ง

เมื่อหุ้นยังคงมีการเติบโตของกิจการอย่างต่อเนื่องและแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โอกาสทางธุรกิจเพิ่ม ศักยภาพทางธุรกิจเพิ่ม ต่อให้ถือหุ้นมานานแค่ไหนก็ควรถือต่อ เพราะมูลค่าหุ้นมันก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆตามการเจริญเติบโต ขายไปก็เหมือนขายหมูครับ ไม่สามารถกลับมาซื้อในราคาต่ำกว่า

ดังนั้นการลงทุนระยะยาวต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ ว่าหุ้นที่เราถืออยู่ควรถือต่อหรือไม่? ถ้าหุ้นยังมีคุณสมบัติที่ดีประเมินแล้วสรุปว่าต้องถือต่อไปเรื่อยๆ ก็จะกลายเป็นการลงทุนระยะยาวโดยปริยายครับ

Credit >> http://www.investidea.in.th/2012/10/vi.html