Free Float คืออะไร

Free Float คือ ปริมาณการถือครองหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย เป็นปริมาณหุ้นที่ไม่ได้ถือโดยผู้ลงทุนที่มีส่วนร่วมในการบริหารหรือถือหุ้นเพื่อเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ

ผู้มีส่วนร่วมในการบริหาร และ ผู้ถือหุ้นเพื่อเชิงกลยุทธ์ทางธุรกิจ ได้แก่

- กรรมการ ผู้จัดการ และผู้บริหาร 4 ระดับแรกนับต่อจากผู้จัดการลงมา รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้อง และบุคคลที่มีความสัมพันธ์

-  ผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นมากกว่า 5% โดยนับรวมผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ยกเว้นผู้ถือหุ้นกลุ่มดังต่อไปนี้คือ บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัย กองทุนรวม และกองทุนที่ออมแบบมีภาระผูกพัน

- ผู้ถือหุ้นที่มีอำนาจควบคุม

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้กำหนดให้สัดส่วนหุ้น Free Float ของบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทัพย์ จะต้องไม่น้อยกว่า 15%และมีผู้ถือหุ้นรายย่อยไม่น้อยกว่า 150 ราย

หากบริษัทใดมีจำนวนหุ้นที่ถือโดยรายย่อย ( Free Float ) น้อยกว่า 15% เมื่อครบปีที่ 1 จะถูกประกาศชื่ออยู่ในรายการบริษัทที่มี Free Float ต่ำกว่าเกณฑ์

จากนั้นหากยังแก้ปัญหาไม่ได้เมื่อครบปีที่ 2 จะถูกประกาศให้บริษัทเข้าข่ายอาจถูกเพิกถอนและขึ้นเครื่องหมาย NC  (Non – Compliance) พร้อมทั้งหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ (SP) จนกว่าจะได้รับคำชี้แจงถึงแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวของบริษัท

และหากในปีที่ 3 บริษัทดังกล่าวไม่สามารถเพิ่มสัดส่วนหุ้นให้นักลงทุนรายย่อยได้เกินกำหนด บริษัทนั้นก็จะถูกย้ายไปอยู่ในกลุ่ม NPG (NPG หรือ Non Performing Group) และขึ้นเครื่องหมาย SP จนกว่าปัญหาดังกล่าวจะได้รับการแก้ไข

แนวทางแก้ไขสำหรับบริษัทซึ่งมีสัดส่วนจำนวนหุ้น Free Float น้อยกว่า 15%

- การเสนอขายหุ้นเพิ่มให้นักลงทุนรายย่อย การแตกมูลค่าหุ้น หรือการจ่ายหุ้นปันผล

สามารถตรวจดูอัตราส่วน Free Float ของแต่ละบริษัทได้ที่ไหน

- หุ้นของบริษัทที่อยู่ใน SET สามารถตรวจสอบได้ ที่นี่

- หุ้นของบริษัทที่อยู่ใน MAI สามารถตรวจสอบได้ ที่นี่

หุ้นที่มี Free Float สูง หรือ ต่ำ จะเป็นอย่างไร

หุ้นที่มีเปอร์เซ็นต์สัดส่วน Free Float ต่ำ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นจะถูกควบคุมโดยนักลงทุนรายใหญ่ที่ถือหุ้นได้ง่าย เมื่อเจ้าของหุ้นต้องการให้ราคาหุ้นขึ้นหรือลง ทิศทางราคาก็จะเคลื่อนไหวอย่างหวือหวามากกว่าหุ้นที่มีFree Float สูง

หุ้นที่มี Free Float สูง แสดงว่าเจ้าของหุ้นปล่อยหุ้นออกสู่นักลงทุนรายย่อยจำนวนมาก ส่วนที่จะปล่อยมากเพราะอะไร ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัท บางบริษัทอาจเป็นเพราะกิจการมีแนวโน้มไม่ดีผู้บริหารเลยไม่ถือไว้ หรืออาจจะเป็นเหตุผลอื่นก็ได้

หุ้นที่มี Free Float ต่ำ อาจจะมีสภาพคล่อง หรือ ปริมาณการซื้อขายต่ำ แต่เมื่อใดที่มีแรงซื้อเข้ามา ราคาก็จะพุ่งสูงขึ้นมากอย่างรวดเร็ว

Credit >> http://www.setmai.com/

Short Selling หรือการขายชอร์ต คืออะไร

เคยหรือไม่ที่มีเหตุการณ์ซึ่งทำให้คุณทราบอย่างชัดเจนว่าราคาหุ้นจะตกลงจากปัจจุบันอย่างแน่นอน ในกรณีเช่นนี้คุณสามารถทำกำไรจากราคาหุ้นที่จะตกลงไปได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีหุ้นตัวนั้น วิธีนี้เรียกว่า การขายชอร์ต (Short Selling)

** หมายเหตุ : การขายชอร์ตที่จะกล่าวถึงในบทความนี้ เป็นการขายเฉพาะในส่วนของหุ้น และเป็นกรณีของลูกค้าทั่วไป ที่ไม่ใช่สถาบัน **

การขายชอร์ต คือ การยืมหุ้นจากบริษัทโบรกเกอร์มาขายก่อน จากนั้นค่อยมาซื้อคืนภายหลังในราคาที่ต่ำกว่า โดยจะได้กำไรจากส่วนต่างราคา นักลงทุนจะใช้วิธีนี้เมื่อมีเหตุการณ์ที่คาดการณ์ได้ว่าราคาหุ้นจะต้องตกลงไปมากอย่างแน่นอน

การจะขายชอร์ตได้นั้น นักลงทุนจะต้องทำในบัญชีมาร์จิ้นเท่านั้น และหุ้นที่จะขาบชอร์ตได้ต้องเป็นหุ้นของบริษัที่อยู่ใน SET 100 Index เท่านั้น

หากต้องการขายชอร์ต นักลงทุนที่มีบัญชีมาร์จิ้นอยู่กับโบรกเกอร์ใด ก็ให้ติดต่อไปที่บริษัทโบรกเกอร์นั้น และแจ้งความประสงค์

การทำ Short Selling นั้น เป็นการยืมหุ้นมาขาย ดังนั้นสุดท้ายแล้วก็ต้องซื้อหุ้นกลับคืนโบรกเกอร์ (Buy To Cover) เท่ากับจำนวนที่ยืมมา ซึ่งหากราคาหุ้นไม่ได้ตกลงอย่างที่คาดไว้ แทนที่จะได้กำไรก็ต้องขาดทุนจากส่วนต่างที่ขายไปถูกและซื้อกลับคืนในราคาแพง

เหตุผลในการทำ Short Selling มีอยู่ 2 ประการ 1. คือเพื่อลดความเสี่ยง 2. เก็งกำไร สำหรับข้อมูลการขายชอร์ตในแต่ละวันสามารถดูได้ที่ http://www.setmai.com/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95-short-selling/

Credit >> http://www.setmai.com/


วิเคราะห์พื้นฐานบริษัทด้วยวิธี Five Force Model

Five Force Model คือ โมเดลในการวิเคราะห์โครงสร้างอุตสาหกรรมและคู่แข่ง เพื่อนำไปใช้ในการวางกลยุทธการแข่งขัน ผู้คิดค้นหลักการนี้ขึ้นมา คือ ไมเคิล อี พอตเตอร์

ในทฤษฏีนี้ ระบุไว้ว่า มี 5 ปัจจัยสำคัญ ที่ควรพิจารณาว่า บริษัทในอุตสาหกรรมที่จะเข้าไปลงทุนนั้น มีอุปสรรคในการดำเนินงานมากน้อยแค่ไหน

1. การคุกคามจากคู่แข่งรายใหม่

หากธุรกิจไหนง่ายต่อการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่ จะส่งผลเกิดการแข่งขันกันสูง ปัจจัยที่จะช่วยป้องกันคู่แข่งเพิ่มเข้าสู่ตลาดอุตสาหกรรมเดียวกัน คือ

- ตราสินค้าที่แข็งแกร่ง

- กลุ่มฐานลูกค้าประจำ

- ต้นทุนในการดำเนินกิจการสูง

- ทรัพยากร หรือ วัตถุดิบ ที่จำกัด

- ข้อจำกัดทางกฏหมายในการดำเนินธุรกิจ การผูกขาดโดยรัฐบาล เช่น ธุรกิจสัมปทาน

2. อำนาจต่อรองของผู้จำหน่ายวัตถุดิบ

หากซัปพลายเออร์มีอำนาจต่อรองสูงมาก อาจะส่งผลให้บริษัทต้องสูญเสียกำไร และขาดความคล่องแคล่วในการดำเนินการต่าง ๆ ปัจจัยที่ใช้วิเคราะห์ว่าอำนาจต่อรองของผู้จำหน่ายวัตถุดิบมีมากหรือน้อย พิจารณาได้จาก

- มีจำนวนซัปพลายเออร์ในอุตสาหกรรมไม่มาก

- ไม่มีวัตถุดิบทดแทน แม้ราคาวัตถุดิบจะสูงขึ้นเท่าไร ก็จำเป็นต้องซื้อ

- การเปลี่ยนแปลงไปใช้วัตถุดิบอื่นมีต้นทุนสูง

- วัตถุดิบของซัปพลายเออร์มีความสำคัญกับบริษัทมาก ไม่สามารถดับเนินธุรกิจได้เลยหากปราศจากสินค้าจากซัปพลายเออร์

- ธุรกิจของบริษัทซัปพลายเออ มีผลกำไรสูงกว่า ธุรกิจของบริษัทที่ซื้อสินค้า

3. อำนาจของผู้บริโภค

หากธุรกิจไหนที่ลูกค้ามีอำนาจในการต่อรองสูง จะส่งผลให้บริษัทอาจมีการเปลี่ยนแปลงในเรื่องของผลกำไรและปริมาณการขายได้ง่าย ปัจจัยที่สังเกตุว่าธุรกิจนั้น ๆ ลูกค้ามีอำนาจต่อรองสูงหรือไม่ ดูได้จาก

- กลุ่มลูกค้ามีขนาดเล็ก จำนวนไม่มาก บริษัทต้องเอาใจลูกค้า

- การซื้อของลูกค้าเป็นการซื้อจำนวนมาก ทำให้สามารถต่อรองได้มาก

- ลูกค้ามีทางเลือกในการเปลี่ยนไปซื้อสินค้าของคู่แข่งอื่น

- สินค้าไม่ได้มีความสำคัญมากกับลูกค้า ลูกค้าอาจไม่ต้องใช้สินค้าก็ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง

- ราคาสินค้ามีผลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ถ้าเจอสินค้าบริษัทไหนถูกกว่า ลูกค้าก็พร้อมจะเปลี่ยน

4. สินค้าทดแทน
หากธุรกิจที่ดำเนินการอยู่ของบริษัทใด มีสินค้าหรือบริการที่สามารถทดแทนได้ ซึ่งลูกค้าสามารถเปลี่ยนไปใช้แทน โดยไม่ได้มีต้นทุนเพิ่มเติมที่สูง ธุรกิจนั้นก็มีความเสี่ยงต่อการรักษากำไรให้คงที่ เพราะอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

- สินค้าของบริษัทมีสินค้าใกล้เคียงกันที่สามารถทดแทนได้หรือไม่ เช่น ถ้าราคากาแฟขึ้นสูงมาก ผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปดื่มชาแทน

5. การแข่งขันในอุตสาหกรรมเดียวกัน ธุรกิจในอุตสาหกรรมใดก็ตามที่มีการแข่งขันสูง จะมีแนวโน้มที่ได้รับอัตราผลกำไรต่ำ เพราะจะต้องแบ่งงบประมาณจำนวนมากไปใช้ในการแข่งขัน เราสามารถพิจารณาได้ว่าในอุตสาหกรรมนั้นมีการแข่งขันสูงหรือไม่ ดังนี้

- ในอุตสาหกรรมนั้น ขนาดของแต่ละบริษัทใกล้เคียงกัน

- มีความแตกต่างกันเพียงเล็กน้อยระหว่างสินค้าของแต่ละบริษัทในอุตสาหกรรม

- การเติบโตของแต่ละบริษัทมีอัตราที่ต่ำ และทุกบริษัทมีช่องทางที่จะแย่งชิงลูกค้าของแต่ละฝ่ายได้

หลักการของ Porter ‘ Five Force Model เป็นอีกหนึ่งทฤษฏีที่นำมาใช้ในการวิเคราะห์ธุรกิจที่ลงทุนได้ มีความใกล้เคียงกับการพิจารณาการลงทุนของ วอร์เรน บัฟเฟต คือ มักจะเลือกลงทุนในธุรกิจที่มีลักษณะผูกขาด

Credit >> http://www.setmai.com

อัตราส่วนเงินสดหรือ Cash Ratio คืออะไร

อัตราส่วนเงินสด (cash ratio) คือ เครื่องมือหนึ่งที่ใช้ชี้วัดสภาพคล่องของบริษัท โดยการนำเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด หรือ เงินลงทุนที่มีอยู่ในสินทรัพย์หมุนเวียน มาเปรียบเทียบกับหนี้สินหมุนเวียน

เป็นอัตราส่วนที่เข้มงวดมากที่สุดในบรรดา 3 อัตราส่วนสภาพคล่องระยะสั้น อันได้แก่ อัตราส่วนทุนหมุนเวียน (Current ratio) , อัตราส่วนเงินทุนหมุนเร็ว (Quick Ratio) และ อัตราส่วนเงินสด (cash ratio)

การใช้อัตราส่วนเงินสด จะเป็นประโยชน์ในการตรวจสอบว่าบริษัทมีจำนวนเงินหมุนเวียนระยะสั้นมากกว่าหนี้สิ้นระยะสั้นที่ต้องชำระหรือไม่ ซึ่งหากผลออกมาเป็นตัวเลขที่สูง แสดงว่าบริษัทที่วิเคราะห์มีสภาพคล่องในการดำเนินงานสูง (ไม่มีปัญหาขาดเงินสดจนชอต)

แต่ในขณะเดียวกันการที่อัตราส่วนเงินสดสูงจนเกินไป ก็แสดงว่าบริษัทเก็บเงินสดไว้มากเกินไป ไม่นำไปลงทุนเพื่อสร้างผลกำไรกลับมา

วิธีคำนวนหาอัตราส่วนเงินสด ทำได้โดยนำ เงินสด+รายการเทียบเท่าเงินสด+เงินลงทุน หารด้วย หนี้สินหมุนเวียน

อย่างไรก็ตามมีบริษัทน้อยรายที่จะมีเงินสด + รายการเทียบเท่าเงินสด มากกว่า หนี้สินหมุนเวียนของบริษัท ดังนั้นคงไม่จำเป็นต้องไปโฟกัสว่าผลการคำนวนต้องเป็น 1 ต่อ 1 ถึงจะเข้าไปลงทุน แต่ให้ใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเพื่อตรวจสอบว่าสภาพคล่องของบริษัทไม่ได้เลวร้ายมากไป หรืออาจใช้ในการเทียบแต่ละปีว่าแนวโน้มของบริษัทในส่วนสภาพคล่องมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

Credit >> http://www.setmai.com/


เงินปันผลกับสิ่งที่ควรรู้

เป้าหมายหลักจริง ๆ ของการลงทุนในตลาดหุ้น คือ การซื้อเพื่อเข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้ลงทุนและรับผลตอบแทนจากเงินปันผล แต่ต่อมาเมื่อมีผู้สนใจลงทุนในตลาดหุ้นจำนวนมาก และเทคโนโลยีต่าง ๆ ก็ทำให้หุ้นกลายเป็นสิ่งที่ซื้อว่ายขายคล่อง ส่งผลให้ราคาหุ้นขยับเคลื่อนไหวขึ้นและลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจำนวนมากจึงเปลี่ยนมาต้องการกำไรจากส่วนต่างราคา มากกว่าเงินปันผล

เงินปันผล คือ เงินส่วนหนึ่งจากผลกำไรที่บริษัทมอบตอบแทนให้กับนักลงทุน ทั้งนี้จะเป็นจำนวนเท่าไรต่อหุ้น ปีหนึ่งจะจ่ายกี่ไตรมาส ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละนโยบายของบริษัท

ในบางครั้งบริษัทอาจทำการเพิ่มทุนโดยการเพิ่มหุ้นและจ่ายผลตอบแทนเป็นหุ้น เรียกว่าหุ้นปันผล

หากท่านเป็นนักลงทุนที่ต้องการเงินปันผลเพียงอย่างเดียวแล้วละก็ สิ่งที่สำคัญ คือ

1. จะต้องใช้เงินเย็นเท่านั้นซื้อหุ้น (เงินเหลือเก็บที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้)

2. ควรเลือกซื้อหุ้นของกิจการที่มีการปันผลอย่างต่อเนื่อง

3. บริษัทที่จะลงทุนต้องมีความมั่นคงสูง เลือกบริษัทที่คิดว่าไม่มีวันเจ๊ง

4. เลือกซื้อหุ้นของกิจการประเภท defensive stock ซึ่งราคาจะไม่ขึ้นลงหวือหวามากนัก และจะไม่ได้รับผลกระทบในการดำเนินกิจการเมื่อถึงช่วงเศรษฐกิจขาลง

5. ควรนำผลตอบแทนจากเงินปันผลส่วนหนึ่งมาลงทุนต่อ เพื่อได้รับเงินมากขึ้นจากผลกำไรทบต้น

จะหาข้อมูลว่าที่ผ่านมาแต่ละบริษัทจ่ายเงินปันผลเท่าไรได้จากที่ไหน ?

สามารถดูได้จาก แหล่้งข้อมูลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ http://www.set.or.th

เงินปันผล

1. วันที่คณะกรรมการมีมติ หมายถึง วันที่กรรมการบริหารบริษัทประชุมกันว่าจะจ่ายเงินปันผลเมื่อไร เท่าไร อย่างไร

2. วันที่ขึ้นเครื่องหมาย คือ วันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD (exclude dividend) เป็นวันที่หมดสิทธิ์ได้รับเงินปันผลในรอบนี้ตามที่มีคณะกรรมการมีมติ หากมาซื้อในวันที่ขึ้นเครื่องหมายจะไม่ได้รับเงินปันผล ถ้าต้องการเงินปันผลรอบนี้ต้องซื้อก่อนขึ้นเครื่องหมายอย่างน้อย 1 วัน

เช่นเดียวกัน สำหรับผู้ถือหุ้นที่ขายหุ้นในวันที่ขึ้นเครื่องหมาย XD ถึงจะไม่มีหุ้นแล้วแต่ก็จะได้รับเงินปันผลในรอบนี้ตามสัดส่วนหุ้นก่อนที่จะขาย

3. วันที่จ่ายเงินปันผล คือวันที่คุณจะได้รับเงินปันผลนั่นเอง เมื่อคุณได้รับสิทธิ์เงินปันผลแล้ว เงินจะยังไม่เข้าบัญชี จนกระทั่งถึงวันนี้

4. อัตราเงินปันผล เช่น รอบล่าสุด คือ 1.130 บาท ต่อ หนึ่งหุ้น หากคุณมีหุ้น 100 หุ้นก็จะได้เงินปันผล 113 บาท แต่เงินปันผลที่จะได้รับต้องถูกนำไปหักภาษี 10%เสียก่อน ดังนั้นเงินได้รับจริงจะเหลือ 101.7 บาท

*** ในบางครั้งบางบริษัทอาจมีการจ่ายเงินปันผลพิเศษ ซึ่งอาจมาจากกำไรที่ไม่ได้จากการดำเนินการตามปกติ หรือ การปรับโครงสร้างบางอย่างภายในบริษัท นักลงทุนควรหาข้อมูลไม่ควรไปหลงติดกับดักเงินปันผลที่เยอะตรงนี้ เช่น เงินปันผลจากมติกรรมการในวันที่ 15/12/11 อนุมัติจ่ายถึง 16.46 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นเงินปันผลพิเศษ ไม่ได้หมายความว่าจะจ่ายเยอะแบบนี้ทุกครั้ง ***

Credit >> http://www.setmai.com/

หุ้น IPO คืออะไร

หุ้นไอพีโอ (IPO) ย่อมาจากภาษาอังกฤษคำว่า Initial public offering หมายถึง หุ้นที่ถูกเสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปในครั้งแรกก่อนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์

บริษัทที่จะเข้ามาระดมทุนจากตลาดหลักทรัพย์ จะต้องเสนอขายหุ้นจำนวนหนึ่งให้กับนักลงทุนทั่วไปก่อนที่หุ้นจะทำการซื้อขายกันในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นที่กำลังจะเข้าทำการซื้อขายจะเรียกกันว่า หุ้นไอพีโอ กล่าวง่าย ๆ ก็คือหุ้นของบริษัทใหม่ล่าสุดที่กำลังจะเข้าตลาดหลักทรัพย์นั่นเอง

โดยทั่วไปแล้วนักลงทุนสามารถติดต่อขอซื้อหุ้นIPO ได้จากโบรกเกอร์ที่ใช้บริการอยู่ ซึ่งถ้าเป็นหุ้นดัง ๆ ก็จะซื้อยากสักหน่อยเพราะมีรายใหญ่จองเก็บหุ้นไว้หมดแล้ว เนื่องจากมั่นใจว่าในวันแรกที่หุ้นของบริษัทเข้าซื้อขาย ราคาจะพุ่งสูงขึ้นอย่างแน่นอน แต่บางครั้งหากเป็นหุ้นไม่ดังโบรกเกอร์จะติดต่อมาเสนอขายเองเลย

ราคา IPO ก็คือ ราคาแรกที่โบรกเกอร์ตั้งขายหุ้นให้นักลงทุนก่อนที่หุ้นจะเข้าซื้อขายในตลาดหุ้น ซึ่งนักลงทุนสามารถดูข้อมูลว่ามีบริษัทไหนบ้างที่กำลังจะจำหน่ายหุ้นไอพีโอได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์โดยตรง

จากสถิติที่ผ่านมา หุ้น IPO ที่เข้าซื้อขายในวันแรก จะมีราคาปิดที่สูงกว่าราคาไอพีโอ ดังนั้นจึงมีนักลงทุนจำนวนมาก ที่ต้องการซื้อหุ้นไอพีโอ เนื่องจากมีโอกาสได้กำไรสูงมาก

Credit >> http://www.setmai.com


ESOP คืออะไร

ESOP ย่อมาจากคำว่า employee stock ownership plan หมายถึง โครงการสำหรับจูงใจให้พนักงานมีความรู้สึกว่าตนเองมีความเป็นเจ้าของบริษัทเช่นกัน บริษัทที่นำวิธี ESOP มาใช้ จะทำการออกหุ้นให้กับพนักงานโดยถือเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทน

ประโยชน์ที่ได้จากการออกหุ้น ESOP ให้กับพนักงาน เชื่อกันว่า จะทำให้พนักงานเกิดความมุ่งมั่น ทุ่มเท ให้กับการทำงานมากกว่าปกติ เพราะเมื่อทุกคนเกิดความรู้สึกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นของบริษัทและการเติบโตของบริษัทก็มีผลต่อราคาหุ้น ก็จะเกิดความร่วมมือร่วมใจพัฒนาองค์กรอย่างเต็มที่

สำหรับพนักงานหุ้นได้รับจากบริษัทเปรียบเสมือนเงินออมยามเกษียณอีกรูปแบบหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามข้อเสียของการได้รับหุ้นเป็นผลตอบแทนของพนักงานก็มีอยู่ เช่น ในกรณีที่บริษัทต้องล้มละลายปิดตัวลง หุ้นที่ถือไว้ก็จะไม่มีค่าอะไรเลย นี่คือความเสี่ยงของการถือหุ้นบริษัท

จากการวิเคราะห์ของนักวิจัยพบว่า การจัดสรรหุ้นให้กับพนักงานเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพโดยทันที จะต้องมีการดำเนินการควบคู่ไปกับการจัดการระบบทำงานแบบเน้นการมีส่วนร่วมด้วย

หุ้น esop

- Direct purchase plans คือ การให้สิทธิพนักงานซื้อหุ้นบริษัทโดยตรง ซึ่งอาจจะเป็นราคาที่มีส่วนลด

- Stock options คือ การให้สิทธิพนักงานซื้อหุ้นของบริษัทในราคาคงที่ ภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนดไว้ สำหรับกรณีนี้บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์จะทำการออก Employee Stock Option Program ที่มีตัวย่อว่า ESOP เช่นกัน ในรูปแบบของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุนสามัญหรือที่เรียกกันว่า warrant ให้กับพนักงาน

- Restricted stock คือ การให้หุ้นกับพนักงานเป็นของขวัญหรือให้ซื้อ โดยมีข้อกำหนด เช่น ระยะเวลาที่ทำงาน หรือ ผลสำเร็จในการทำงานตามที่ตั้งเป้าไว้

Credit >> http://www.setmai.com/