สิ่งที่จะต้องมองหาดูในงบกำไรขาดทุน

สิ่งที่จะต้องมองหาดูในงบกำไรขาดทุน

1. ต้องมีรายได้สูง อย่างน้อยคือสูงเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท
2. มีต้นทุนขายต่ำสม่ำเสมอ ไม่เปลี่ยนไปมาต่ำบ้างสูงบ้าง (คิดเป็น % เทียบกับรายได้)
3. มีกำไรขั้นต้นสม่ำเสมอ ถ้าสูงกว่า 30% ขึ้นไปได้จะดี ไม่เปลี่ยนไปมามาก
4. ค่าใช้จ่ายในการขายควรจะสม่ำเสมอ ถ้าต่ำ (กว่า 60% ของกำไรขั้นต้น) ได้ก็จะดี
5. ค่าใช้จ่ายในการทำวิจัยและพัฒนา จะดูดเอากำไรออกไป ควรพิจารณาหลีกเลี่ยงบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายส่วนนี้สูง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทที่ไม่สามารถหยุดวิจัยได้ (ไม่สามารถอยู่รอดได้) บริษัท hi-tech ที่ไม่ได้ผูกขาดทางการตลาด เป็นตัวอย่างที่ควรหลีกเลี่ยง
6. ค่าเสื่อมราคา ต้องนำมาคิดเป็นค่าใช้จ่ายจริง แม้ว่าไม่มการจ่ายกระแสเงินสดออกไปก็ตาม อย่าหลงกับ EBITDA ที่ตัดเอาค่าเสื่อมราคา (ที่มีจำนวนมหาศาลในธุรกิจบางประเภท) ออกไป บริษัทที่มีความได้เปรียบในการแข่งขัน จะมีค่าเสื่อมราคาต่ำกว่า เพราะว่าไม่ต้องลงทุนเครื่องจักรใหม่ๆ เสมอๆ
เพื่อต่อสู้ในธุรกิจ
7. ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้นทุนทางการเงิน โดยเฉพาะดอกเบี้ยเงินกู้ยืมระยะยาวเพื่อการลงทุนในเครื่องจักร อุปกรณ์ ไม่ว่าจะขายของได้หรือไม่ก็ต้องจ่าย บริษัทที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง จะมีดอกเบี้ยจ่ายต่ำเมื่อเทียบกับรายได้จากการขายอย่างสม่ำเสมอ [บริษัทที่มีดอกเบี้ยจ่ายมีสองประเภทคือ
พวกที่ต้องกู้มาดิ้นรนปรับปรุงกระบวนการผลิตอยู่ตลอดเวลาเพียงเพื่อให้อยู่รอดในธุรกิจ และบริษัทที่ดีมาก จนต้องกู้มาซื้อบริษัทอื่นๆ ข้างเคียง ต้องแยกให้ออกด้วย]
8. กำไร/ขาดทุน ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (เช่นจากการขายสินทรัพย์) ไม่ควรนำเข้ามาคำนวณเพื่อตัดสินความสามารถในการแข่งขัน (แต่อาจจะนำไปเป็นข้อดีในการพิจารณาเป็นโอกาสในการแข่งขันหรือชำระหนี้เงินกู้เพื่อลดดอกเบี้ยได้ เนื่องจากมีกระแสเงินสดไหลเข้ามา)
9. ในการเปรียบเทียบบริษัท ให้คำนวณจากกำไรก่อนหักภาษีเป็นหลัก เนื่องจากบริษัทแต่ละบริษัท/ชนิด เสียภาษีไม่เท่ากัน (และสำหรับเมืองไทย เราสามารถเครดิตภาษีคืนได้ด้วย)
10. ภาษีจ่าย ตรงนี้ต้องดูด้วย บริษัทที่ดี ที่บอกว่ากำไรมาก จะต้องมีภาษีจ่ายเป็นเงินสดจริงๆ ออกไป ไม่ต้องตุกติกอะไรตรงส่วนนี้
11. กำไรสุทธิ เราจะต้องพิจารณาใน 3 ประการคือ
ก) มีกำไรสม่ำเสมอ
ข) กำไรเติบโตอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ขึ้นๆ ลงๆ
ค) มีอัตรากำไรสุทธิ (net profit margin) สูง (จะเทียบเป็น % กับยอดขาย) ถ้าเกิน 20% ได้จะดี การมีอัตรากำไรสุทธิสูง แสดงได้ถึงความสามารถในการแข่งขันที่สูง
12. กำไรต่อหุ้น (EPS - Earning Per Share) จะต้องสูงอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ขึ้นๆ ลงๆ กำไรบ้างขาดทุนบ้าง

สรุป

ในเรื่องของงบกำไรขาดทุนนี้ เราได้พูดถึงการแปลความหมายของตัวเลขต่างๆ ที่อยู่ในงบกำไรขาดทุน เพื่อที่จะทราบถึงความสามารถในการทำกำไรของบริษัท สิ่งที่ผมได้เล่ามาในบทนี้ มีรายละเอียดมาก อยากจะให้พวกเรานักลงทุนได้อ่านซ้ำอีกหลายๆ รอบในกรณีที่ยังไม่เข้าใจดี หรือแม้แต่เข้าใจดีแล้ว ก็ยังสามารถอ่านได้ซ้ำๆ อีกเพื่อที่จะได้ซึมซับความเข้าใจเพิ่มขึ้นไปอีก การที่เราสามารถวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนได้นี้ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่าบริษัทนั้นมีกำไรหรือไม่ อย่างไร เพื่อที่จะเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจว่าจะเป็นเจ้าของบริษัทนั้นหรือไม่

Credit >> http://muegao.blogspot.com


งบกำไรขาดทุน (Income Statement, P/L statement)

งบกำไรขาดทุน (Income Statement, P/L statement)

งบแรกที่เราสนใจคือ งบกำไรขาดทุน ซึ่งเป็นงบการเงินส่วนที่บอกว่าการดำเนินกิจการของบริษัทนั้น มีกำไรหรือไม่มีกำไร สำหรับงบกำไรขาดทุนนี้ ผมอยากจะเน้นให้เพื่อนๆ ได้ทราบในสองจุดก็คือ งบกำไรขาดทุนจะเป็นบัญชีส่วนที่บอกว่ากิจการมีกำไรหรือขาดทุน "ในช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่ง" และการที่บอกว่าได้กำไรหรือขาดทุนนั้น "อาจจะไม่อยู่ในรูปของตัวเงินหรือเงินสด" ก็ได้ ไว้ว่างๆ เราค่อยกลับมาดูในจุดนี้กันนะครับ ภายในงบกำไรขาดทุน ตัวเลขต่างๆ จะบอกว่าบริษัทได้มีรายได้จากการขายมาเป็นเงินเท่าไร (บางบริษัทอาจจะมีรายได้อัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากการลงทุน เป็นต้น เพิ่มเติมเข้ามาอีก) และใช้จ่ายเงินออกไปเพื่อสร้างสินค้าและบริการเป็นเงินเท่าไร ใช้จ่ายเงินส่วนที่เป็นเงินประกอบรายการ (เช่นค่าใช้จ่ายในการขายและบริการต่างๆ) เป็นเงินเทาไร มีค่าเสื่อมราคา ดอกเบี้ยจ่าย ภาษี จิปาถะทีเป็นรายจ่าย (โห... แย่จริงๆ นะครับ รายรับมีนิดเดียว รายจ่ายมีเยอะแยะมากมายจริง) และสุดท้ายแล้วความแตกต่างของรายได้และรายจ่ายเป็นเท่าไร (ก็คือกำไรหรือขาดทุน) นักลงทุนสามารถดูตัวเลขกำไร/ขาดทุนนี้ว่าบริษัทได้กำไรมากขึ้นหรือน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงเวลาที่ผ่านมา และสามารถที่จะดูแนวโน้มของธุรกิจได้

ตอนที่ 19 (17 ก.พ. 54)

ในเรื่องของกำไร/ขาดทุน นี้ ถ้าพูดกันแบบหยาบๆ ง่ายๆ ก็สามารถจะพูดได้เป็น
กำไร = รายได้ - รายจ่าย

เมื่อใดที่รายได้มากกว่ารายจ่าย ก็คือมีกำไร หรือในทางกลับกัน เมื่อใดที่รายได้น้อยกว่ารายจ่ยก็คือขาดทุน ง่ายๆ แค่นี้แต่ว่ามีรายละเอียดปลีกย่อยที่ควรพิจารณาอยู่บ้าง ซึ่งเราจะค่อยๆ ดูว่าแต่ละส่วนของงบกำไร/ขาดทุนนี้ว่ามีอะไร และจะดูว่าตัวเลขต่างๆ เหล่านี้สามารถมีค่าหรือมีลักษณะต่างกันไปในบริษัทประเภทที่ต่างกันไปอย่างไร และในที่สุดเพื่อนๆ จะสามารถรู้วิธีการอ่านงบกำไรขาดทุน และสามารถตอบตัวเองเกี่ยวกับความสามารถในการทำงานของบริษัทได้

- รายได้ (Revenue)
แม้ว่า งบกำไร/ขาดทุนของแต่ละบริษัทที่อยู่ในคนละอุตสาหกรรมกันอาจจะดูต่างกันไปบ้าง แต่อย่างหนึ่งที่น่าจะเหมือนกันคือจะเริ่มด้วยรายได้สำหรับช่วงเวลาของงบการเงินนั้น รายได้นี้บางทีก็เรียกว่ารายได้จากการขาย เป็นรายได้ที่บริษัทได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการ แต่ถ้าเราไปดูงบกำไรขาดทุนของบริษัทอย่างอื่นเช่นธนาคารหรือสถาบันการเงิน รายได้จะมาจากดอกเบี้ย (รับ) นั่นคือเขาไม่ได้ขายอะไร งบกำไรขาดทุนของธุรกิจประเภทดังกล่าวนี้ก็จะดูต่างออกไปจากธุรกิจอื่นโดยทั่วไป

รายได้ที่บันทึกนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะธรรมชาติของธุรกิจด้วย ตัวอย่างเช่นเมื่อเราซื้อสินค้าจากห้างสรรพสินค้า ร้านหรือห้างก็จะบันทึกรายได้เมื่อเราได้จ่ายเงินไม่ว่าจะเป็นเงินสดหรือจ่ายด้วยบัตรเครดิต แต่ถ้าเป็นบริษัทประกัน บริษัทจะค่อยๆ ทะยอยบันทึกรับรู้รายได้ออกเป็นช่วงๆ แยกย่อยออกมาตลอดอายุการเอาประกันของลูกค้าที่ซื้อประกันนั้น ซึ่งสำหรับในรายละเอียดแล้ว นักลงทุนจะต้องเข้าไปตรวจดูว่านโยบายการบันทึกรายได้ของบริษัทที่ตัวเองสนใจนั้นทำอย่างไร ซึ่งจะอยุ่ในหมายเหตุต่อท้ายงบการเงินเพื่อที่จะเข้าใจว่าบริษัทมีการบันทึกรายได้อย่างไร

ตอนที่ 20 (18 ก.พ. 54)

- รายจ่ายต่างๆ (Expenses)
ธุรกิจจำเป็นที่จะต้องจ่ายเงิน (อย่างน้อยก็ต้องจ่ายเงินบ้างล่ะ แม้ว่าจะพยายามจับเสือมือเปล่าก็ตาม) เพื่อสร้างรายได้หรือผลกำไร และเงินที่ไหลออกมาเพื่อทำให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือความพร้อมในการบริการก็คือรายจ่ายของบริษัท รายจ่ายของบริษัทมักจะถูกจัดเป็นกลุ่มๆ คล้ายๆ กันเอาไว้ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไร

ต้นทุนขาย หรือเรียกว่าต้นทุนของสินค้าที่ขาย (Cost of good sold - COGS)
ก็เป็นไปตามชื่อของมันล่ะครับคือ ต้นทุนที่บริษัทต้องจ่ายออกไปเพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าและ/หรือบริการที่สามารถขายหรือให้บริการและมีรายรับเข้ามายังบริษัท ตัวอย่างก็คือวัตถุดิบ ของที่ซื้อมาเพื่อขายไป ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการของโรงงานผลิต และค่าจ้างแรงงาน ตัวอย่างเช่นถ้าบริษัทซื้อขนมเค้กมาเพื่อขายต่อ ราคาของขนมเค้กที่ซื้อมานั้นก็เป็นต้นทุน หรือหากบริษัทผลิตเบาะรถยนต์ ต้องซื้อหนังฟอกมาเป็นวัตถุดิบ ราคาต้นทุนของหนังสัตว์นั้นก็เป็นต้นทุนขาย หรือ Cost Of Good Sold

ตอนที่ 21 (19 ก.พ. 54)

- ค่าใช้จ่ายในการขาย ทั่วไป และทางธุรการ
ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายทั่วไป และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการทำงานทางธุรการ เรียกรวมๆ กันว่า SG&A (Selling, General, and Administration expenses) ประกอบไปด้วยค่าใช้จ่ายหลายอย่างรวมกัน ค่าใช้จ่ายในการขายเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อทำให้เกิดการขาย ตัวอย่างเช่นค่าใช้จ่ายทางการตลาด และค่าตอบแทนสำหรับพนักงานขาย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายทั่วไปเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากสิ่งที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการบริหารงานบุคคลหรือเกี่ยวกับการจัดการสภาพของสำนักงาน (เช่นการตกแต่งออฟฟิศ ค่ากาแฟ) จะจัดอยู่ในค่าใช้จ่ายด้านธุรการ

- ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ลองดูทีละอันนะครับ

ค่าเสื่อมราคา
เมื่อบริษัทได้ตัดสินใจซื้อสินทรัพย์ที่เป็นเครื่องจักรเครื่องมือเพื่อใช้งานในการผลิตสินค้า หรือแม้กระทั่งสร้างตึกอาคาร เครื่องจักรหรืออาคารเหล่านั้นจะได้รับการประเมินอยู่แล้วว่าจะสามารถใช้งานได้นานเท่าไรก่อนที่จะเสื่อมสภาพและไม่สามารถทำงานต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค่าใช้จ่ายสำหรับสินทรัพย์นี้จะไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในบัญชีค่าใช้จ่ายเพียงครั้งเดียว แต่ว่าจะบันทึกเป็นส่วนๆ กระจายออกไปตลอดช่วงอายุการใช้งานของสินทรัพย์นั้น ค่าใช้จ่ายนี้จะแทนความเสื่อมสภาพหรือความสึกหรอของสินทรัพย์นั้นและเรียกว่าค่าเสื่อมราคา

ตอนที่ 22 (20 ก.พ. 54)

ค่าตัดจำหน่าย
ก็เช่นเดียวกันกับค่าเสื่อมราคา เพียงแต่ว่าค่าตัดจำหน่ายจะใช้กับสินทรัพย์ทางอ้อม หรือสินทรัพย์ที่ไม่มีตัวตน เช่นตราสินค้า แต่ในหลายกรณี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายก็ถูกบันทึกไว้ในรายการ ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่กล่าวไว้ข้างบน ดังนั้นเราจึงอาจจะไม่เห็นว่ามีปรากฏเขียนไว้แยกออกมาอย่างชัดเจนในงบกำไรขาดทุน อย่างไรก็ตาม ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำน่ายจะถูกเขียนไว้ในในงบกระแสเงินสดซึ่งเป็นอีกงบการเงินหนึ่งที่สำคัญอย่างชัดเจน

นักลงทุนควรมีข้อสังเกตจุดหนึ่งว่า ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายนี้ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสด เราจะพูดถึงเรื่องของรายรับและรายจ่ายที่ไม่ได้อยู่ในรูปเงินสดในช่วงต่อไปเมื่อเราพูดถึงเรื่องหลักเงินคงค้างทางบัญชี (accrual accounting) กันครับ

- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ก็เป็นตามชื่อของมันคือค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการดำเนินงานหลักของกิจการแต่ว่าไม่สามารถถูกรวมไว้ในประเภทต่างๆ ที่ผ่านมาได้บ่อยครั้งที่ส่วนนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว นักลงทุนควรให้ความสำคัญกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ นี้อย่างใกล้ชิด บางบริษัทอาจจะพยายามทำให้การเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวนี้ดูเหมือนจะเป็นการเกิดขึ้นเป็นปกติ บางทีบริษัทก็รวมเอาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวจากการปิดโรงงานย่อยเข้าไว้ หรือการใช้จ่ายเงินกับอะไรบางอย่างที่ไม่ให้ผลตอบแทนที่ดีในการลงทุนของบริษัทก็เป็นได้

ตอนที่ 22 (21 ก.พ. 54)

- ดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่าย
บางบริษัท เลือกใช้วิธีการกู้เงินเข้ามา เพื่อที่จะเป็นทุนในการดำเนินกิจการ (นอกจากที่จะใช้ส่วนที่มาจากผู้ถือหุ้น คือพยายามรบกวนผู้ถือหุ้นในต้องควักกระเป๋าน้อยที่สุด) ในกรณีนี้ ส่วนใหญ่แล้วบริษัทจำต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยให้กับแหล่งเงินกู้ด้วย (เป็นดอกเบี้ยจ่าย) และในทางกลับกัน หากบริษัทมีเงินสดในมือเหลืออยู่มากเกินไป บริษัทก็อาจจะนำเงินส่วนนี้ไปลงทุนต่อ ถ้าการลงทุนี้เป็นการให้ผู้อื่นกู้ ก็จะได้ดอกเบี้ยจากเงินกู้เหล่านี้ด้วย (เป็นดอกเบี้ยรับ) ในงบกำไรขาดทุน เราอาจจะเห็นดอกเบี้ยรับและดอกเบี้ยจ่าย เขียนแยกไว้ต่างหากจากกัน หรือว่ารวมๆ กันไว้หักลบกลบหนี้กันเสร็จสรรพก็ได้

- ภาษี
เช่นเดียวกับบุคคลที่เราจะต้องจ่ายภาษีให้กับรัฐเมื่อมีเงินได้ บริษัทก็จะต้องทำเช่นนั้นเหมือนกัน สำหรับบริษัทที่มีกำไร ภาษีจะเป็นรายจ่ายในงบกำไรขาดทุน

การคำนวณที่สำคัญในงบกำไรขาดทุน

จากข้างบน เราได้ดูเรื่องของรายรับรายจ่ายต่างๆ ที่เป็นตัวเลขต่างหากที่สำคัญซึ่งมักจะถูกแยกออกจากกันอย่างชัดเจนไว้แล้ว ต่อจากนี้ลองมาดูตัวเลขที่บางทีจะมีการคำนวณเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แล้วเอามาใส่ไว้ในงบกำไรขาดทุนให้เราเลย (จึงเป็นไปได้ที่เรามักจะไม่รู้รายละเอียดมากเกี่ยวกับมัน เสร็จแล้วก็อาจจะตกเป็นเหยื่อ... เอ๊ย ตกเป็นทาสของตัวเลข แบบไม่รู้ๆ ไป)

ตอนที่ 23 (22 ก.พ. 54)

- กำไรขั้นต้น
ปกติแล้ว เราจะไม่เห็นตัวเลขนี้ในงบกำไรขาดทุนหรอก แต่ก็สามารถคำนวณเอาเองได้ไม่ยาก แค่เอารายได้ (Revenue) ลบด้วยรายจ่ายจากต้นทุนสินค้าและบริการ (Cost of good sold) กำไรขั้นต้นนี้จะบอกให้เรารู้ถึงกำไรที่ได้ หรือส่วนต่างจากการทำกิจการของบริษัท ซึ่งสามารถคำนวณเป็น อัตรากำไรขั้นต้น (ในรูปร้อยละ) อีกด้วย ซึ่งยิ่งมาก ยิ่งดี ตัวอย่างเช่น บริษัทจ่ายค่าต้นทุนซื้อปูนมาขายเป็นเงิน 9 ล้านบาท และขายได้เป็นเงิน 12 ล้านบาท จะได้กำไรขั้นต้น 3 ล้านบาท และคิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 33% เป็นต้น อัตรากำไรขั้นต้นนี้ เป็นสิ่งที่บอกความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจด้วย ถ้าธุรกิจมีการแข่งขันสูง และ/หรือ กิจการนั้นไม่มีความแตกต่างที่ลูกค้าคิดเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริการ อัตรากำไรขั้นต้นจะไม่สูงนัก บางบริษัทที่มีอัตรากำไรขั้นต้นเพียง 10-15% นับว่าอันตรายมาก เนื่องจากหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เช่น อัตราแลกเปลี่ยนเงินเปลี่ยนแปลงไป ราคาวัตถุดิบเปลี่ยนไป และไม่สามารถผลักภาระไปให้ลูกค้าได้ทันที ก็อาจจะพลิกจากกำไรเป็นขาดทุนได้ เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เห็นกันอยู่บ่อยๆ ครับ

- รายได้หรือกำไรจากการดำเนินงาน
บางคนบอกว่านี่คือตัวเลขที่สำคัญที่สุดที่จะบอกความสามารถจริงๆ ของบริษัท รายได้จากการดำเนินกิจการสามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งคือกำไรจากการดำเนินกิจการ คำนวณได้จากส่วนต่างของรายได้ (Revenue) ลบด้วยต้นทุนสินค้าและบริการ (Cost Of Good Sold), และค่าใช้จ่ายทุกอย่าง (ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร, ค่าเสื่อมราคา, ค่าตัดจำหน่าย, รายจ่ายในการปรับโครงสร้าง, และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่างๆ) รายได้จากการดำเนินงานนี้เป็นตัวชี้วัดกำไรและความสามารถในการทำกำไร (หรือในทางตรงกันข้าม คือการขาดทุน) ของบริษัทในการดำเนินกิจการหลักของบริษัท การได้บางทีเราจะเรียกรายได้จากการดำเนินงานนี้ว่า รายได้/กำไรก่อนหักดอกเบี้ยจ่ายและภาษี (EBIT - Earning Before Interest and Taxes) เนื่องจากว่ารายจ่ายพวกดอกเบี้ยจ่ายและภาษี ไม่ใช่รายการที่เกิดจากการดำเนินงาน รายได้ที่เป็น EBIT นี้ เป็นตัวเลขที่ชัดเจนว่าบริษัทสามารถทำกำไรได้เท่าไรถ้าสมมติว่าบริษัทไม่มีดอกเบี้ยจ่าย (คือโดยประมาณว่าไม่มีหนี้สินระยะยาว) และไม่ต้องเสียภาษี การแยกตัวเลขภาษีออกไปก่อนก็เนื่องจากว่า บริษัทแต่ละชนิด ที่มีรายได้/กำไรต่างๆ กัน หรือได้รับการยกเว้น/ส่งเสริมกิจการจากภาครัฐต่างๆ กัน จะมีภาระภาษีต่างกัน การแยกออกไปก็ทำให้นักลงทุนสามารถพิจารณาความสามารถในการทำกำไรของบริษัทได้ในอีกรูปแบบหนึ่ง

ตอนที่ 24 (23 ก.พ. 54)

- กำไรสุทธิ
กำไรสุทธิ คือสิ่งที่เหลือทั้งหมดของบริษัท หลังจากหักค่าใช้จ่ายใดๆ สารพัดอย่างออกไปแล้ว บางทีตัวเลขนี้ฝรั่งมังค่าชอบเรียกกันว่า "บรรทัดสุดท้าย" (Bottom Line) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด หรือผลสุดท้าย หลังจากที่ดูงบกำไรขาดทุนมายาวเหยียด สุดท้ายก็ต้องจบที่บรรทัดนี้ล่ะครับว่า ตกลงได้กำไรเท่าไร บรรดานักลงทุน ขาใหญ่ ขาเล็ก หรือแม้แต่นักวิเคราะห์ทั้งหลาย จะพูดถึงตัวเลขของกำไรสุทธิอยู่มาก แต่พวกเรานักลงทุนจะต้องจำไว้ว่า ตัวเลขนี้เป็นผลพวงรวมของทุกอย่าง ซึ่งรวมทั้งกำไร/รายได้พิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว และในทางตรงกันข้าม คือบริษัทมีรายจ่ายพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (เช่นจ่ายค่าปรับอะไรบางอย่าง) ทำให้ตัวเลขผิดเพี้ยนไปได้ นอกจากนั้นแล้ว ตัวเลขกำไรสุทธินี้ อาจจะแตกต่างจากตัวเลขของการไหลเวียนของเงินสดอยู่ได้ไม่น้อย ดังนั้นแล้ว แม้ว่าตัวเลขกำไรสุทธิจะสำคัญ แต่ก็ไม่ใช่เป็นตัวเลขสุดท้ายของชีวิตที่เราจะมาดูกัน เรายังจะต้องดูอย่างอื่นประกอบไปด้วยอีกมาก

- กำไรต่อหุ้น
กำไรต่อหุ้น หรือที่เรียกว่า Earning Per Share (EPS) ก็คือกำไรสุทธิหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งหมดที่อยู่ในมือผู้ถือหุ้น (คือหุ้นทั้งหมดที่ออกแล้ว ลบด้วยหุ้นซื้อคืน หรือเรียกว่า Outstanding Shares) ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ตัวเลขนี้ พวกเราและนักวิเคราะห์ทั้งหลายจะให้ความสำคัญมาก เนื่องจากเป็นตัวเลขที่บริษัททำให้ หรือ สร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ในขณะที่ตัวเลข EPS นี้สำคัญ แต่เราก็ต้องดูข้อมูลทางด้านการเงินอื่นๆ ของบริษัทประกอบไปด้วย

พวกเราบางคนอาจจะเป็นคนช่างสังเกต และเห็นว่ามีตัวเลข EPS จำนวนสองตัวอยู่ในงบกำไรขาดทุน ตัวแรกคือ EPS แบบพื้นฐาน (Basic EPS) และ diluted EPS (diluted แปลว่าเจือจาง เหมือนเราเอาน้ำเปล่า เติมใส่ในน้ำเชื่อม ความหวานก็จะลดลงเนื่องจากถูกเจือจาง ในกรณีของหุ้น คำว่า dilute คือการที่มีหุ้นใหม่ โผล่เพิ่มเข้ามาผสมกับหุ้นเดิมที่มีอยู่ ทำให้สัดส่วนการเป็นเจ้าของของผู้ถือหุ้นเดิมลดลง หรือเจือจางลง และผลที่ตามมาอีกอย่างคือต้องแบ่งกำไรไปยังหุ้นใหม่นั้นด้วย ทำให้เกิดการเจือจางของกำไรต่อหุ้นด้วย) ตัวเลขสองตัวนี้ต่างกันเนื่องจากตัวหาร (จำนวนหุ้น ซึ่งคือ Outstanding Shares) ต่างกัน โดยที่ EPS พื้นฐานได้มาจากการใช้ตัวเลข Basic Shares คือจำนวนหุ้น Outstanding จริงๆ ในเวลานั้นๆ เป็นตัวหาร และในทางกลับกัน ตัวเลขที่เรียกว่า Diluted EPS จะใช้ตัวหารเป็น Oustanding share ที่เป็นไปได้ในอนาคต ซึ่งอาจจะมาจากการแปลงสภาพมาจากตราสารใดๆ ของบริษัท เช่นวอร์แร้นท์, ESOP (Employee Stock Options ตราสารให้สิทธิพนักงานแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญ), หุ้นกู้แปลงสภาพ เป็นต้น การใช้ตัวเลขของ Diluted EPS จะดูเข้าท่ากว่าเพราะเป็นการเผื่ออนาคต (อันเลวร้ายลง) เอาไว้ด้วยแล้ว

ตอนที่ 25 (24 ก.พ. 54)

- บัญชีแบบเกณฑ์คงค้าง
บางท่านอาจจะสงสัยว่า ทำไมจึงต้องมีการบันทึกรายรับ/จ่ายโดยอาศัยเกณฑ์บัญชีแบบคงค้างด้วย มันมีประโยชน์ที่ตรงไหน คำตอบก็คงเป็นเพราะว่ามันมีประโยชน์จริงๆ ล่ะครับ ไม่อย่างนั้นคงไม่ถูกพัฒนามาใช้จนกลายเป็นมาตรฐานหนึ่งทางบัญชีไปได้ เรื่องนี้คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการอธิบายด้วยตัวอย่าง เช่น สมมติว่า เพื่อนๆ ทำการสมัตรสมาชิกรับหนังสือพิมพ์เอาไว้อ่านตอนเช้าๆ (จะเป็นหนังสือพิมพ์หัวดำ หัวสี เกี่ยวหรือไม่เกี่ยวกับหุ้น ภาษาอะไรก็แล้วแต่ ไม่เกี่ยงกันล่ะ) บริษัทที่ทำหนังสือพิมพ์ ก็คงจะขอให้เพื่อนๆ ต้องจ่ายเงินค่าหนังสือพิมพ์ของทั้งปีเสียก่อนเลยแต่ทีแรก (โอ้ว) แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งที่บริษัทหนังสือพิมพ์ ได้รับเงินเต็มจำนวนจากการจ่ายของเพื่อนๆ ตั้งแต่ต้นปีที่รับหนังสือพิมพ์นั้น แต่ก็จะไม่ได้รับอนุญาตให้บันทึกเงินรับนี้ทั้งจำนวนเป็นรายได้โดยทันที (แต่ในบัญชีกระแสเงินสดจะเห็นว่าบันทึกเต็มทั้งจำนวน เพราะว่าเป็นเงินสดรับจริง)

เหตุการณ์ตามตัวอย่างข้างบนนี้ล่ะคับที่เป็นวิธีทำงานของหลักการบัญชีแบบเกณฑ์คงค้าง การบัญชีแบบนี้มีหลักการคือจะต้องบันทึกรายจ่ายและรายรับให้สัมพันธ์กับระยะเวลากำหนดหนึ่งๆ ที่ขณะที่รายจ่ายและรายรับนั้นเกิดขึ้น ตัวอย่างเช่นบริษัทจะบันทึกรายได้ในช่วงเวลาหนึ่ง่ได้ก็ต่อเมื่อ ได้มีการขายหรือให้บริการที่สัมพันธ์กับระยะเวลานั้นเกิดขึ้น ในตัวอย่างของหนังสือพิมพ์ข้างต้น บริษัทจะต้องค่อยๆ บันทึกรายรับตามระยะเวลาที่ผ่านไป ตลอดอายุการให้บริการแก่ผู้รับหนังสือพิมพ์ ดังนั้นผลที่เกิดขึ้นก็คือ ผู้ขายหนังสือพิมพ์ ยังคงจะต้องบันทึกรายได้ (เป็นครั้งแรก) เป็นเวลานับสัปดาห์ หรือแม้กระทั่งหลายเดือนหลังจากที่ได้รับเงินจากเรา

บัญชีแบบเกณฑ์คงค้างนี้ก็มีผลต่อการซื้อและใช้ทรัพย์สิน เครื่องจัก ขนาดใหญ่หรือแม้แต่อาคาร ด้วย เมื่อบริษัทซื้อทรัพย์สินเหล่านั้น บริษัทจะไม่บันทึกค่าใช้จ่ายทั้งหมดล่วงหน้าไว้เป็นรายจ่ายของบริษัทขณะที่เริ่มซื้อสินทรัพย์นั้นเข้ามาไว้ในงบกำไรขาดทุน แต่ว่าจะบันทึกการซื้อทรัพย์สินนั้นเอาไว้ในงบดุล (ไว้เราจะคุยกันเรื่องงบดุลในภายหลังนะครับ) และในแต่ละปีที่ผ่านไป บริษัทก็จะบันทึกเอาบางส่วนของราคาทรัพย์สินนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุนในรูปของค่าเสื่อมราคา (เมื่อเป็นดังนี้ ทำให้เกิดค่าใช้จ่าย ซึ่งจะมีผลไปมีส่วนทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นในงบดุล ลดลง)

ตอนที่ 26 (25 ก.พ. 54)

- ค่าเสื่อมราคา
ค่าเสื่อมราคาถือเป็นค่าใช้จ่ายอย่างหนึ่ง ซึ่งแทนการที่ทรัพย์สินหรือเครื่องไม้เครื่องมือของบริษัท มีการเสื่อมสภาพลง (เหมือนกับการที่เราซื้อรถ และรถก็มีค่า มีราคา น้อยลงทุกปี เพราะว่าอายุการใช้งานที่เหลือก็สั้นลงๆ) ผลที่เกิดขึ้นคือจะทำให้มูลค่าทางบัญชีของสินทรัพย์นั้นๆ ลดลงๆ ทุกปี (มีผลทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้น ลดลง โดยจะได้รับการสะท้อนให้ถูกต้องโดยการบันทึกค่าเสื่อมราคานี้ไว้เป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท) ตรงจุดนี้ ขอให้เพื่อนนักลงทุนสังเกตด้วยว่า ค่าเสื่อมราคานี้ไม่ใช่รายจ่ายที่เป็นเงินสด เพราะว่าค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินสดได้เกิดขึ้นแล้วเมื่อบริษัทได้ทำการซื้อสินทรัพย์นั้น และได้บันทึกเอาไว้แล้วในงบดุล (คือ ทรัพย์สินส่วนที่เป็นเงินสดลดลง และแปรรูปไปเป็นทรัพย์สินส่วนที่เป็นที่ดินอาคารอุปกรณ์ แทน)

บัญชีแบบเกณฑ์คงค้าง ทำให้เราสามารถพิจารณารายได้และรายจ่ายในช่วงเวลาที่เหมาะสม ทำให้บริษัทสามารถจับคู่สิ่งที่บริษัทขายหรือให้บริการได้ กับรายจ่ายที่เกิดขึ้นที่สัมพันธ์กับการขายนั้นๆ ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ถ้าบริษัทไม่ได้ใช้เกณฑ์บัญชีแบบคงค้าง พวกเรานักลงทุน (หรือใครๆ ก็ตาม) ที่นั่งดูบัญชีอยู่ จะทำการวิเคราะห์งบกำไรขาดทุนได้ยาก ว่าในช่วงเวลาหนึ่งๆ นั้นบริษัทได้กำไรหรือขาดทุนจริงๆ หรือไม่และเป็นจำนวนเท่าไรแน่ แต่ด้วยการใช้หลักบัญชีแบบเกณฑ์คงค้างนี้ นักลงทุนจะเห็นได้ว่า เงินที่บริษัทรับเข้ามา (เป็นเงินสดๆ ก้อนโตนี่ล่ะ) ก็ไม่ได้หมายถึงว่าเป็นรายได้ของบริษัททั้งจำนวนเสมอไป (ย้อนกลับไปดูกรณีบริษัทขายหนังสือพิมพ์) และในทางกลับกัน รายจ่ายที่จ่ายออกไป (เป็นเงินสดๆ ก้อนโตอีกเหมือนกัน) ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นรายจ่ายของบริษัททั้งก้อนในช่วงเวลาหนึ่งๆ ด้วยเช่นกัน นี่เป็นจุดที่นักลงทุนจะต้องจำไว้ให้ดีเมื่อทำการวิเคราะห์งบการเงินของบริษัท

Credit >> http://muegao.blogspot.com


การเลือกลงทุนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

การเลือกลงทุนตามวัฏจักรเศรษฐกิจ

สำหรับผู้ที่ลงทุนในตลาดหุ้นก็คงจะมีความกังวลกับปัญหาเศรษฐกิจซบเซาอันเกิดจากทั้งต่างประเทศและปัญหาการเมืองในประเทศ ที่เห็นต่างประเทศทยอยถอนการลงทุนตั้งแต่เกิดเหตุความวุ่นวายทางการเมืองในเดือนเมษายนเป็นต้นมามีมูลค่ามากกว่า 50,000 ล้านบาท ไปแล้ว

ทำให้ความเชื่อมั่นของนักธุรกิจและนักลงทุนลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็อยากจะเน้นว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังดีอยู่และมีการฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจซบเซาครั้งรุนแรงในปี 2552 ที่ผ่านมา

ในวันนี้จึงจะขอพูดถึงว่าในวัฏจักรของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจนั้น ธุรกิจจะมีการฟื้นตัวเป็นอย่างไร ซึ่งเนื้อหาสาระส่วนหนึ่งได้คัดลอกมาจากหนังสือของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องเคล็ด (ไม่ลับ) สู่อิสรภาพทางการเงิน ตอนรู้จังหวะการลงทุนเล่ม 4 มาเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ของสาธารณชนนะคะ

โดยทั่วไปในช่วงภาวะเศรษฐกิจซบเซา รัฐบาลและธนาคารกลางก็จะใช้นโยบายการเงินการคลังแบบผ่อนคลายในการกระตุ้นการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจะทำให้ประชา ชนใช้จ่ายมากขึ้นและต้นทุนการผลิตของธุรกิจดีขึ้น ทำให้ภาคสถาบันการเงินมักจะฟื้นตัวก่อนอุตสาหกรรมอื่น ๆ โดยเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหลายมักจะมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนธุรกิจอื่น ๆ ทั้งหมด เพราะตลาดหุ้นเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ ที่สำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตามเมื่อตลาดหุ้นฟื้นตัวธุรกิจที่จะได้ประโยชน์เต็ม ๆ คือบริษัทนายหน้าค้าหลักทรัพย์ ตามมาด้วย ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งจะมีผลประกอบการกำไรจากการลงทุน โดยเฉพาะกำไรจากการลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งจะมีราคาสูงขึ้นจากการลดลงของอัตราดอกเบี้ยในช่วงนี้

กลุ่มธุรกิจที่จะฟื้นตัวเป็นระลอกที่สองก็คือ สินค้าอุปโภคบริโภคประเภทคงทนถาวร เช่น อสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ ซึ่งเป็นธุรกิจที่มีการตอบสนองไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ย

ดังนั้นธุรกิจและสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อเพื่ออุปโภคบริโภค เช่น บริษัท อสังหาริมทรัพย์ บริษัทเงินทุน บริษัทลีส ซิ่ง บริษัทบัตรเครดิต ฯลฯ ก็จะฟื้นตัวตามไปด้วย

ถ้าเศรษฐกิจยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่ง ธุรกิจต่าง ๆ จะเริ่ม มีการใช้กำลังการผลิตเต็มที่ ทำให้ต้องมีการลงทุนเพิ่มเพื่อขยายกำลังการผลิต ดังนั้น ธุรกิจที่จะได้ประโยชน์ค่อนข้างมากที่สุดในช่วงนี้ก็คือ สินค้าทุน เช่น อุปกรณ์ เครื่องจักรกล รับเหมาก่อสร้างที่จะขยายตัวตามการกระตุ้นการขยายตัวการลงทุนของภาครัฐและการขยายตัวของธุรกิจเอกชนในการขยายกำลังการผลิต

เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวสูงสุด อุตสาห กรรมต่าง ๆ จะมีความต้องการใช้วัตถุดิบสูงมาก ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นวัตถุดิบพื้นฐานของอุตสาห กรรม ปูนซีเมนต์ เหล็ก ปิโตรเคมี ฯลฯ ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งหากเศรษฐกิจมีการเติบโตที่รวดเร็วหรือร้อนแรงเกินไปแล้วจะกดดันให้อัตราเงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น และเพื่อรักษาอัตราดอกเบี้ยไม่สูงจนเป็นอันตรายต่อระบบเศรษฐกิจ ธนาคารกลางของประเทศต่าง ๆ จะเริ่มใช้นโยบายการเงินเข้มงวดโดยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงเพื่อลดความร้อนแรงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

ก็คงจะพอเห็นภาพแล้วนะคะ ว่าในวัฏจักรเศรษฐกิจต่าง ๆ จะมีผลกระทบต่อผลประกอบการทั้งการผลิตและกำไรของธุรกิจต่าง ๆ อย่างไรบ้าง อย่างไรก็ตาม การหมุนตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมอาจไม่เป็นไปตามแบบแผนทั้งหมด เพราะยังมีปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วยเช่นความสามารถของผู้บริหาร

แต่สำหรับผู้ลงทุนโดยเฉพาะผู้ลงทุนระยะยาวแล้วควรจะพิจารณาทั้งปัจจัยมหภาค ที่เป็นพื้นฐานและปัจจัยจุลภาครายบริษัทก่อนที่จะลงทุน จึงเป็นผู้ลงทุนที่ชาญฉลาดและประสบความสำเร็จ

Credit >> http://puktiwit.wordpress.com


EV/EBITDA

EV/EBITDA

คือยังงี้นะครับ พยายามมองค่าตัวเลขต่างๆให้เป็นแบบพ่อค้าหรือนักธุรกิจมอง อย่ามองเป็นนักบัญชีหรือนักคณิตศาสตร์ครับ

EV/EBITDA คืออัตราส่วนทางการเงินอย่างนึง ที่เกิดจาก

EV หรือ Enterprise value แปลว่าส่วนของเจ้าของ(คล้ายๆกับ equity นั่นแหละครับ แต่เป็น equity ที่ราคาตลาดเลย) ถ้าคุณ จขกท อยากจะ take over สักบริษัทนึง ผมสมมติ AOT
ผมก็ต้องซื้อหุ้น AOT ให้ครบ 100% หรือพูดง่ายๆว่า ราคาหุ้นxจำนวนหุ้น ก็คือ market cap นั่นแหละครับ. ซึ่ง AOT market cap ประมาณ 80,000ล้าน
คราวนี้ผม take over บริษัทได้ ผมก็ได้ทุกอย่างของบริษัทแหละครับ ทั้งเงินสด ลานบิน รวมทั้งหนี้สินด้วย
ดังนั้นผมก็ต้องมาจ่ายหนี้ให้บริษัทด้วย เช่น AOT มีหนี้ 70,000 ล้าน market cap 80,000ล้าน พอผมใช้เงิน 80,000ล้านซื้อบริษัทแล้ว ผมก็ต้องจ่ายอีก 70,000 เพื่อใช้หนี้ให้บริษัทด้วย สรุปผมต้องจ่ายเงิน 150,000ล้านเพื่อซื้อ AOT

แต่เดี๋ยวก่อน AOT มีเงินในบริษัทราวๆ 20,000 ล้าน ถ้าผมได้บริษัทนี้ผมก็สามารถเอาเงินสดทั้งก้อนไปช่วยจ่ายหนี้ได้ หรือจ่ายแค่ 130,000ล้าน

สรุปง่ายๆว่า EV คือเงินที่ผมต้องจ่ายเพื่อเป็นเจ้าของจริงๆ


คราวนี้มาดู EBITDA หรือกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมต่างๆ ประเด็นหลักของ EBITDA คือเรื่องค่าเสื่อม ซึ่งบริษัทที่มีทรัพย์สินเป็นอาคารเป็นส่วนใหญ่จะมีการตัดค่าเสื่อมเป็นจำนวนมาก ซึ่งค่าเสื่อมไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่ใช้จริงๆ เพราะเงินทุกบาทที่ตัดค่าเสื่อมยังอยู่ในมือเรา(ถ้าสนใจลองศึกษาเรื่องค่าเสื่อมดูนะครับ)

*** แต่ตรงนี้บางคนก็แย้งว่า ค่่าเสื่อมก็ต้องตัดสิ เพราะพอมันพังเราก็ต้องซื้อใหม่
แต่บางคนบอกว่า ตอนเราซื้อเราก็จ่ายเงินไปแล้ว แล้วมาตัดค่าเสื่อมอีกก็เหมือนหักรายจ่ายซ้ำซ้อน ***

แล้วบริษัทแบบไหนที่เราต้องสนใจค่าเสื่อม ก็เช่น CPN, BGH, AOT หรือแม้กระทั่ง DTAC กับ ADVANC ซึ่งทั้ง DTAC และ ADVANC ตัดค่าเสื่อมปีละหมื่นล้าน AOT ก็ปีละ 4,000 ล้าน ทำให้พอได้กำไรขั้นต้นออกมา ก็ต้องมาหักค่าเสื่อมก่อนถึงจะออกมาเป็นกำไรสุทธิ แต่เงินที่หักออกไปก็ไม่ได้หายไปไหน อยู่ในบริษัทนั่นแหละ
(จริงๆสำหรับเจ้าของกิจการค่าเสื่อมถือได้ว่าเป็น tax shield อย่างนึง เพราะเอาไปลดภาษีได้ครับ)
แต่บางบริษัทเราก็ไม่ได้สนใจค่าเสื่อมมากนัก เช่น CPALL เพราะถึงแม้จะมี 7-11 อยู่ถึง 6,000กว่าสาขา ปต่ตัดค่าเสื่อมจริงๆแค่สาขาละไม่กี่แสน ผมจำตัวเลขได้ไม่แม่นแต่รู้สึกทั้งปีจะตัดค่าเสื่อมราวๆ 400ล้าน(ไม่ชัวร์ตัวเลขนะครับ)
หรืออย่าง BLA ที่ขายประกันชีวิต ไม่ค่อยมีสาขาเท่าไหร่ อุปกรณ์ก็ไม่ค่อยมีอะไร อาคารแค่ไม่กี่ร้อยล้าน เทียบกับรายได้เป็นหมื่นล้านก็แกล้งๆทำไปไม่เห็นก็ได้ครับ

ดังนั้น EBITDA คือกำไรก่อนหักหลายๆอย่างเพื่อดูความสามารถในการทำกำไรแบบเน้นๆครับ(ไม่เอาภาษีมาคิดเพราะบางที่เสียน้อยเสียมาก บางที่เข้ามาใหม่ไม่เสียภาษี หรือบางบริษัทกู้มาแพงกู้มาถูก)

ดังนั้นเมื่อเอา EV/EBITDA จะดูเหมือน P/E ครับแต่ใช้ factor หลายตัวเข้ามามากขึ้นอย่างที่บอกข้างต้น

เช่น AOT เมื่อกี้ ที่ผมซื้อได้ที่ 130,000ล้าน ตัวนี้กำไรปีละแค่ 2,500ล้าน ถ้าดูแค่นี้ก็ไม่น่าซื้อแล้วครับ take over ไปอีกกี่ชาติก็ไม่รู้จะคืนทุน
แต่ถ้าดูที่ EBITDA ก็จะเห็นว่าสูงถึง 16,000 ล้าน เรียกว่าไม่ถึง 10 ปีก็คืนทุนได้(130,000/16,000 <10) แล้วนี่ยังไม่นับที่จะมีผู้โดยสารมากขึ้นอีกทำให้ EBITDA เพิ่มขึ้นอีก แถมมี DCA ด้วย อืม คุ้มๆ

ดังนั้น EV/EBITDAใช้ประมาณ PE ครับ(ย้ำอีกที) แต่จะใช้ตัวไหนก็ต้องดูครับ ถ้าตัวไหนค่าเสื่อมมันมากๆ มันจะบดบังกำไรเราเหลือนิดเดียวทำให้เรามองว่ามันไม่คุ้ม แต่พอดูเงินที่บริษัทได้จริงๆอาจจะคุ้มแสนคุ้มก็ได้ครับ

หรือบางคนอาจจะบอกว่า "เอ๊ะ!!! ดอกเบี้ยกับภาษีมันต้องจ่ายนะ มันคนละเรื่องกับค่าเสื่อม" จะใช้เป็น EBDA โดยหักภาษีกับดอกเบี้ยออกก็ได้ครับ โดยส่วนตัวผมชอบใช้แบบนี้มากกว่า เพราะคิดว่ามันเป็นรายจ่ายที่ต้องจ่ายออกไปจริงๆ

ส่วนใครจะคิดว่าค่าเสื่อมพอมันหมดก็ต้องซื้อใหม่ หักไปก็ถูกแล้ว จะกลับไปใช้ที่ PE ก็ได้ แต่ถ้าใครมองอีกอย่างจะใช้ EBITDA, EBIT หรือ EBDA ก็ได้

Credit >> http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=greenpluss&month=04-2012&date=27&group=30&gblog=48


การหามูลค่าหุ้น

การค้นหา “มูลค่าหุ้น” จึงจำเป็นสำหรับผู้ลงทุน เพราะจะทำให้เรารู้ว่า เมื่อไรควร “ซื้อ” และเมื่อไรควร “ขาย” ถึงจะได้กำไรที่ดีที่สุด..

การลงทุนด้วยวิธีนี้ “ต่างจาก” การเก็งกำไรหุ้นอย่างสิ้นเชิง เพราะการเก็งกำไรจะเป็นการหากำไรจากการ “คาดเดา” ทิศทางของราคาเป็นหลักเท่านั้น

ดังนั้น หุ้นที่ดีจึงอาจไม่ใช่หุ้นที่ดีก็ได้ ถ้าหากราคาหุ้นสูงเกินไป

นักลงทุนเอกของโลกที่ประสบความสำเร็จ ส่วนใหญ่จะไม่ซื้อหุ้นที่มีราคาสูงเกินกว่าราคาที่พวกเขาคิดว่าเป็นมูลค่าที่เหมาะสมของหุ้นตัวนั้น ไม่ว่าหุ้นนั้นจะเป็นหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีเพียงใด

หุ้นปตท.สผ. ช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา กำไรโต 5-6 เท่า เมื่อราคาหุ้นเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขึ้นมา 100% คนก็จะรีบขายออก แต่ถ้าวัดมูลค่าหุ้นจะพบว่า กำไรของบริษัทจะโตเรื่อยๆ และราคาหุ้นยังไปได้อีก ควรจะถือต่อไปอีก เพราะราคาหุ้นยังต่ำกว่ามูลค่าจริง แต่อย่างหุ้นเรือ ก่อนหน้านั้นค่าพีอี 2-3 เท่า คนก็จะคิดว่าราคาถูก ซึ่งจริงๆแล้ว กำไรบริษัทไม่ได้ต่อเนื่อง ทำให้มีราคาแพง จะเห็นว่า วันนี้ราคาหุ้นร่วงลงมา 40-50% และค่าพีอีสูง ”

ดังนั้นเราจึงต้องมาเรียนรู้การหามูลค่าหุื้้นวิธีต่างๆ  หุ้นจากเงินปันผล (Dividend Discount Model) การคิดมูลค่าแบบการใช้ส่วนลดของกระแสเงินสดอิสระ (DCF – Discount Cashflow Model) การวัดมูลค่าหุ้นที่กำลังเติบโต (Growth Stock Valuation) การหามูลค่าหุ้นวัฏจักร (Cyclical Stock) รวมทั้ง การหามูลค่าของวอร์แรนท์ (Warrant)

แต่วิธีการที่ดีที่สุดในมุมมองของเขา ก็คือ โมเดลคิดมูลค่าหุ้นแบบการใช้ “ส่วนลดของกระแสเงินสดอิสระ” (DCF – Discount Cashflow Model) เพราะเป็นวิธีที่คำนึงถึงปัจจัยต่างๆ ที่มีผลต่อมูลค่าหุ้นไว้อย่างครบถ้วน

วิธีวัดมูลค่าแบบนี้จะเป็นการตีมูลค่าบริษัทจาก “กระแสเงินสดอิสระของบริษัท”

 ค่าของบริษัทจะขึ้นอยู่กับการสร้างกระแสเงินสด โดยผู้ลงทุนจะต้องประมาณการกระแสเงินสดของบริษัท หักด้วยต้นทุน จะเท่ากับมูลค่า เมื่อนำมาเทียบกับราคาหุ้นในตลาด ถ้ามูลค่าหุ้นมากกว่าราคา ก็ควรซื้อและถือไว้ โดยยึดหลักว่า ให้ซื้อคุณค่าของกิจการ ไม่ต้องสนใจราคาหุ้นในตลาด

“หุ้นของบริษัทจะมีค่า ก็ต่อเมื่อบริษัทสามารถผลิตเงินสดได้ แม้ว่าจะมีกำไรมากน้อยเพียงใด แต่ถ้าไม่สามารถสร้างเงินสดได้ หุ้นบริษัทนั้นก็จะไม่มีค่าใดสำหรับนักลงทุนเลย”

แม้วิธีวัดมูลค่าแบบ DCF จะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด แต่ก็ไม่เหมาะกับการวัดมูลค่าในธุรกิจบางประเภท เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับสถาบันการเงิน ซึ่งจะทำให้แยกไม่ออกระหว่างกระแสเงินสดของบริษัทกับสินค้าของบริษัท

อย่างไรก็ตาม การหาดูค่า P/E , P/BV ก็มีประโยชน์ เหมือนเป็น “ตะแกรงร่อนหุ้น” ชั้นแรกได้

“หุ้นบางตัวทำให้เราตัดทิ้งไปได้เลย แต่ตัวไหนที่คิดจะซื้อจริงๆ ส่วนใหญ่แล้วผมจะทำ DCF เสมอในขั้นตอนสุดท้าย เพราะต้องคิดเสมอว่า ถ้าเราต้องถือหุ้นตัวนี้ตลอดไปแม้ภาวะตลาดไม่ดี เงินปันผลในอนาคตที่เราจะได้ ก็คุ้มกับเงินลงทุนของเราด้วย”

 การวัดมูลค่าหุ้นว่า อย่าละทิ้งการวิเคราะห์เชิงปริมาณ เพราะทั้งสองอย่างต้องประกอบกัน ห้ามนำผลประกอบการในอดีตมาตั้งสมมติฐานว่า ผลประกอบการในอนาคตจะแนวโน้มเดียวกันกับอดีต ต้องพยายามศึกษาด้วยว่า บริษัทกำลังมีแผนงานอะไรบ้างในอนาคต เพื่อให้รู้ว่าอนาคตจะแตกต่างจากอดีตแค่ไหน

ส่วนเคล็ดลับในการวัดมูลค่าหุ้นให้ประสบสำเร็จนั้น ต้องทำการบ้านมาก่อน เพราะนอกเหนือจากวิธีวัดมูลค่าหุ้นที่แท้จริงแล้ว ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของนักลงทุนในการตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับอนาคตของบริษัทได้ใกล้เคียงสิ่งที่จะเกิดขึ้นจริงด้วย

“นักลงทุนต้องรวบรวมข้อมูลบริษัทก่อนที่จะนำมาประเมินมูลค่า ไม่ว่าจะเป็นตัวผู้บริหาร ธุรกิจบริษัท ผลกำไร แผนการลงทุนในอนาคต เพื่อให้เห็นภาพของบริษัทเบื้องต้นก่อน”
วัดมูลค่าหุ้น อาจเลือกวิธีการใดวิธีการหนึ่งก็ได้  ต้องมีsafty factor ทุกครั้งป้องกันความเสี่ยงสัก 2 เท่า ยิ่งมากยิ่งดี

“อย่าซื้อหุ้นที่ราคาเท่ากับมูลค่าหุ้นพอดี เพราะนักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนเท่ากับต้นทุนเงินลงทุนของผู้ถือหุ้น รวมถึงเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการคลาดเคลื่อนในการวัดมูลค่าหรือเหตุการณ์ร้ายในอนาคตที่บริษัทคาดไม่ถึง นักลงทุนจึงควรลงทุนราคาในกระดานต่ำกว่ามูลค่าพอควร”

สุดท้าย ห้า..มั่นใจในตัวเอง  ถ้าพบว่ามูลค่าหุ้นที่วัดได้ต่ำกว่าราคาในกระดานอย่างมาก นักลงทุนควรมั่นใจในราคานั้น อย่ากลัวที่ทำอะไรไม่เหมือนคนส่วนใหญ่

ปัจจุบันพอร์ตการลงทุนของนรินทร์ มีอยู่เพียง 3-4บริษัท โดยเขาจะซื้อเฉพาะหุ้นที่สามารถมองแนวโน้มการเติบโต 3-5 ปีได้ ซึ่งมีอยู่ไม่มากในตลาดแต่ไม่ใช่ปัญหา

“ผมถือคติในตลาดมีหุ้น 500 ตัว เราสนใจแค่ 10 ตัวก็รวยได้เหมือนกัน ถ้าเราทุ่มเทใช้เวลาศึกษาหุ้น 10 ตัวให้รู้ลึกซึ้งกว่าคนอื่น ผมมีหุ้นในพอร์ตแค่ 3-4 ตัวเท่านั้น และมีหุ้นที่ติดตามอยู่แต่ยังไม่ซื้อเพราะราคาแพงเกินไปอีกประมาณไม่เกิน 10 ตัว หุ้นที่มีประวัติไม่ดีผมไม่เคยมองเลย”

สุมาอี้ บอกว่า เป้าหมายผลตอบแทนของเขาจะอยู่ราว 15% ต่อปี จะไม่เน้นกำไรมาก แต่เน้นรักษากำไรให้ได้ทุกปี การไม่ซื้อของแพงช่วยทำให้ไม่เคยขาดทุนหนักๆ ผลตอบแทนในระยะยาวอาจจะดีกว่าคนที่หวังกำไรอย่าง aggressive ซึ่งที่ผ่านมากำไรเกินเป้า 15% ทุกปี แต่ถือว่าส่วนที่เกินมาเป็นเสบียง เพราะในอนาคตจะต้องมีปีที่เราทำผลงานได้ไม่ดีด้วย

ฉะนั้น กฎในการลงทุน จึงต้องซื้อหุ้นต่อเมื่อได้วิเคราะห์ข้อมูลจนมั่นใจว่ามูลค่าตลาดของหุ้นต่ำกว่ามูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในอนาคตทั้งหมด ซื้อมาแล้วไม่ต้องขายก็ยังได้กำไร อย่าเทรดหุ้นทุกวัน ให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์บริษัทและอุตสาหกรรมให้มากที่สุด

ควรเน้นหุ้นเติบโตสูง จะเป็นหุ้นที่น่าลงทุนมากกว่า เพราะแม้ downside จะสูงถึง 100% แต่ upside ไม่มีขีดจำกัด เพราะพอร์ตที่มีหุ้นเติบโตสูงหลายๆตัว แม้จะผันผวนมากแต่จะวิ่งไกลกว่าพอร์ตหุ้นที่เต็มไปด้วยบลูชิพในระยะยาวๆ

Credit >> www.srangsookjai.com


ข้อมูลสำหรับนักลงทุน VI

ข้อมูลสำหรับนักลงทุน  Vi นะครับ สำหรับจะหาหุ้นสักตัว หาราคาที่เหมาะสมเข้าซื้อ

P/E
P/BV
PEG
Discount cash flow
Net free cash flow
Net Asset Value
1. มีจุดดีและจุดด้อยอย่างไร
2. เหมาะที่จะประยุกต์ใช้กับบริษัทในแต่ละอุตสาหกรรมใดอย่างไร
ขอขอบคุณ ล่วงหน้าครับ

เป็นคำถามที่ดีครับ

P/E ข้อดีคือวิเคราะห์ไม่ยาก ข้อเสียคือ การใช้ P/E อาจพลาดได้เพราะบริษัทอาจจะมีรายได้หรือรายจ่ายรายการพิเศษแต่ก็แก้ไม่ยาก ด้วยการตัดออก ข้อเสียอีกอย่างคือ P/E ไม่ได้สะท้อนนโยบายทางบัญชีที่ต่างกันเช่น ค่าเสื่อมราคา รวมทั้งไม่ได้สะท้อนถึง Capital expenditure cycle เช่น หุ้นที่เพิ่งตั้งโรงงานกับหุ้นอีกตัวที่เครื่องจักรกำลังหมดอายุไม่ควรมี P/E เท่ากันครับ รวมทั้งไม่ได้สะท้อนถึงหนี้และเงินสดในมือบริษัท บริษัทที่มีเงินสดเหลือเฟือกับบริษัทที่หนี้ท่วม หากปัจจัยที่เหลือเหมือนกันหมดก็ไม่ควร P/E เท่ากันครับ

P/BV ข้อดีคือเป็นตัวบอก downside risk ของหุ้นว่ามีแค่ไหน หุ้นที่ P/BV ต่ำๆ ก็มีความปลอดภัยในการลงทุนสูงกว่าหุ้นที่ P/BV สูงมากๆ แต่ข้อเสียคือ P/BV ไม่ได้บอกถึงความสามารถในการทำกำไร หรือ ROE ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถของผู้บริหารและวัฒนธรรมที่ดีหรือแย่ขององค์กร รวมทั้ง BV ไม่ได้สะท้อนถึงสินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น แบรนด์เนม ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในสินค้า หรือลิขสิทธ์ต่างๆ ได้ รวมทั้ง P/BV เป็นการมองอดีต ไม่ได้มองถึงอนาคต ยกตัวอย่างเช่น มีชายคนนึงได้เงินมา 50 ล้าน แต่ใช้เงินฟุ่มเฟือยและไม่พยายามที่จะหาเงินเพิ่ม ใน 5 ปีข้างหน้าชายคนนี้อาจจะจนกได้ ในทางตรงกันข้าม ชายคนหนึ่งมีหนี้ที่ต้องแบกรับให้ครอบครับ 10 ล้าน แต่หากเป็นคนที่มีความรู้ มีความมานะพยายาม มีความใฝ่ดี ซื่อสัตย์ ใน 5 ปีข้างหน้าก็อาจจะเป็นเศรษฐีได้ ดังนั้น คุณจะซื้อหุ้นที่ BV สูงๆ แต่นับวันมีแต่แย่ลงหรือ P/BV สมเหตุสมผลหรือมีอนาคตล่ะครับ

PEG เป็นการวัดว่า P/E ของหุ้นตัวนั้นต่ำหรือสูงไปโดยพิจารณาประกอบกับการเติบโต ข้อดีคือใช้ง่าย ข้อเสียคือการ forecast growth ก็เป็นสิ่งที่ทำยากและโอกาสผิดสูง รวมทั้งการใช้ PEG ไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของหุ้น หุ้น 2 ตัวที่ growth เท่ากัน ตัวที่เสี่ยงมากกว่าควรมี P/E ต่ำกว่าครับ

Discount cash flow เป็นการวิเคราะห์ที่น่าจะดีที่สุด เพราะเป็นการปิดจุดด้อยของทุกๆ valuation เนื่องจากเป็นการประมาณการกระแสเงินสดในปัจจุบันและอนาคต และหักด้วยหนี้ซึ่งหมายถึงการพิจารณาอดีต ดังนั้นจะชดเชยข้อด้อยต่างๆ ของวิธี valuation ที่เอ่ยมาแล้วทั้งนั้น ได้แก่

- ใช้ free cash flow ดังนั้นนโยบายค่าเสื่อมราคาไม่มีผล และมีการนำรายจ่ายในการลงทุนมาหักออกด้วย
- มีการบวกด้วยเงินสด เงินลงทุนและหักด้วยหนี้ในตอนท้าย เป็นการสะท้อนถึงอดีตด้วย
- มูลค่ากิจการขึ้นกับกระแสเงินสดในอนาคต และมูลค่า terminate value ดังนั้นอนาคตมีความสำคัญไม่น้อยกว่าอดีต
- การทำ discount cash flow ใช้ discount rate มากน้อยตามความเสี่ยง ดังนั้นมีการนำความเสี่ยงของธุรกิจมาคิดด้วย

ยกตัวอย่างง่ายๆ หากมีครอบครัวหนึ่ง สมมุติหัวโบราณหน่อยนะครับ มีลูกสาวคนหนึ่งและมีชายมาสู่ขอหลายคน และพ่อแม่เป็นคนตัดสินใจเลือกลูกเขยให้ลูกสาวของตนเอง สมมุติว่าลูกเขยทุกคนมีนิสัยดีใกล้เคียงกัน พ่อแม่หลายคนอาจจะเลือกคนที่คิดว่าน่าจะดูแลลูกสาวได้ดีที่สุด คือน่าจะเงินให้มีความเป็นอยู่ที่สบาย อาจจะเป็นตัวอย่างที่ค่อนข้างจะวัตถุนิยมนะครับแต่คิดว่าเข้าใจง่ายสุด

หาก พ่อแม่พิจารณาเลือกลูกเขยจากสินทรัพย์ปัจจุบันเป็นหลักโดยที่ไม่ได้สนใจความ สามารถของลูกเคยที่จะมีผลต่อรายได้ในอนาคตหรือนิสัยการใช้จ่ายที่จะสะท้อน การใช้จ่ายในอนาคต แสดงว่าพ่อแม่คู่นั้นวิเคราะห์โดยใช้ P/BV เป็นหลัก

แต่ หากพ่อแม่พิจารณาโดยดูรายได้ในปัจจุบันของลูกเขยเพียงอย่างเดียวโดยไม่ได้ พิจารณาถึงสินทรัพย์หรือหนี้สินในอนาคต หรือระยะเวลาการหารายได้ หรือความเสี่ยงของงานที่ลูกเขยทำ หรือนิสัยที่อาจจทำให้เสียรายได้ในอนาคต เช่น รายได้เดือนละ 5 แสนแต่มีหนี้ที่ต้องจ่ายถึง 15 ล้าน รายได้ของลูกเขยเดือนละ 5 แสนบาท แต่มีอาชีพเป็นนักกีฬาที่มีระยะเวลาการได้เงินเดือนสูงไม่นานนัก หรือเงินเดือนสูงมากแต่อาชีพที่ต้องมีความเสี่ยงสูง หรือรายได้สูงแต่ชอบเล่นการพนัน แสดงว่าพ่อแม่คู่นี้วิเคราะห์โดยใช้ P/E เป็นหลัก

หากพ่อแม่พิจารณาทุกองค์ประกอบรวมกัน คือสินทรัพย์หรือหนี้สินในปัจจุบัน รายได้ในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ระยะเวลาการหารายได้ ความเสี่ยงของงานที่ทำ ก็แสดงว่าพ่อแม่คู่นี้วิเคราะห์โดยใช้ Discount cash flow เป็นหลักครับ

แต่ ก็ไม่ได้หมายความว่าการวิเคราะห์แบบ discount cash flow จะไม่มีวันพลาดนะครับ เพราะการใช้ discount cash flow คือการทำนายอนาคต ซึ่งต้องอาศัยสมมุติฐานหลายอย่างมาก ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในตัวธุรกิจและตัวบริษัทมากในระดับ หนึ่ง และข้อมูลปลีกย่อยหลายอย่างเช่น อายุเครื่องจักร ภาระการลงทุนในอนาคต รวมทั้งควรจะมีการประเมิน corporate governance ของหุ้นด้วย ดังนั้นการมองอะไรที่ยาวๆ ก็มีโอกาสผิดสูงครับ

ดังนั้นผมจึงไม่ได้ ยึดติดการ valuation method อะไรเป็นหลักครับ อาจจะยึด dcf มากที่สุดแต่ก็จะพิจารณาถึง P/E P/BV EV/EBITDA ประกอบด้วย และที่สำคัญที่สุดคือการพิจารณาผู้บริหารครับ หากทุก valuation ดีหมด แต่ผู้บริหารผมทราบว่า corporate governance แย่ ผมอาจจะต้องขอซื้อหุ้นตัวนี้ที่ discount มากๆ หรือไม่ซื้อเลยก็ได้ครับ เพราะอาจจะมีอะไรที่เป็นการ destroy value ของหุ้นได้ในอนาคต ในทางตรงกันข้าม หากผู้บริหารดีมาก ผมก็ยอมจ่าย premium ครับ ซึ่งการ value ผู้บริหารเป็นสิ่งที่ละเอียดอ่อนและจำเป็นต้องอาศัยการอ่านและติดตามข้อมูล เป็นอย่างมาก

Credit >> http://www.srangsookjai.com


DCF หรือ Discounted cash flow

DCF หรือ Discounted cash flow

เป็นการหามูลค่าของสินทรัพย์ 1 ใน 3 วิธีอันได้แก่

1. Cost approach
2. Market approach
3. Income approach

โดย DCF เป็นเครื่องมือนึงของวิธีที่ 3 โดยทำการคาดการณ์รายได้ของบริษัทที่จะทำได้ใน 5-10 ปีข้างหน้า แล้วทำการหามูลค่าปัจจุบันด้วย discounted rate ที่เหมาะสม

โดยมีตัวแปรที่ใช้คำนวณหลักๆ คือ
1. มูลค่าของผลตอบแทนในแต่ละปี (CF) ซึ่งมีหลาย model เช่น Net income, Dividend, Free cashflow, etc...
2. discounted rate (i) อันนี้แล้วแต่ model ที่จะใช้ ถ้าเป็น dividend approach model ก็อาจใช้ required return ของ investor เลย แต่ถ้าเป็น net income หรือ free cash flow ต้องใช้ WACC ของกิจการ หรือใช้ Return from risk free investment ก็จะได้อีกความหมายหนึ่ง แต่ถ้าจะเอาลึกๆจริงๆ จะใช้อันไหนก็ได้ แต่ความหมายของ NPV ที่คำนวณได้ก็จะเปลี่ยนไปตาม discounted rate ที่ใช้เอง
3. ระยะเวลาที่จะทำ projection (N ปี) ให้ project ไปเท่าที่เราจะคาดการณ์ได้ก็พอ เพราะไม่งั้นจะยิ่งเดายิ่งมั่วเข้าป่าไป ซึ่ง cash flow หลังจากช่วงที่เรา project ได้ เราก็จะคิดเป็น terminal value อยู่แล้วไม่ต้องห่วงว่าจะไม่เอามารวมในมูลค่ากิจการ

ซึ่งไอ้การเดา เอานี่แหละที่มันจะทำให้เกิดความผิดพลาด ดังนั้นเราจึงต้องเลือกกิจการที่มี DCA - Durable competitive advantage หรือความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน เพื่อที่จะได้คาดการณ์กระแสเงินสดล่วงหน้าได้แม่นยำ

เสร็จแล้วก็หา NPV ซะ จากสูตรไปเปิดในหนังสือที่ไหนก็มี

NPV = Sum of [CFi/(1+i)^n] ; n=1-->N

โดย NPV ที่คำนวณได้ คือมูลค่าของสินทรัพย์ หรือกิจการนั้น
หากเราสามารถซื้อ Asset นี้ได้ด้วยราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าของมัน
ก็เรียกว่ามี Margin of safety
ซึ่งเหมือนกับแนวคิดเรื่อง Safety factor ในการออกแบบ
และการกำหนด Safety factor ก็ขึ้นกับความมั่นใจในการคำนวณของเรานั่นเอง
สำหรับคุณบัฟเฟต เค้าใช้ Safety factor ประมาณ 2 เท่านะ คือหา NPV ได้เท่าไรก็จะซื้อที่ครึ่งราคา
และเข้าใจว่าเค้าใช้ FCF แต่ละปีแทนค่าใน CFi ในสูตรข้างบน
วิธีการประเมินราคาหุ้นนั้นมีอยู่มากมายหลายวิธี โดยแบ่งได้ออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ คือ Discounting Model กับRelative Model

1. Discounting Model วิธีการประเมินราคาหุ้นแบบนี้มีวิธีคิดโดยอยู่บนพื้นฐานที่ว่า มูลค่าของหุ้นจะเกิดจากการคิดกระแสเงินสดที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตแล้วปรับ ลดมาอยู่ในมูลค่าปัจจุบัน วิธีที่คิดจะได้เห็นกันบ่อยๆก็คือ Dividend discounted model โดยประเมินจากปันผลที่คาดที่ว่าจะได้รับในอนาคต หรือวิธี Discount cash flow โดยหลักมีคิดคล้ายๆกัน คือเอากระแสเงินสดสุทธิที่เป็นอิสระ คือไม่ต้องใช้ลงทุนเพิ่มในสินทรัพย์เพื่อรักษาสภาพของธุรกิจเอาไว้ แล้วคำนวณมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน

2. Relative Model วิธีนี้จะใช้การประเมินมูลโดยการเปรียบเทียบ พื้นฐานมาจากความคิดที่ว่า ของ 2 สิ่งที่มีคุณสมบัติคล้ายกัน ควรมีมูลค่าใกล้เคียงกัน ของที่มีคุณภาพที่สูงกว่าก็ควรมีมูลค่าสูงกว่า โดยสิ่งที่เอามาวัดเป็นคุณภาพของหุ้นนั้นก็มีใช้กันอยู่หลายอย่าง เช่น p/e, p/bv, p/fcf, p/sales ฯลฯ

จากพื้นฐานของการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 2 รูปแบบ ก็มีข้อดีข้อด้อยแตกต่างกันพอสมควร

พวก กลุ่ม Discount มีข้อดีคือสามารถพิสูจน์ออกมาเป็นสูตรทางคณิตศาสตร์ได้ชัดเจนทำให้ดูว่ามี ความน่าเชื่อถือสูง แต่กลับมีข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง จำเป็นที่จะต้องประมาณอนาคตของบริษัทออกมาเป็นตัวเลขเป็นไปเป็นระยะเวลาหลาย ปี ซึ่งการประมาณตัวเลขเหล่านี้ให้ได้ใกล้เคียงความจริงเพียงแค่ปีสองปีก็นับ ว่ายากมากแล้ว ยิ่งเราต้องประมาณออกไปนานเท่าไหร่ โอกาสที่จะคาดการณ์ผิดก็ยิ่งสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และวิธีนี้ยังมีเลขอีกตัวที่ต้องใช้คืออัตราส่วนคิดลด หรือ โดยการคิดก็มีหลายแบบอีก บางคนอาจจะใช้ต้นทุนเงินทุนถัวเฉลี่ย หรือ อัตราผลตอบแทนที่ต้องการในการลงทุน ซึ่งแต่ละคนก็คิดได้ต่างกันไป จากการที่ต้องมีการประมาณตัวเลขผลประกอบการในอนาคต และอัตราส่วนคิดลด ทำให้ราคาที่คำนวณได้จากวิธี Discount นั้นแตกต่างกันมาก คน 2 คนที่มีข้อมูลหุ้นตัวหนึ่งเท่าๆกันอาจจะประเมินราคาออกมาห่างกันเป็นเท่าตัว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะฉะนั้นการใช้งานจริงก็อาจจะยากเอามากๆ และเสียเวลาคิดนานมากเช่นกันกว่าจะได้คำตอบที่น่าเชื่อถือออกมา บางครั้งวิธีผมมองว่าเป็นวิธีแบบสั่งได้ อยากได้ราคาเป้าหมายเท่าไหร่บอกมา แก้ตัวเลขนิดๆหน่อยราคาเป้าหมายก็เปลี่ยนไปคนละเรื่องแล้ว แต่ผลลัพธ์คือ ปวดหัวเวลาคิด แถมยังเอามาใช้งานจริงไม่ค่อยได้

วิธีการหาราคาหุ้น กลุ่ม Relative นี้มีข้อดีอย่างหนึ่งเลยคือง่าย ... ไม่ต้องใช้สูตรคณิตศาสตร์ซับซ้อนอะไรเลยครับ เพิ่งแค่ บวก ลบ คูณ หาร เป็นก็หาได้ไม่ยาก แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่มากเช่นกัน คือดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ พิสูจน์ไม่ค่อยได้ นอกจากนี้การประเมินก็ยังมีข้อจำกัดสำหรับหุ้นบางประเภทอยู่พอสมควร
dcf ใช้สำหรับบริษัทที่สามารถทราบ free cash flow ในระยะยาวๆ ได้
สามารถใช้เป็นราคาที่ควรจะเป็นในระยะยาว
เหมาะสำหรับคนที่ลงทุนในหุ้นหลายๆปี
การลงทุนเป็นลักษณะ stand alone
DCF ยุ่งยากในการคาดคะเนกระแสเงินสดในอนาคต
ประมาณว่า ต้องใช้สมมติฐานมาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ถ้าได้ข้อมูลดี มูลค่าหุ้นที่คำนวณได้น่าจะแม่นยำกว่า
DCF จะใช้ได้ดีมากๆเมื่อเราสามารถคาดการณ์กระแสเงินสดของบริษัทในระยะยาวได้ค่อน ข้างใกล้เคียง

ข้อเสีย
คำนวณ free cash flow & terminal value ให้ถูกต้องในระยะยาวได้ยาก
การคำนวณยุ่งยากกว่า
ไม่ได้เอาอารมณ์ของตลาดเข้ามาเกี่ยวข้อง
dcf หากจะใช้ค่าการเติบโตของfcfก็ต้องรู้ว่ากิจการกำลังจะทำอะไรในอนาคต หากใช้ค่าในอดีต ก็เสี่ยงน่าดู ปรกติไม่ค่อยใช้วิธีนี้เท่าไหร่ครับ เพราะมองไกลๆไม่ค่อยเห็น ไม่เหมาะกับ dcf คือ
1. แบงค์ ประกัน การเงิน ให้ใช้ cash flow to equity แทน
2. พวก conglomarate หรือ holding company เพราะถือหุ้นบริษัทเยอะไป ขี้เกียจคิดเลข

PE ใช้กำหนดราคาเป้าหมายในระยะสั้น การคำนวณเป็นลักษณะเปรียบเทียบ
คำนวณง่าย และ เข้าใจความหมายได้ง่าย
เอาอารมณ์ของตลาดเข้ามาคิดด้วย
ปัญหาคือ ระวังอย่าไปติดกับ E ปัจจุบัน หรือ E ที่ผ่านมา
กับอีกตัวคือ บางอุตสาหกรรมหรือ บริษัท ถึงแม้จะทำ E ได้ดี
แต่ Cash ที่ได้กับต้องไปลงทุนเพิ่มในทรัพย์สิน เช่น เครื่องจักร
ซึ่งมีโอกาสล้าสมัย เสื่อมค่ามาก ทำให้ทรัพย์สินที่มีอยู่ในงบดุลนั้น
อาจแฝงเอาความด้อยค่าไว้อยู่มากก็ได้
ต้องพิจารณาอุตสาหกรรมและหุ้นแต่ละตัวไป
p/e ก็ต้องดูคุณภาพของeที่กลายเป็นเงินสดจริง การใช้ค่าตัวคูณก็ต้องประเมินจากความสามารถในการทำกำไรในอนาคต แสดงว่าต้องเข้าใจในธุรกิจก่อนทั้งนั้น

ข้อเสีย
กำหนด pe ที่เหมาะสมได้ยาก (มีหลายแบบให้เลือก เช่นใช้อุตสาหกรรมเดียวกันมาเฉลี่ย หรือ กำหนดเอาตามคุณภาพบริษัท)
ไม่ได้ดูระยะยาว ดูแค่ปีต่อปี
สามารถ mid lead the price ได้ถ้าใช้ pe ของบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน

ตัวอย่างการนำไปใช้

การหา FCF เพื่อดูว่าแต่ละปี บริษัทมีเงินสดสุทธิที่แท้จริงที่บริษัทสามารถนำไปทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ กับผู้ถือหุ้น โดยเฉพาะการจ่ายปันผล หรือ การลงทุนในอนาคต ได้ปีละเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เป็นตัวบอกถึงคุณภาพของกำไรด้วย เพราะบางบริษัท มีกำไรสูง แต่ FCF ต่ำเพราะว่าต้องใช้การลงทุนมากเพื่อเพิ่ม growth แต่บางบริษัทสามารถเพิ่ม growth ได้โดยไม่ต้องลงทุนมาก ยกตัวอย่าง 2 บริษัท

บริษัทแรก มีกำไรปีละ 500 ล้านบาท ค่าเสื่อม 400 ล้าน แต่ต้องลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และต้องลงทุนเพิ่มอีก 1500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500+400-200-1500 = -800 ล้านบาท

บริษัท 2 มีกำไรปีละ 500 ล้าน ค่าเสื่อม 50 ล้าน ต้องลงทุน 50 ล้านเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน และลงทุน 100 ล้านเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต ( ยอดขาย ) ในปีต่อไปอีก 15%
FCF = 500 + 50 -50 – 100 = 400 ล้านบาท

ดังนั้น จะเห็นว่า บริษัท 1 และ 2 มีกำไรสุทธิเท่ากัน แต่มี FCF ต่างกันมาก เพราะแม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะมีการลงทุนเพื่อเพิ่มยอดขาย 15% ในปีหน้าเหมือนกันแต่จำนวนเงินลงทุนต่างกันมากเมื่อเทียบกับกำไรที่เท่ากัน ดังนั้นหากหุ้นทั้ง 2 ตัวมี p/e เท่ากัน เราควรซื้อหุ้นตัวที่ 2 อย่างแน่นอนครับ และโดยทั่วไปหุ้นตัวที่ 2มักจะมี p/e สูงกว่าตัวที่ 1 พอสมควร แต่นักลงทุนมักจะรู้สึกว่าหุ้นตัวที่ 2 เป็นหุ้นแพง และตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่ถูก และอาจจะติดกับดับ value trap ได้ครับเพราะหุ้นตัวที่ 1 เป็นหุ้นที่มีคุณภาพกำไรต่ำครับ ลองสังเกตได้ว่า หุ้นอิเลคทรอนิกส์ หรือยานยนต์ บางตัวมีลักษณะคล้ายๆ หุ้นตัวแรกครับ

Credit >> http://www.srangsookjai.com